ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 305 : คลื่นสะท้อนแห่งเงาโลหิต

จารึกที่ 305 : คลื่นสะท้อนแห่งเงาโลหิต : ถักทอรากฐานแห่งเต๋า


หยาดโลหิตสีแดงคล้ำของสตรีชุดโลหิต ไหลซึมลงสู่ร่องกระดานไม้โบราณของมหานาวาปราณสูญตา กลิ่นคาวเลือดอันข้นคลั่กผสมผสานกับไอเย็นเยียบของทะเลสาบกระจกเงา สร้างบรรยากาศที่หนักอึ้งจนผู้คนแทบขาดใจ ร่างไร้วิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นกลาง นอนทอดร่างอยู่เบื้องหน้า เป็นพยานถึงความโหดร้ายของสมรภูมิแห่งมรรคาที่ไม่มีคำว่าปรานี


อาเจียทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่ง มือขวาที่กำพู่กันนิรันดร์สั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม เลือดสีแดงฉานไหลทะลักออกจากมุมปาก ร่วงหล่นลงกระทบพื้นไม้ทีละหยด การฝืนใช้ ‘ค่ายกลหมื่นใยสูญตา’ ด้วยการแบ่งแยกเส้นสายปราณระดับจุลภาคนับหมื่นเส้น เพื่อสังหารยอดผู้ฝึกตนที่อยู่เหนือกว่าตนเองถึงหนึ่งขอบเขตใหญ่ มิใช่สิ่งที่วิญญาณแรกเริ่มจะแบกรับได้โดยไร้ผลตรวจรับ


เส้นชีพจรในร่างของเขาปริร้าว จุดตันเถียนสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ทารกวิญญาณสูญตาที่เคยนั่งขัดสมาธิอย่างสงบ บัดนี้มีรอยปริร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่หว่างคิ้ว มันคือความเสียหายทางรูปธรรมและนามธรรมที่แลกมาด้วยชีวิต


หลินชิงเสวี่ยก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว กลิ่นหอมเย็นประดุจดอกเหมยในเหมันตฤดูโชยมาแตะจมูก นางทรุดตัวลงเคียงข้าง สองมือเรียวบางที่เคยจับเพียงด้ามกระบี่ ประคองแผ่นหลังของอาเจียไว้อย่างมั่นคง ปราณเซียนบริสุทธิ์สายหนึ่งถูกถ่ายทอดเข้าสู่จุดหมายเพื่อพยุงชีพจรที่กำลังจะแตกสลายของเขา


"อย่าเพิ่งขยับลมปราณ" น้ำเสียงของนางเยือกเย็นทว่าแฝงความร้อนรนลึกซึ้ง "พิษสะท้อนกลับจากการบีบอัดเส้นสายอักขระกำลังกัดกินรากฐานของเจ้า ปล่อยให้วิถีพฤกษาของปิงอวิ๋นจัดการเสียก่อน"


เย่ปิงอวิ๋นเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ปลายฝ่ามือของนางทอประกายสีเขียวมรกตอันอบอุ่น ทาบลงบนแผ่นหลังของอาเจีย พลังแห่งชีวิตที่ค่อยๆ ซึมซาบเข้าไป ราวกับสายน้ำเย็นที่ชโลมลงบนผืนดินที่แตกระแหง


ฉินมู่หลางยืนคุ้มกันอยู่เบื้องหน้า รังสีปราณกระบี่ในร่างตื่นตัวถึงขีดสุด ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบทะเลสาบที่มืดมิด "นักฆ่าระดับหลอมความว่างเปล่า... วิหารเทพอนันตกาลส่งสุนัขลอบกัดระดับนี้มา ย่อมหมายความว่าพวกมันหมายหัวพวกเราอย่างแท้จริง การเดินทางหลังจากนี้ จะไม่มีพื้นที่ให้หายใจอีกแล้ว"


ท่ามกลางความตึงเครียด หมอกบางเบาบนผิวน้ำทะเลสาบพลันม้วนตัวรวมกัน ร่างของนักพรตหมื่นอีแปะปรากฏขึ้นอีกครั้ง ชายชราในชุดสีมอๆ ก้าวเดินบนผิวน้ำอย่างไร้สุ้มเสียง แส้ปัดในมือซ้ายทิ้งตัวลงข้างลำตัว นัยน์ตาฝ้าฟางจ้องมองมาที่อาเจียและร่างของนักฆ่าสาว


"ทะลวงขีดจำกัดด้วยความบ้าบิ่น สังหารศัตรูด้วยความเคียดแค้น..." นักพรตเฒ่าเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแรงกดดันที่แผ่ออกมากลับทำให้ดาดฟ้าเรือสั่นสะเทือน "เจ้าคิดว่าค่ายกลหมื่นใยสูญตาของเจ้าสมบูรณ์แบบแล้วหรือ? เด็กโง่งม! เจ้าเพียงแค่เอาเส้นด้ายไปพันรอบคอเสือ แล้วออกแรงดึงจนมือตนเองฉีกขาด หากสตรีผู้นั้นมีเวลาตั้งตัวเพียงครึ่งก้านธูป นางย่อมสามารถใช้ปราณแท้ระดับหลอมความว่างเปล่า กระชากเส้นใยของเจ้าจนวิญญาณของเจ้าแตกซ่านไปแล้ว!"


คำวิจารณ์นั้นไร้ความปรานี ทว่ามันคือสัจธรรมที่อาเจียไม่อาจปฏิเสธได้


เด็กหนุ่มค่อยๆ ยกมือขึ้นเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก ดวงตาแห่งความว่างเปล่าที่ดำสนิทจ้องมองฝ่ามือที่สั่นเทาของตนเอง เขาไม่ได้โต้เถียง ไม่ได้เอ่ยอ้างถึงความจำเป็นในการเอาชีวิตรอด เพราะในวิถีแห่งเต๋า ความอ่อนแอคือข้ออ้างของคนเขลา


"ผู้น้อยตระหนักดี..." อาเจียเอ่ยเสียงแหบพร่า พยายามพยุงตัวลุกขึ้นยืนด้วยสองขาของตนเอง "เส้นสายปราณของข้าแข็งกร้าวเกินไป ข้าพยายามควบคุมพวกมันด้วย 'การบังคับ' แทนที่จะใช้ 'การนำทาง' อักขระหลิงควรจะลื่นไหลดังสายน้ำ ทว่าข้ากลับทำให้มันกลายเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดแม้กระทั่งตนเอง"


มู่เฉินที่ยืนกอดอกอยู่ไม่ไกล พยักหน้าช้าๆ "การตระหนักรู้ถึงความบกพร่องของตนเอง คือจุดเริ่มต้นของผู้กุมชะตา เจ้ามีพลังของขีดสุดวิญญาณแรกเริ่ม แต่รากฐานความเข้าใจในอักษรสวรรค์ของเจ้ายาวตื้นเขินนัก เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะผสานความว่างเปล่าเข้ากับเจตจำนง มิใช่การใช้มันเป็นเพียงอาวุธฟาดฟัน"


อาเจียสูดลมหายใจลึกยาว เขาเดินกะเผลกเข้าไปใกล้ร่างของนักฆ่าชุดโลหิต เขาไม่ได้ค้นหาสมบัติหรือศิลาปราณด้วยความมืดบอดดั่งในอดีต ทว่าเขาค้นหา 'เบาะแส' มือของเขาล้วงเข้าไปในสาบเสื้อของสตรีผู้นั้น และดึงเอาป้ายหยกสีเลือดขนาดเท่าฝ่ามือออกมาหนึ่งชิ้น


ป้ายหยกนั้นสลักลวดลายดวงตาโลหิตที่บิดเบี้ยว แผ่กลิ่นอายมิติที่สลับซับซ้อนออกมาอย่างต่อเนื่อง มันคือ 'ป้ายนำทางวิญญาณ' ที่ใช้สำหรับเทเลพอร์ตและระบุตำแหน่ง


"นางไม่ได้มาเพียงลำพัง" อาเจียกำป้ายหยกไว้แน่น ดวงตาหรี่ลงอย่างครุ่นคิด "ป้ายชิ้นนี้มีการเชื่อมต่อทางมิติที่ยังทำงานอยู่ หากข้าเดาไม่ผิด ทันทีที่เจตจำนงชีวิตของนางดับสูญ ป้ายนี้จะส่งสัญญาณกลับไปยังวิหารเทพ และดึงดูดเงาโลหิตตนอื่นๆ ให้ตามรอยมาที่นี่"


เฟิงอี้หรานเบิกตากว้าง "เช่นนั้นเราก็รีบทำลายมันทิ้งเสียสิ! หรือไม่ก็โยนมันลงทะเลสาบไปเลย!"


"ไม่ได้" อาเจียส่ายหน้า "รอยประทับมิติถูกผูกมัดกับรัศมีปราณของสถานที่นี้ไปแล้ว ต่อให้ทำลายป้าย พวกมันก็จับพิกัดสุดท้ายได้อยู่ดี การหนีในตอนนี้ มีแต่จะทำให้พวกเรากลายเป็นเป้านิ่งที่หันหลังให้ศัตรู... ในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร หากหนีไม่พ้น ก็ต้องเป็นผู้กำหนดสมรภูมิเสียเอง"


เด็กหนุ่มทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิกลางลานเลือด เขาไม่สนใจบาดแผลที่ยังปวดร้าว วางป้ายหยกสีเลือดลงบนพื้นกระดานเบื้องหน้า และเรียกพู่กันนิรันดร์ออกมาอีกครั้ง


"เจ้าจะทำสิ่งใด อาเจีย? ร่างกายของเจ้าแบกรับการฝืนปราณไม่ไหวแล้วนะ" เย่ปิงอวิ๋นเอ่ยเตือน


"ข้าจะศึกษาโครงสร้างมิติของป้ายชิ้นนี้" อาเจียตอบเสียงเรียบ ทว่าเด็ดขาด "หากข้าไม่เข้าใจวิถีการถักทออักขระของศัตรู ข้าก็ไม่อาจสร้างค่ายกลที่เหนือกว่าได้... ท่านอาจารย์เคยกล่าวไว้มิใช่หรือ ว่าข้าต้องเริ่มจริงจังกับการศึกษาอักษรสวรรค์ บัดนี้ ตำราของศัตรูวางอยู่เบื้องหน้าข้าแล้ว"


อาเจียหลับตาลง ดึงจิตสัมผัสของตนเองให้แหลมคมที่สุด เขาส่งเส้นด้ายปราณที่บางเบาดุจใยแมงมุม เข้าไปสัมผัสกับพื้นผิวของป้ายหยกสีเลือด

ทันทีที่จิตสัมผัสแตะต้องโครงสร้างภายใน อาเจียรู้สึกราวกับถูกดึงเข้าสู่วังวนพายุ อักขระสีโลหิตนับหมื่นตัวซ้อนทับกันเป็นรูปทรงแปดเหลี่ยม ซับซ้อนและดุร้าย พวกมันสูบกินกลิ่นอายชีวิตเพื่อรักษาความเสถียรของมิติ นี่คือศาสตร์มืดที่ไร้ความปรานี


'โครงสร้างของพวกมันเน้นการบีบอัดพื้นที่...' อาเจียวิเคราะห์ในห้วงความคิด 'พวกมันใช้สายเลือดเป็นกุญแจเชื่อมต่อมิติ หากข้าใช้ปราณสูญตาแทรกแซงตรงๆ มันจะต่อต้านและระเบิดออก'


เขาพยายามทดลอง เขาวาดอักขระหลิง (零) ขนาดเล็กเพื่อเข้าไปคลายปมของอักขระมิติสีเลือด ทว่าเพียงแค่อักขระทั้งสองสัมผัสกัน


ตู้ม!


ป้ายหยกสีเลือดสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงก่อนจะระเบิดออกเป็นเศษเล็กเศษน้อย คลื่นกระแทกทางมิติอัดเข้าที่ฝ่ามือขวาของอาเจียจนหนังฉีกขาด เลือดสีสดสาดกระเซ็น กระดูกข้อนิ้วร้าวลึกจนเห็นสีขาวโพลน


"อาเจีย!" หลินชิงเสวี่ยถลันเข้ามาจับมือเขาไว้แน่น ใบหน้าของนางซีดเผือด "เจ้าบ้าไปแล้ว! การแกะรอยอักขระระดับหลอมความว่างเปล่าด้วยพลังวิญญาณแรกเริ่ม มันคือการรนหาที่ตาย!"


อาเจียกัดฟันข่มความเจ็บปวด เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผาก ทว่าในดวงตาแห่งความว่างเปล่ากลับลุกโชนด้วยประกายแห่งความตระหนักรู้


"ข้าล้มเหลว..." อาเจียหอบหายใจ มองดูมือที่โชกเลือดของตน "ข้าพยายามใช้ความว่างเปล่าไป 'กลืนกิน' มัน... แต่ความว่างเปล่าที่แท้จริง มิใช่การทำลายล้าง ทว่ามันคือการ 'โอบอุ้ม' โครงสร้างมิติของป้ายหยกแตกสลายเพราะข้าเข้าไปแทนที่พื้นที่ของมันอย่างกะทันหัน"


เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มืดมิด ทะเลสาบกระจกเงายังคงสะท้อนภาพของตัวเขา ชายผู้เปี่ยมไปด้วยบาดแผลและความล้มเหลว

ในวินาทีนั้น ปรัชญาที่ซ่อนอยู่ก้นบึ้งของจิตใจพลันถูกปลุกขึ้น


'ศัตรูที่น่ากลัวที่สุด คืออดีตของตนเอง'


ภาพในวัยเด็กผุดขึ้นมาอีกครั้ง ตะกร้าหวายที่เหน็บหนาว แผ่นหลังของบิดามารดาที่เดินจากไปท่ามกลางพายุหิมะ เหตุใดพวกเขาจึงทิ้งเขากำเนิดมาจากความว่างเปล่า? เพื่อความรัก หรือเพื่อปกป้อง? ความไม่รู้หล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนขี้ระแวง หวงแหนทุกทรัพยากร หวาดกลัวการสูญเสียจนสร้างกำแพงแห่งความงกขึ้นมาคุ้มกาย


ลมปราณของเขาแข็งกร้าว เพราะเขาพยายาม 'ยึดติด' ทุกสิ่งไว้กับตัว


"หากข้ายังคงหวาดกลัวการสูญเสีย ข้าก็ไม่มีวันเข้าใจมหาภาวะซวี (虛)" อาเจียพึมพำกับตนเอง เสียงของเขาแผ่วเบาทว่าหนักแน่นดั่งศิลาผา "การทอดทิ้งในวันนั้น อาจเป็นความเมตตาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หรืออาจเป็นลิขิตฟ้าที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด... ข้าก็ต้องก้าวข้ามมันไปให้ได้ การยึดติดกับอดีต มีแต่จะทำให้เส้นสายอักขระของข้าตีบตัน"


อาเจียค่อยๆ ดึงมือออกจากการเกาะกุมของหลินชิงเสวี่ย เขายกฝ่ามือที่โชกเลือดขึ้น รวบรวมลมปราณเซียนแท้ที่เหลืออยู่ทั้งหมด


เขาหลับตาลง ไม่สนใจบาดแผล ไม่สนใจความเจ็บปวด ไม่สนใจเสียงเตือนของมิตรสหาย


ในห้วงอากาศธาตุเบื้องหน้า อาเจียเริ่มใช้นิ้วที่เปื้อนเลือด วาดสัญลักษณ์วงกลมแห่งมหาภาวะซวี ( ⦾ ) ขึ้นมาอย่างช้าๆ


ครั้งนี้ วงกลมของเขามิได้ถูกวาดด้วยความเร่งรีบหรือแรงกดดัน ทว่ามันถูกวาดด้วยความ 'สงบ' และการ 'ปล่อยวาง' เส้นวงกลมนั้นโปร่งใสราวกับไร้ตัวตน ทว่ากลับดำรงอยู่อย่างมั่นคง


ลึกลงไปภายในอาณาเขตของวงกลมนั้น พื้นที่ดูเหมือนจะบิดเบี้ยวและพับซ้อนกันเป็นมิติที่ไร้ขอบเขต อาเจียกำหนดจิตวาดอักขระหลิง (零) ลงไปตรงใจกลาง


อักขระ 零 ในครั้งนี้ มิได้ส่องแสงสีดำทมิฬเพื่อข่มขู่ทำลายล้าง ทว่ามันกลับปรากฏขึ้นเลือนราง บางจังหวะก็สว่างชัดเจน บางจังหวะก็จางหายไปราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับอากาศธาตุ มันหายใจเข้าออกสอดคล้องกับจังหวะของฟ้าดิน ราวกับตัวมันเองคือส่วนหนึ่งของวัฏสงสารที่ไร้จุดจบ


"นี่สิ... คือความว่างเปล่าที่โอบอุ้มสรรพสิ่ง" นักพรตหมื่นอีแปะที่ลอยตัวอยู่ไกลออกไป พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนมุมปาก "ละทิ้งความหวาดกลัวการสูญเสีย ยอมรับความว่างเปล่าเป็นรากฐาน เด็กคนนี้... เริ่มก้าวเท้าขึ้นสู่เส้นทางของมหาวิถีเต๋าอย่างแท้จริงแล้ว"


อาเจียลืมตาขึ้น เขาเข้าใจแล้วว่า การสร้างค่ายกลหรือการผสานอักขระ มิใช่การเอาพลังไปยัดเยียดใส่กัน แต่คือการสร้าง 'พื้นที่' ให้สัจธรรมเหล่านั้นได้ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล


"เจ้าสัว" อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเต็มไปด้วยอำนาจแห่งความสงบ "นำศิลาปราณหยกดำออกจากคลัง หกสิบสี่ก้อน นำไปวางตามจุดทิศมงคลทั้งแปดรอบมหานาวา"


หุ่นกลศิลาขุนพลคู่ใจ ก้าวออกมาเบื้องหน้า มันมิได้ส่งเสียงเอะอะโวยวายหรือตั้งฉายาให้ตนเอง มันเพียงค้อมศีรษะรับคำสั่ง แขนศิลาที่เต็มไปด้วยเส้นชีพจรกลไก เคลื่อนไหวอย่างเฉียบขาด ดึงศิลาปราณชั้นยอดออกมาจัดวางตามตำแหน่งที่นายเหนือหัวระบุอย่างแม่นยำ


"ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น มู่หลาง อี้หราน..." อาเจียหันไปมองสหายร่วมเป็นร่วมตายทุกคน แววตาของเขาไร้ซึ่งความตลกขบขัน หรือความหน้าเงินดังเช่นกาลก่อน มีเพียงความรับผิดชอบอันหนักอึ้งของผู้เป็นผู้นำ "เงาโลหิตที่เหลือ กำลังเดินทางมาที่นี่ผ่านรอยแยกมิติ พวกมันคือยอดคนระดับหลอมความว่างเปล่า พวกเราไม่อาจหลบหนี และไม่อาจสู้ด้วยกำลังดิบ..."


อาเจียเดินไปที่หัวเรือ ทอดสายตามองผืนน้ำทะเลสาบกระจกเงาที่กว้างใหญ่ไพศาล


"แต่ที่นี่คือทะเลสาบสะท้อนเงา มิติลี้ลับที่มีความสามารถในการบิดเบือนภาพลวงตา ข้าจะใช้ความเข้าใจใหม่ของข้า ถักทอ 'ค่ายกลมายาสะท้อนเงาโลหิต' โดยใช้น้ำในทะเลสาบและศิลาปราณเป็นสื่อนำ..." อาเจียอธิบายแผนการอย่างเยือกเย็น "นี่ไม่ใช่การหนี และไม่ใช่การปะทะ แต่คือการชักนำให้พวกมันก้าวลงสู่ห้วงลึกที่ข้าเป็นผู้กำหนด"


อาเจียกระโดดลงจากหัวเรือ ลอยตัวอยู่เหนือผิวน้ำทะเลสาบ เขาจรดพู่กันนิรันดร์ลงบนผิวน้ำ


วิถีแห่งหมื่นอักขระที่แท้จริงได้เริ่มขึ้นแล้ว


เขาไม่ได้สร้างค่ายกลด้วยความกดดัน แต่สร้างด้วยการ 'คำนวณ' และ 'ความเข้าใจ' อาเจียวาดเส้นสายอักขระที่สลับซับซ้อนลงบนผิวน้ำ ทุกตัวอักษรเชื่อมโยงกันด้วยอักขระหลิง (零) ที่ซ่อนอยู่ภายในสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) เขาใช้อักขระมิติที่เขาเพิ่งล้มเหลวจากการศึกษาป้ายหยก นำมาปรับปรุงและแก้ไขโครงสร้างใหม่ ให้มันเข้ากับเจตจำนงแห่งความว่างเปล่า


เวลาล่วงเลยไปหนึ่งวัน... สองวัน... สามวัน... ในมิติของทะเลสาบ (ซึ่งโลกภายนอกผ่านไปเพียงชั่วครู่ยาม)


อาเจียไม่ได้หยุดพัก เลือดที่มือขวาแห้งกรัง ลมปราณในร่างถูกเผาผลาญไปอย่างมหาศาล ใบหน้าของเขาซีดเซียวราวกับกระดาษ ทว่าเขาไม่หยุดวาด ทุกครั้งที่เขาลากเส้น เขาได้เรียนรู้ถึงข้อผิดพลาด วิเคราะห์โครงสร้างที่บกพร่อง และพัฒนาความเสถียรของค่ายกลให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

กระบวนการนี้คือการสั่งสมประสบการณ์ที่แท้จริง มิใช่การได้พลังมาโดยง่ายดาย


ในวันที่เจ็ด ค่ายกลขนาดมหึมาที่ครอบคลุมพื้นที่สิบลี้รอบมหานาวาก็เสร็จสมบูรณ์ เส้นสายอักขระสีเงินและสีดำจมหายลงไปใต้ผิวน้ำทะเลสาบ ไร้ร่องรอย ไร้กลิ่นอาย ราวกับมันเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมาแต่บรรพกาล


อาเจียลอยตัวกลับขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือ ร่างของเขาเซถลาจนเกือบทรุด ฉินมู่หลางต้องรีบเข้ามาพยุง


"สำเร็จแล้วหรือ?" ยอดกระบี่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวล เมื่อเห็นสภาพที่ราวกับตะเกียงใกล้ดับของอาเจีย


"แค่กๆ..." อาเจียไอออกมาเบาๆ ทว่าดวงตาเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ "รากฐานถูกปูไว้แล้ว ตอนนี้... เหลือเพียงรอให้เหยื่อเดินเข้ามาติดกับ"

ทันใดนั้นเอง!


ครืนนนน!


ท้องฟ้าเหนือทะเลสาบกระจกเงาพลันบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง กฎเกณฑ์แห่งกาลเวลาและมิติถูกฉีกกระชากออกอย่างหยาบคาย รอยแยกมิติสีดำขนาดยักษ์ปรากฏขึ้นเหนือหัวเรือ กลิ่นอายคาวเลือดที่เข้มข้นยิ่งกว่าสตรีชุดโลหิตถึงสิบเท่า ทะลักทลายออกมากดทับจนดาดฟ้าเรือลั่นเอี๊ยดอ๊าด

แรงกดดันระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นสูงสามสาย พุ่งทะยานลงมาพร้อมกัน!


แค่แรงกดดันทางจิตสัมผัส ก็ทำให้เฟิงอี้หรานและเย่ปิงอวิ๋นต้องคุกเข่าลงกับพื้น เลือดไหลออกทางมุมปาก แม้แต่ฉินมู่หลางยังต้องปักกระบี่ลงบนกระดานเพื่อพยุงร่างไม่ให้ล้มลง


จากรอยแยกมิติ ร่างของบุรุษสามคนในชุดคลุมสีโลหิตก้าวออกมา คนนำหน้ามีใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกประทับด้วยรอยแผลเป็นรูปดวงตา ดวงตาของเขาแดงฉานดุจสายเลือด มันคือ 'เงาโลหิตที่หนึ่ง' มือสังหารอันดับต้นแห่งวิหารเทพอนันตกาล!


"ฆ่าสิบสามของพวกเรา แล้วยังกล้ากบดานอยู่ที่นี่ชื่นชมทัศนียภาพ..." เงาโลหิตที่หนึ่งเอ่ยเสียงเยียบเย็นดุจน้ำแข็งจากขุมนรก "ราชันหมื่นอักขระ วันนี้ ต่อให้เจ้ามีปีก ก็ไม่อาจบินหนีออกจากทะเลสาบแห่งนี้ได้!"


พวกเขาทั้งสามมิได้พูดพร่ำทำเพลง ปราณแท้สีโลหิตถูกระเบิดออก กลายเป็นกงเล็บมารขนาดยักษ์สามสาย พุ่งตรงเข้าหมายจะบดขยี้มหานาวาปราณสูญตาและทุกคนบนเรือให้กลายเป็นผุยผงในคราเดียว การโจมตีนี้รุนแรงจนแม้แต่พื้นที่ว่างเปล่ายังเกิดรอยร้าว!


อาเจียยืนตระหง่านอยู่บนหัวเรือ ร่างกายที่สั่นเทาจากการสูญเสียปราณ กลับตั้งตรงอย่างสง่าผ่าเผย เขาเผชิญหน้ากับความตายที่พุ่งเข้ามาด้วยความเยือกเย็นอันน่าสะพรึง


เขาค่อยๆ ยกมือขวาขึ้น นิ้วชี้และนิ้วกลางประสานกันเป็นดรรชนี


"ผู้ที่บินไม่ได้... คือพวกเจ้าต่างหาก"


ปัง!


อาเจียกระทืบเท้าลงบนกระดานเรือ ปลดปล่อยเจตจำนงสุดท้ายเชื่อมต่อกับค่ายกลใต้ผิวน้ำ!


"ค่ายกลมายาสะท้อนเงาโลหิต... เปิดบัญชี!"


ในเสี้ยววินาทีที่กงเล็บมารกำลังจะปะทะตัวเรือ ผิวน้ำทะเลสาบกระจกที่เคยนิ่งสนิท พลันสว่างวาบด้วยสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) ขนาดมหึมา ภายในวงกลมนั้น อักขระหลิง (零) สีดำทมิฬนับหมื่นตัวหมุนวนด้วยความเร็วแสง


ภาพลวงตาสะท้อนกลับทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ! ร่างของมหานาวาและทุกคนบนเรือ เลือนหายไปราวกับหมอกควัน ทว่าสิ่งที่ปรากฏขึ้นแทนที่ คือภาพสะท้อนของ 'การโจมตี' ของเงาโลหิตทั้งสามเอง ที่ถูกกักเก็บและสะท้อนกลับไปด้วยความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณจากพลังของค่ายกล!


เงาโลหิตที่หนึ่งเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึงสุดขีด "ภาพลวงตาผสานค่ายกลสะท้อน? เป็นไปไม่ได้! โครงสร้างระดับนี้ ต้องใช้เวลาสร้างเป็นเดือน!"


แต่มันสายเกินไปเสียแล้ว... กงเล็บมารสีโลหิตที่ถูกสะท้อนกลับ พุ่งเข้าปะทะกับร่างของผู้ร่ายมันเองอย่างจังกลางอากาศธาตุ!

ตูมมมมม!!!


เสียงระเบิดกัมปนาทสั่นสะเทือนไปทั่วดินแดนอุดรทิศ เลือดสีแดงฉานสาดกระจายย้อมท้องฟ้าให้กลายเป็นสีเลือด สมรภูมิแห่งปัญญาและการถักทอเส้นสายอักขระ ได้พลิกกระดานความตาย ให้กลายเป็นหลุมพรางมรณะที่ศัตรูไม่อาจหลีกหนี!จารึกที่ 305 : คลื่นสะท้อนแห่งเงาโลหิต : การถักทอรากฐานแห่งเต๋า


หยาดโลหิตสีแดงคล้ำของสตรีชุดโลหิต ไหลซึมลงสู่ร่องกระดานไม้โบราณของมหานาวาปราณสูญตา กลิ่นคาวเลือดอันข้นคลั่กผสมผสานกับไอเย็นเยียบของทะเลสาบกระจกเงา สร้างบรรยากาศที่หนักอึ้งจนผู้คนแทบขาดใจ ร่างไร้วิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นกลาง นอนทอดร่างอยู่เบื้องหน้า เป็นพยานถึงความโหดร้ายของสมรภูมิแห่งมรรคาที่ไม่มีคำว่าปรานี


อาเจียทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่ง มือขวาที่กำพู่กันนิรันดร์สั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม เลือดสีแดงฉานไหลทะลักออกจากมุมปาก ร่วงหล่นลงกระทบพื้นไม้ทีละหยด การฝืนใช้ ‘ค่ายกลหมื่นใยสูญตา’ ด้วยการแบ่งแยกเส้นสายปราณระดับจุลภาคนับหมื่นเส้น เพื่อสังหารยอดผู้ฝึกตนที่อยู่เหนือกว่าตนเองถึงหนึ่งขอบเขตใหญ่ มิใช่สิ่งที่วิญญาณแรกเริ่มจะแบกรับได้โดยไร้ผลตรวจรับ


เส้นชีพจรในร่างของเขาปริร้าว จุดตันเถียนสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ทารกวิญญาณสูญตาที่เคยนั่งขัดสมาธิอย่างสงบ บัดนี้มีรอยปริร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่หว่างคิ้ว มันคือความเสียหายทางรูปธรรมและนามธรรมที่แลกมาด้วยชีวิต


หลินชิงเสวี่ยก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว กลิ่นหอมเย็นประดุจดอกเหมยในเหมันตฤดูโชยมาแตะจมูก นางทรุดตัวลงเคียงข้าง สองมือเรียวบางที่เคยจับเพียงด้ามกระบี่ ประคองแผ่นหลังของอาเจียไว้อย่างมั่นคง ปราณเซียนบริสุทธิ์สายหนึ่งถูกถ่ายทอดเข้าสู่จุดหมายเพื่อพยุงชีพจรที่กำลังจะแตกสลายของเขา


"อย่าเพิ่งขยับลมปราณ" น้ำเสียงของนางเยือกเย็นทว่าแฝงความร้อนรนลึกซึ้ง "พิษสะท้อนกลับจากการบีบอัดเส้นสายอักขระกำลังกัดกินรากฐานของเจ้า ปล่อยให้วิถีพฤกษาของปิงอวิ๋นจัดการเสียก่อน"


เย่ปิงอวิ๋นเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ปลายฝ่ามือของนางทอประกายสีเขียวมรกตอันอบอุ่น ทาบลงบนแผ่นหลังของอาเจีย พลังแห่งชีวิตที่ค่อยๆ ซึมซาบเข้าไป ราวกับสายน้ำเย็นที่ชโลมลงบนผืนดินที่แตกระแหง


ฉินมู่หลางยืนคุ้มกันอยู่เบื้องหน้า รังสีปราณกระบี่ในร่างตื่นตัวถึงขีดสุด ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบทะเลสาบที่มืดมิด "นักฆ่าระดับหลอมความว่างเปล่า... วิหารเทพอนันตกาลส่งสุนัขลอบกัดระดับนี้มา ย่อมหมายความว่าพวกมันหมายหัวพวกเราอย่างแท้จริง การเดินทางหลังจากนี้ จะไม่มีพื้นที่ให้หายใจอีกแล้ว"


ท่ามกลางความตึงเครียด หมอกบางเบาบนผิวน้ำทะเลสาบพลันม้วนตัวรวมกัน ร่างของนักพรตหมื่นอีแปะปรากฏขึ้นอีกครั้ง ชายชราในชุดสีมอๆ ก้าวเดินบนผิวน้ำอย่างไร้สุ้มเสียง แส้ปัดในมือซ้ายทิ้งตัวลงข้างลำตัว นัยน์ตาฝ้าฟางจ้องมองมาที่อาเจียและร่างของนักฆ่าสาว


"ทะลวงขีดจำกัดด้วยความบ้าบิ่น สังหารศัตรูด้วยความเคียดแค้น..." นักพรตเฒ่าเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแรงกดดันที่แผ่ออกมากลับทำให้ดาดฟ้าเรือสั่นสะเทือน "เจ้าคิดว่าค่ายกลหมื่นใยสูญตาของเจ้าสมบูรณ์แบบแล้วหรือ? เด็กโง่งม! เจ้าเพียงแค่เอาเส้นด้ายไปพันรอบคอเสือ แล้วออกแรงดึงจนมือตนเองฉีกขาด หากสตรีผู้นั้นมีเวลาตั้งตัวเพียงครึ่งก้านธูป นางย่อมสามารถใช้ปราณแท้ระดับหลอมความว่างเปล่า กระชากเส้นใยของเจ้าจนวิญญาณของเจ้าแตกซ่านไปแล้ว!"


คำวิจารณ์นั้นไร้ความปรานี ทว่ามันคือสัจธรรมที่อาเจียไม่อาจปฏิเสธได้


เด็กหนุ่มค่อยๆ ยกมือขึ้นเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก ดวงตาแห่งความว่างเปล่าที่ดำสนิทจ้องมองฝ่ามือที่สั่นเทาของตนเอง เขาไม่ได้โต้เถียง ไม่ได้เอ่ยอ้างถึงความจำเป็นในการเอาชีวิตรอด เพราะในวิถีแห่งเต๋า ความอ่อนแอคือข้ออ้างของคนเขลา


"ผู้น้อยตระหนักดี..." อาเจียเอ่ยเสียงแหบพร่า พยายามพยุงตัวลุกขึ้นยืนด้วยสองขาของตนเอง "เส้นสายปราณของข้าแข็งกร้าวเกินไป ข้าพยายามควบคุมพวกมันด้วย 'การบังคับ' แทนที่จะใช้ 'การนำทาง' อักขระหลิงควรจะลื่นไหลดังสายน้ำ ทว่าข้ากลับทำให้มันกลายเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดแม้กระทั่งตนเอง"


มู่เฉินที่ยืนกอดอกอยู่ไม่ไกล พยักหน้าช้าๆ "การตระหนักรู้ถึงความบกพร่องของตนเอง คือจุดเริ่มต้นของผู้กุมชะตา เจ้ามีพลังของขีดสุดวิญญาณแรกเริ่ม แต่รากฐานความเข้าใจในอักษรสวรรค์ของเจ้ายาวตื้นเขินนัก เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะผสานความว่างเปล่าเข้ากับเจตจำนง มิใช่การใช้มันเป็นเพียงอาวุธฟาดฟัน"


อาเจียสูดลมหายใจลึกยาว เขาเดินกะเผลกเข้าไปใกล้ร่างของนักฆ่าชุดโลหิต เขาไม่ได้ค้นหาสมบัติหรือศิลาปราณด้วยความมืดบอดดั่งในอดีต ทว่าเขาค้นหา 'เบาะแส' มือของเขาล้วงเข้าไปในสาบเสื้อของสตรีผู้นั้น และดึงเอาป้ายหยกสีเลือดขนาดเท่าฝ่ามือออกมาหนึ่งชิ้น


ป้ายหยกนั้นสลักลวดลายดวงตาโลหิตที่บิดเบี้ยว แผ่กลิ่นอายมิติที่สลับซับซ้อนออกมาอย่างต่อเนื่อง มันคือ 'ป้ายนำทางวิญญาณ' ที่ใช้สำหรับเทเลพอร์ตและระบุตำแหน่ง


"นางไม่ได้มาเพียงลำพัง" อาเจียกำป้ายหยกไว้แน่น ดวงตาหรี่ลงอย่างครุ่นคิด "ป้ายชิ้นนี้มีการเชื่อมต่อทางมิติที่ยังทำงานอยู่ หากข้าเดาไม่ผิด ทันทีที่เจตจำนงชีวิตของนางดับสูญ ป้ายนี้จะส่งสัญญาณกลับไปยังวิหารเทพ และดึงดูดเงาโลหิตตนอื่นๆ ให้ตามรอยมาที่นี่"


เฟิงอี้หรานเบิกตากว้าง "เช่นนั้นเราก็รีบทำลายมันทิ้งเสียสิ! หรือไม่ก็โยนมันลงทะเลสาบไปเลย!"


"ไม่ได้" อาเจียส่ายหน้า "รอยประทับมิติถูกผูกมัดกับรัศมีปราณของสถานที่นี้ไปแล้ว ต่อให้ทำลายป้าย พวกมันก็จับพิกัดสุดท้ายได้อยู่ดี การหนีในตอนนี้ มีแต่จะทำให้พวกเรากลายเป็นเป้านิ่งที่หันหลังให้ศัตรู... ในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร หากหนีไม่พ้น ก็ต้องเป็นผู้กำหนดสมรภูมิเสียเอง"


เด็กหนุ่มทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิกลางลานเลือด เขาไม่สนใจบาดแผลที่ยังปวดร้าว วางป้ายหยกสีเลือดลงบนพื้นกระดานเบื้องหน้า และเรียกพู่กันนิรันดร์ออกมาอีกครั้ง


"เจ้าจะทำสิ่งใด อาเจีย? ร่างกายของเจ้าแบกรับการฝืนปราณไม่ไหวแล้วนะ" เย่ปิงอวิ๋นเอ่ยเตือน


"ข้าจะศึกษาโครงสร้างมิติของป้ายชิ้นนี้" อาเจียตอบเสียงเรียบ ทว่าเด็ดขาด "หากข้าไม่เข้าใจวิถีการถักทออักขระของศัตรู ข้าก็ไม่อาจสร้างค่ายกลที่เหนือกว่าได้... ท่านอาจารย์เคยกล่าวไว้มิใช่หรือ ว่าข้าต้องเริ่มจริงจังกับการศึกษาอักษรสวรรค์ บัดนี้ ตำราของศัตรูวางอยู่เบื้องหน้าข้าแล้ว"


อาเจียหลับตาลง ดึงจิตสัมผัสของตนเองให้แหลมคมที่สุด เขาส่งเส้นด้ายปราณที่บางเบาดุจใยแมงมุม เข้าไปสัมผัสกับพื้นผิวของป้ายหยกสีเลือด

ทันทีที่จิตสัมผัสแตะต้องโครงสร้างภายใน อาเจียรู้สึกราวกับถูกดึงเข้าสู่วังวนพายุ อักขระสีโลหิตนับหมื่นตัวซ้อนทับกันเป็นรูปทรงแปดเหลี่ยม ซับซ้อนและดุร้าย พวกมันสูบกินกลิ่นอายชีวิตเพื่อรักษาความเสถียรของมิติ นี่คือศาสตร์มืดที่ไร้ความปรานี


'โครงสร้างของพวกมันเน้นการบีบอัดพื้นที่...' อาเจียวิเคราะห์ในห้วงความคิด 'พวกมันใช้สายเลือดเป็นกุญแจเชื่อมต่อมิติ หากข้าใช้ปราณสูญตาแทรกแซงตรงๆ มันจะต่อต้านและระเบิดออก'


เขาพยายามทดลอง เขาวาดอักขระหลิง (零) ขนาดเล็กเพื่อเข้าไปคลายปมของอักขระมิติสีเลือด ทว่าเพียงแค่อักขระทั้งสองสัมผัสกัน


ตู้ม!


ป้ายหยกสีเลือดสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงก่อนจะระเบิดออกเป็นเศษเล็กเศษน้อย คลื่นกระแทกทางมิติอัดเข้าที่ฝ่ามือขวาของอาเจียจนหนังฉีกขาด เลือดสีสดสาดกระเซ็น กระดูกข้อนิ้วร้าวลึกจนเห็นสีขาวโพลน


"อาเจีย!" หลินชิงเสวี่ยถลันเข้ามาจับมือเขาไว้แน่น ใบหน้าของนางซีดเผือด "เจ้าบ้าไปแล้ว! การแกะรอยอักขระระดับหลอมความว่างเปล่าด้วยพลังวิญญาณแรกเริ่ม มันคือการรนหาที่ตาย!"


อาเจียกัดฟันข่มความเจ็บปวด เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผาก ทว่าในดวงตาแห่งความว่างเปล่ากลับลุกโชนด้วยประกายแห่งความตระหนักรู้


"ข้าล้มเหลว..." อาเจียหอบหายใจ มองดูมือที่โชกเลือดของตน "ข้าพยายามใช้ความว่างเปล่าไป 'กลืนกิน' มัน... แต่ความว่างเปล่าที่แท้จริง มิใช่การทำลายล้าง ทว่ามันคือการ 'โอบอุ้ม' โครงสร้างมิติของป้ายหยกแตกสลายเพราะข้าเข้าไปแทนที่พื้นที่ของมันอย่างกะทันหัน"


เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มืดมิด ทะเลสาบกระจกเงายังคงสะท้อนภาพของตัวเขา ชายผู้เปี่ยมไปด้วยบาดแผลและความล้มเหลว

ในวินาทีนั้น ปรัชญาที่ซ่อนอยู่ก้นบึ้งของจิตใจพลันถูกปลุกขึ้น


'ศัตรูที่น่ากลัวที่สุด คืออดีตของตนเอง'


ภาพในวัยเด็กผุดขึ้นมาอีกครั้ง ตะกร้าหวายที่เหน็บหนาว แผ่นหลังของบิดามารดาที่เดินจากไปท่ามกลางพายุหิมะ เหตุใดพวกเขาจึงทิ้งเขากำเนิดมาจากความว่างเปล่า? เพื่อความรัก หรือเพื่อปกป้อง? ความไม่รู้หล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนขี้ระแวง หวงแหนทุกทรัพยากร หวาดกลัวการสูญเสียจนสร้างกำแพงแห่งความงกขึ้นมาคุ้มกาย


ลมปราณของเขาแข็งกร้าว เพราะเขาพยายาม 'ยึดติด' ทุกสิ่งไว้กับตัว


"หากข้ายังคงหวาดกลัวการสูญเสีย ข้าก็ไม่มีวันเข้าใจมหาภาวะซวี (虛)" อาเจียพึมพำกับตนเอง เสียงของเขาแผ่วเบาทว่าหนักแน่นดั่งศิลาผา "การทอดทิ้งในวันนั้น อาจเป็นความเมตตาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หรืออาจเป็นลิขิตฟ้าที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด... ข้าก็ต้องก้าวข้ามมันไปให้ได้ การยึดติดกับอดีต มีแต่จะทำให้เส้นสายอักขระของข้าตีบตัน"


อาเจียค่อยๆ ดึงมือออกจากการเกาะกุมของหลินชิงเสวี่ย เขายกฝ่ามือที่โชกเลือดขึ้น รวบรวมลมปราณเซียนแท้ที่เหลืออยู่ทั้งหมด


เขาหลับตาลง ไม่สนใจบาดแผล ไม่สนใจความเจ็บปวด ไม่สนใจเสียงเตือนของมิตรสหาย


ในห้วงอากาศธาตุเบื้องหน้า อาเจียเริ่มใช้นิ้วที่เปื้อนเลือด วาดสัญลักษณ์วงกลมแห่งมหาภาวะซวี ( ⦾ ) ขึ้นมาอย่างช้าๆ


ครั้งนี้ วงกลมของเขามิได้ถูกวาดด้วยความเร่งรีบหรือแรงกดดัน ทว่ามันถูกวาดด้วยความ 'สงบ' และการ 'ปล่อยวาง' เส้นวงกลมนั้นโปร่งใสราวกับไร้ตัวตน ทว่ากลับดำรงอยู่อย่างมั่นคง


ลึกลงไปภายในอาณาเขตของวงกลมนั้น พื้นที่ดูเหมือนจะบิดเบี้ยวและพับซ้อนกันเป็นมิติที่ไร้ขอบเขต อาเจียกำหนดจิตวาดอักขระหลิง (零) ลงไปตรงใจกลาง


อักขระ 零 ในครั้งนี้ มิได้ส่องแสงสีดำทมิฬเพื่อข่มขู่ทำลายล้าง ทว่ามันกลับปรากฏขึ้นเลือนราง บางจังหวะก็สว่างชัดเจน บางจังหวะก็จางหายไปราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับอากาศธาตุ มันหายใจเข้าออกสอดคล้องกับจังหวะของฟ้าดิน ราวกับตัวมันเองคือส่วนหนึ่งของวัฏสงสารที่ไร้จุดจบ


"นี่สิ... คือความว่างเปล่าที่โอบอุ้มสรรพสิ่ง" นักพรตหมื่นอีแปะที่ลอยตัวอยู่ไกลออกไป พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนมุมปาก "ละทิ้งความหวาดกลัวการสูญเสีย ยอมรับความว่างเปล่าเป็นรากฐาน เด็กคนนี้... เริ่มก้าวเท้าขึ้นสู่เส้นทางของมหาวิถีเต๋าอย่างแท้จริงแล้ว"


อาเจียลืมตาขึ้น เขาเข้าใจแล้วว่า การสร้างค่ายกลหรือการผสานอักขระ มิใช่การเอาพลังไปยัดเยียดใส่กัน แต่คือการสร้าง 'พื้นที่' ให้สัจธรรมเหล่านั้นได้ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล


"เจ้าสัว" อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเต็มไปด้วยอำนาจแห่งความสงบ "นำศิลาปราณหยกดำออกจากคลัง หกสิบสี่ก้อน นำไปวางตามจุดทิศมงคลทั้งแปดรอบมหานาวา"


หุ่นกลศิลาขุนพลคู่ใจ ก้าวออกมาเบื้องหน้า มันมิได้ส่งเสียงเอะอะโวยวายหรือตั้งฉายาให้ตนเอง มันเพียงค้อมศีรษะรับคำสั่ง แขนศิลาที่เต็มไปด้วยเส้นชีพจรกลไก เคลื่อนไหวอย่างเฉียบขาด ดึงศิลาปราณชั้นยอดออกมาจัดวางตามตำแหน่งที่นายเหนือหัวระบุอย่างแม่นยำ


"ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น มู่หลาง อี้หราน..." อาเจียหันไปมองสหายร่วมเป็นร่วมตายทุกคน แววตาของเขาไร้ซึ่งความตลกขบขัน หรือความหน้าเงินดังเช่นกาลก่อน มีเพียงความรับผิดชอบอันหนักอึ้งของผู้เป็นผู้นำ "เงาโลหิตที่เหลือ กำลังเดินทางมาที่นี่ผ่านรอยแยกมิติ พวกมันคือยอดคนระดับหลอมความว่างเปล่า พวกเราไม่อาจหลบหนี และไม่อาจสู้ด้วยกำลังดิบ..."


อาเจียเดินไปที่หัวเรือ ทอดสายตามองผืนน้ำทะเลสาบกระจกเงาที่กว้างใหญ่ไพศาล


"แต่ที่นี่คือทะเลสาบสะท้อนเงา มิติลี้ลับที่มีความสามารถในการบิดเบือนภาพลวงตา ข้าจะใช้ความเข้าใจใหม่ของข้า ถักทอ 'ค่ายกลมายาสะท้อนเงาโลหิต' โดยใช้น้ำในทะเลสาบและศิลาปราณเป็นสื่อนำ..." อาเจียอธิบายแผนการอย่างเยือกเย็น "นี่ไม่ใช่การหนี และไม่ใช่การปะทะ แต่คือการชักนำให้พวกมันก้าวลงสู่ห้วงลึกที่ข้าเป็นผู้กำหนด"


อาเจียกระโดดลงจากหัวเรือ ลอยตัวอยู่เหนือผิวน้ำทะเลสาบ เขาจรดพู่กันนิรันดร์ลงบนผิวน้ำ


วิถีแห่งหมื่นอักขระที่แท้จริงได้เริ่มขึ้นแล้ว


เขาไม่ได้สร้างค่ายกลด้วยความกดดัน แต่สร้างด้วยการ 'คำนวณ' และ 'ความเข้าใจ' อาเจียวาดเส้นสายอักขระที่สลับซับซ้อนลงบนผิวน้ำ ทุกตัวอักษรเชื่อมโยงกันด้วยอักขระหลิง (零) ที่ซ่อนอยู่ภายในสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) เขาใช้อักขระมิติที่เขาเพิ่งล้มเหลวจากการศึกษาป้ายหยก นำมาปรับปรุงและแก้ไขโครงสร้างใหม่ ให้มันเข้ากับเจตจำนงแห่งความว่างเปล่า


เวลาล่วงเลยไปหนึ่งวัน... สองวัน... สามวัน... ในมิติของทะเลสาบ (ซึ่งโลกภายนอกผ่านไปเพียงชั่วครู่ยาม)


อาเจียไม่ได้หยุดพัก เลือดที่มือขวาแห้งกรัง ลมปราณในร่างถูกเผาผลาญไปอย่างมหาศาล ใบหน้าของเขาซีดเซียวราวกับกระดาษ ทว่าเขาไม่หยุดวาด ทุกครั้งที่เขาลากเส้น เขาได้เรียนรู้ถึงข้อผิดพลาด วิเคราะห์โครงสร้างที่บกพร่อง และพัฒนาความเสถียรของค่ายกลให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

กระบวนการนี้คือการสั่งสมประสบการณ์ที่แท้จริง มิใช่การได้พลังมาโดยง่ายดาย


ในวันที่เจ็ด ค่ายกลขนาดมหึมาที่ครอบคลุมพื้นที่สิบลี้รอบมหานาวาก็เสร็จสมบูรณ์ เส้นสายอักขระสีเงินและสีดำจมหายลงไปใต้ผิวน้ำทะเลสาบ ไร้ร่องรอย ไร้กลิ่นอาย ราวกับมันเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมาแต่บรรพกาล


อาเจียลอยตัวกลับขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือ ร่างของเขาเซถลาจนเกือบทรุด ฉินมู่หลางต้องรีบเข้ามาพยุง


"สำเร็จแล้วหรือ?" ยอดกระบี่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวล เมื่อเห็นสภาพที่ราวกับตะเกียงใกล้ดับของอาเจีย


"แค่กๆ..." อาเจียไอออกมาเบาๆ ทว่าดวงตาเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ "รากฐานถูกปูไว้แล้ว ตอนนี้... เหลือเพียงรอให้เหยื่อเดินเข้ามาติดกับ"

ทันใดนั้นเอง!


ครืนนนน!


ท้องฟ้าเหนือทะเลสาบกระจกเงาพลันบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง กฎเกณฑ์แห่งกาลเวลาและมิติถูกฉีกกระชากออกอย่างหยาบคาย รอยแยกมิติสีดำขนาดยักษ์ปรากฏขึ้นเหนือหัวเรือ กลิ่นอายคาวเลือดที่เข้มข้นยิ่งกว่าสตรีชุดโลหิตถึงสิบเท่า ทะลักทลายออกมากดทับจนดาดฟ้าเรือลั่นเอี๊ยดอ๊าด

แรงกดดันระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นสูงสามสาย พุ่งทะยานลงมาพร้อมกัน!


แค่แรงกดดันทางจิตสัมผัส ก็ทำให้เฟิงอี้หรานและเย่ปิงอวิ๋นต้องคุกเข่าลงกับพื้น เลือดไหลออกทางมุมปาก แม้แต่ฉินมู่หลางยังต้องปักกระบี่ลงบนกระดานเพื่อพยุงร่างไม่ให้ล้มลง


จากรอยแยกมิติ ร่างของบุรุษสามคนในชุดคลุมสีโลหิตก้าวออกมา คนนำหน้ามีใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกประทับด้วยรอยแผลเป็นรูปดวงตา ดวงตาของเขาแดงฉานดุจสายเลือด มันคือ 'เงาโลหิตที่หนึ่ง' มือสังหารอันดับต้นแห่งวิหารเทพอนันตกาล!


"ฆ่าสิบสามของพวกเรา แล้วยังกล้ากบดานอยู่ที่นี่ชื่นชมทัศนียภาพ..." เงาโลหิตที่หนึ่งเอ่ยเสียงเยียบเย็นดุจน้ำแข็งจากขุมนรก "ราชันหมื่นอักขระ วันนี้ ต่อให้เจ้ามีปีก ก็ไม่อาจบินหนีออกจากทะเลสาบแห่งนี้ได้!"


พวกเขาทั้งสามมิได้พูดพร่ำทำเพลง ปราณแท้สีโลหิตถูกระเบิดออก กลายเป็นกงเล็บมารขนาดยักษ์สามสาย พุ่งตรงเข้าหมายจะบดขยี้มหานาวาปราณสูญตาและทุกคนบนเรือให้กลายเป็นผุยผงในคราเดียว การโจมตีนี้รุนแรงจนแม้แต่พื้นที่ว่างเปล่ายังเกิดรอยร้าว!


อาเจียยืนตระหง่านอยู่บนหัวเรือ ร่างกายที่สั่นเทาจากการสูญเสียปราณ กลับตั้งตรงอย่างสง่าผ่าเผย เขาเผชิญหน้ากับความตายที่พุ่งเข้ามาด้วยความเยือกเย็นอันน่าสะพรึง


เขาค่อยๆ ยกมือขวาขึ้น นิ้วชี้และนิ้วกลางประสานกันเป็นดรรชนี


"ผู้ที่บินไม่ได้... คือพวกเจ้าต่างหาก"


ปัง!


อาเจียกระทืบเท้าลงบนกระดานเรือ ปลดปล่อยเจตจำนงสุดท้ายเชื่อมต่อกับค่ายกลใต้ผิวน้ำ!


"ค่ายกลมายาสะท้อนเงาโลหิต... เปิดบัญชี!"


ในเสี้ยววินาทีที่กงเล็บมารกำลังจะปะทะตัวเรือ ผิวน้ำทะเลสาบกระจกที่เคยนิ่งสนิท พลันสว่างวาบด้วยสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) ขนาดมหึมา ภายในวงกลมนั้น อักขระหลิง (零) สีดำทมิฬนับหมื่นตัวหมุนวนด้วยความเร็วแสง


ภาพลวงตาสะท้อนกลับทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ! ร่างของมหานาวาและทุกคนบนเรือ เลือนหายไปราวกับหมอกควัน ทว่าสิ่งที่ปรากฏขึ้นแทนที่ คือภาพสะท้อนของ 'การโจมตี' ของเงาโลหิตทั้งสามเอง ที่ถูกกักเก็บและสะท้อนกลับไปด้วยความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณจากพลังของค่ายกล!


เงาโลหิตที่หนึ่งเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึงสุดขีด "ภาพลวงตาผสานค่ายกลสะท้อน? เป็นไปไม่ได้! โครงสร้างระดับนี้ ต้องใช้เวลาสร้างเป็นเดือน!"


แต่มันสายเกินไปเสียแล้ว... กงเล็บมารสีโลหิตที่ถูกสะท้อนกลับ พุ่งเข้าปะทะกับร่างของผู้ร่ายมันเองอย่างจังกลางอากาศธาตุ!

ตูมมมมม!!!


เสียงระเบิดกัมปนาทสั่นสะเทือนไปทั่วดินแดนอุดรทิศ เลือดสีแดงฉานสาดกระจายย้อมท้องฟ้าให้กลายเป็นสีเลือด สมรภูมิแห่งปัญญาและการถักทอเส้นสายอักขระ ได้พลิกกระดานความตาย ให้กลายเป็นหลุมพรางมรณะที่ศัตรูไม่อาจหลีกหนี!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน