หนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว

    บทที่ 33 เมืองหยกงาม 2

    เวลานี้ฝูงแมงป่องหางดำแย่งกันกัดกินหัวใจของฉางอิน พวกมันเริ่มจะต่อสู้กันเองบ้าง สุดท้ายมีแต่ตัวที่ใหญ่ที่สุดเท่านั้นที่จะได้กินหัวใจดวงเล็กๆนี้

    วูบ!!!!!!! ดาบสีดำพุ่งใส่หนิงเทียนจากเบื้องล่าง ด้วยสัญชาตญาณของหนิงเทียนมันบิดตัวหลบเล็กน้อย ก่อนที่จะเตะสวนออกไปที่แมงป่องหางดาบ

    ด้วยแรงเตะที่ปราศจากพลังปราณของหนิงเทียนเวลานี้มันทำได้เพียงแต่ส่งร่างของแมงป่องหางดาบออกไปไกลไม่กี่ช่วงตัวเท่านั้น

    คิ้วของหนิงเทียนขมวดเข้ามากันทันที ‘ด้วยจำนวนขนาดนี้....’

    ไม่มีเวลาให้หนิงเทียนได้คิดมากนั้น ดาบสีดำอีกสองเล่มพุ่งออกมา คราวนี้เป็นหนิงเทียนที่แบกร่างของฉางอินไว้บ้าง มันกระโดดถอยหลังหลบดาบสีดำอย่างตะกุกตะกัก

    อึก!!! เวลานี้เสื้อผ้าของหนิงเทียนเริ่มที่จะมีลอยเลือดจางๆซึมออกมา บาดแผลที่โดนมังกรพิษฟ้าครามทำร้ายค่อยๆเปิดออก

    ขณะเดียวกันดาบสีดำนับสิบสายพุ่งเข้าจู่โจมหนิงเทียนอย่างต่อเนื่อง มือขวาของหนิงเทียนเรียกกระบี่พิรุณโปรยออกมาไว้ในมือ

    เหมือนจิตวิญญาณของมังกรวารีจะตอบรับวิกฤติของเจ้านายมัน มันแผ่ไอเย็นปกคลุมไปทั่วบริเวณ

    ส่งผลให้แมงป่องที่กำลังจู่โจมหยุดชะงักลงแสดงออกถึงความหวาดกลัว

    กิ๊กกิกิ๊!!!... เสียงร้องของแมงป่องหางดำตัวใหญ่ที่ได้กัดกินหัวใจของฉางอินนั้นดังขึ้นเป็นสัญญาณให้พวกมันเข้าจู่โจมหนิงเทียนอีกครั้ง

    หนิงเทียนกัดฟันแน่ มันกระชับกระบี่พิรุณโปรยและฟาดออกด้วยกำลังทั้งหมดที่มันมี ด้วยความคมของอาวุธที่มีจิตวิญญาณ ช่วยทดแทนพลังปราณที่หายไปได้เป็นอย่างดี

    กระบี่ของมันตัดผ่านร่างของแมงป่องหางดำออกเป็นสองส่วน หนิงเทียนคำรามลอดรายฟันออก “จะกินข้า? ต้องเตรียมใจที่จะตายไว้ด้วย”

    คราวนี้ดาบสีดำพุ่งเข้าจู่โจมทั้งหน้าและหลังพร้อมกัน หนิงเทียนโน้มตัวไปข้างหน้าในแนวที่เดียวกัน ใบหน้าและแผ่นหลังของมันอยู่ห่างจากดาบสีดำที่โจมตีเข้ามาเพียงคืบเดียวเท่านั้น

    ในขณะที่กำลังจะปะทะกับตัวมัน หนิงเทียนกระโดดขึ้นสูงส่งผลให้ดาบสีดำของพวกมันแทงทะลุกันเอง

    หนิงเทียนฝืนกลืนเลือดที่พุ่งผ่านลำคอของมันลงไป ภายในของมันตอนนี้บอบช้ำอย่างมาก

    และที่มันต้องใช้วิธีการยืมแรงของพวกมันฆ่ากันเองนั้นเป็นเพราะแค่การตวัดกระบี่ครั้งเดียวของมันกลับสะเทือนไปยังอวัยวะภายในจนเกือบจะแตกสลาย

    กิ๊กิกิกิ๊!!!... เสียงร้องของแมงป่องหางดำตัวใหญ่ดังขึ้น

    ทันใดนั้นกลุ่มแมงป่องหางดำนับสิบตัวพุ่งร่างเข้าใส่หนิงเทียนอย่างพร้อมเพียง

    ดาบสีดำมืดนับสิบจ่ออยู่เบื้องหน้าของมัน หนิงเทียนพยามฝืนเร่งลมปราณที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วร่างออกมา

    ในขณะที่พลังปราณของมันกำลังโคจรออกมากลับถูก ดวงตะวันทั้งแปด ในจิตวิญญาณของมันดึงกลับเข้าไป

    อั๊กกกก!!! เลือดลมของมันตีกลับ หนิงเทียนทรุดเข่าลงกับพื้น พร้อมกะอักเลือดกองโตออกมา มันมองไปยังดาบสีดำที่พุ่งเข้าหาร่างของมันโดยไร้ซึ่งทางหลบหนี

    ถ้าเป็นยามปกติด้วยวิชากายาเทพอสูรแล้ว แม้หนิงเทียนจะนอนหลับรับดาบสีดำของพวกมัน ก็ไม่สามารถสร้างบาดแผลให้หนิงเทียนได้เลยแม้แต่น้อย

    แต่เวลานี้นั้นต่างออกไป ถ้าหนิงเทียนรับพวกมันโดยตรงร่างกายของมันต้องกลายเป็นรูคล้ายรวงผึ้งเป็นแน่

    “โธ่ว้อยยย....นี้มันคราวซวยอะไรของข้านักหนา” หนิงเทียน สบถออกด้วยโทสะ

    ซวกกกกก!!! .........

     

    เสียงของดาบสีดำนับสิบทิ่มแทงไปยังร่างเนื้อของมนุษย์อย่างโหดร้าย

    หนิงเทียนใช้ร่างที่ไร้วิญญาณของฉางอินเป็นโล่กำบังดาบสีดำนับสิบพร้อมทั้งกระโดดถอยออกอย่างรวดเร็ว

    ดวงตาของมันหรี่แคบลงอย่างดุร้ายมันไม่รู้สึกผิดในการกระทำเช่นนี้ออกไปแม้แต่น้อย สิ่งที่สำคัญที่สุดเป็นชีวิตของมัน

    ขณะเดียวกันจิตสังหารของมันพุ่งทะยานเข้าปกคลุมไปทั่วพื้นที่พร้อมทั้งกล่าวออกด้วยน้ำเสียงเย็นปนด้วยความอำมหิต

    “จงไปตามทางของพวกเจ้าซะ ถ้าไม่เช่นนั้นจงจำใบหน้าของเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ไว้ให้ดี เพราะข้าจะไม่หยุดสังหารพวกเจ้า จนกว่าข้าจะสิ้นลม” คำกล่าวของหนิงเทียนเต็มไปด้วยจิตสังหาร

    แม้ว่าพวกมันจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจภาษาของมนุษย์ก็ตามที แต่ด้วยจิตสังหารที่รุนแรงของหนิงเทียนนั้นทดแทนคำพูดได้เป็นอย่างดี

    แมงป่องหางดำส่วนใหญ่พลันหยุดกีบหน้าของมันลงด้วยความหวาดกลัว

    ขณะที่แมงป่องหางดำตัวใหญ่คล้ายกับเป็นหัวหน้ากลุ่มกำลังส่งเสียงให้เป็นสัญญาณอะไรบางอย่างให้แก่พรรคพวกของมัน

    หนิงเทียนเห็นท่าทีสับสนของพวกมันเช่นนั้น จึงได้โอกาส กระโดดถอยหลังออกโดยเร็ว

    ก่อนจะโยนร่างที่ไร้วิญญาณของฉางอิงออกไปเป็นเหยื่อล่อ เพื่อสร้างโอกาสหลบหนีออกโดยไว

    ร่างไร้วิญญาณของฉางอินลอยไปตกตรงหน้าของฝูงแมงป่องหางดำ พวกมันจับจ้องด้วยความหิวโหย ก่อนพุ่งตัวด้วยสัญชาตญาณของสัตว์เดรัจฉัน

    เข้าแย่งกันกัดกินซากศพอย่างบ้าคลั่ง อวัยวะทุกส่วนถูกฉีกกระชากออกจากร่าง เพียงพริบตาเดียว ร่างของฉางอินหายไปไม่เหลือแม้แต่กระดูก

    เห็นภาพเช่นนั้นหนิงเทียน ระบายลมหายใจออกมา ประกายตาเศร้าลงเล็กน้อย

    มันเก็บขวดหยกสีเขียวลงไปในแหวนมิติ พร้อมกับล้วงแผนที่หนังสัตว์ออกมาดูก่อนจะพึมพำกับตัวเอง ‘เมืองหยกงาม’ พร้อมกับหันหลังเดินจากไปอย่างเงียบเฉียบ

    ขณะเดียวกันฝูงแมงป่องหางดำที่รุมกินซากศพของฉางอิน จู่ๆร่างของพวกมันแข็งค้างไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่ตัวเดียว

    ชั่วลมหายใจต่อมาร่างกายอันน่าเกลียดของมันค่อยๆละลายทีละน้อย

    ไม่มีเสียงของแม้แต่เสียงร้องที่ออกปากของพวกมัน ราวกับว่าจิตใจของมันได้ตกตายไปก่อนร่างกายแล้ว ไม่นานนักร่างของแมงป่องหางดำนับสิบตัวหายไป

    ปรากฎแอ่งน้ำพิษสีเขียวขนาดใหญ่ไหลชะโลมทั่วพื้นทราย ก่อนที่จะค่อยๆเหือดแห้งไปด้วยอากาศที่ร้อน

    .....

    ในหุบเขาปิดภายใต้กำแพงที่สูงเด่น รั้วที่สร้างจากเหล็กหลอมประดับประดาด้วยหยกต่างสีมากมาย ตั้งอยู่ล้อมรอบทั้งสี่ด้าน เพียงมองเพลินๆก็บ่งบอกได้ถึงความร่ำรวยของผู้คนในเมืองได้

    แต่เนื้อแท้ของเมืองที่ประดับประดาไปด้วยหยกนั้นกลับแตกต่างจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง

    บนท้องถนนเต็มไปด้วยเศษกองขยะและกลุ่มยาจกมากมายที่นั่งเรียงรายขออาหารกันเป็นแนวยาว

    ถ้ามองไปรอบๆเมืองจะเห็นเพียงเด็กและคนชราเท่านั้น

    ภายในปราสาทที่สง่างาม ชายฉกรรจ์ร่างเตี้ยเปลือยกายท่อนบน นั่งอยู่บนที่พำนักอันหรูหรา มือขวาของมันกำลังยกสุราเลิศรสเข้าไปในปาก

    ส่วนมือซ้ายกำลังโอบกอดอิสตรีที่ใบหน้าเปื้อนไปด้วยร่องน้ำตา

    “เอาสุรามาให้ข้าเพิ่ม” ชายร่างเตี้ยตะโกนสั่งทหารของมัน

    “ท่านเจ้าเมือง เราไม่มีสุราเขียวขจีเหลืออยู่แล้วขอรับ” ทหารในชุดเกราะกล่าวตอบ

    เพ้งงง!!!!

    ชายร่างเตี้ยโยนจอกสุราลงพื้นด้วยความโมโห พร้อมกล่าวออก“ม่ออู่ ส่งคนไปเมืองไห่หนาน ซื้อสุราเขียวขจีมาให้ข้าอีก100ลัง”

    “แต่ว่าท่านเจ้าเมือง สุราเขียวขจีมีราคาถึงลังละ10000เหรียญทองเลยนะขอรับ” ทหารในชุดเกราะนาม ม่ออู่ กล่าวออกด้วยความลำบากใจ

    “ข้าสั่งเจ้าก็ไปทำอย่าได้สู่รู้ให้มากนัก” มันกล่าวออกอย่างไร้อารมณ์

    “ขอรับ” ม่ออู่รับคำอย่างจนใจ

    “ม่ออู่สตรีที่เจ้าจับมาให้ข้าเมื่อวาน มันช่างโง่เง่าเสียจริงไม่ทันไรก็ชิงฆ่าตัวตายไปแล้ว เจ้าจงไปหามาให้ข้าใหม่

    ในส่วนแรงงานขุดหยก ถ้าไม่พอ เจ้าไปจับผู้ชายมาเพิ่มได้เลย ไม่ต้องถามความเห็นข้า

    ตราบใดที่มีเงินเข้าคลังเพียงพอ ตำแหน่งแม่ทัพของเจ้าไม่มีทางสั่นคลอน ฮ่าฮาฮาๆ” เมื่อกล่าวจบมันหัวเราะออกอย่างบ้าคลั่ง

    ทหารอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับคุกเข่าลง “ท่านเจ้าเมือง วันนี้ท่านจะดูการประลองมนุษย์หรือไม่พวกเราจับหมีดำตัวใหญ่มาได้”

    “ไม่ต้องวันนี้ข้าเบื่อๆ ข้าจะไปหาเสี่ยวซวง” กล่าวจบมันรุกเดินไปทันที เวลาผ่านไปชั่วครู่มันไม่ได้ตรงไปยังห้องนอนแต่อย่างใด เวลานี้มันกลับมาหยุดอยู่หน้าคุกเหล็กที่ป้องกันด้วยประตู2ชั้น

    “วันนี้อาการนางเป็นอย่างไรบ้าง” มันถามออกกับยามที่เฝ้าหน้าประตู

    “อาการของนางแปลกขึ้นทุกวันเลยขอรับ นางไม่ได้กินอาหารตลอดเวลา3เดือนที่ผ่านมาแต่ที่น่าแปลกคือร่างกายของนางไม่มีทีท่าจะอ่อนแรงเลย

    และพลังฝึกตนของนางกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกวัน เมื่อเช้าท่านยายโหยว นำหินมาวัดระดับพลังของนางอยู่ที่องครักษ์ขั้น9แล้วขอรับ”ทหารยามรีบกล่าวรายงานอย่างละเอียด

    ได้ฟังรายงานเช่นนั้นเจ้าเมืองลี่หลิน(เจ้าเมืองหยกงาม)ก้าวเดินลงไปยังคุกใต้ดินที่ป้องกันอย่างแน่นหนา

    เพียงชั่วครู่มันมาหยุดอยู่เบื้องหน้า เด็กสาวที่ไร้สตินางถูกจับตึงแขนทั้งสองไว้กับโซ่เหล็ก

    เจ้าเมืองลี่หลินมองไปยังรูปร่างโค้งเว้าได้รูป ผมที่ยาวสลวย ใบหน้าที่ขาวบริสุทธิ์ ริมฝีปากบาง แม้จะอยู่ในสภาพที่ไร้สติใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ใดออกมา

    ยังนับได้ว่านางนั้นงดงามประดุจรูปปั่นน้ำแข็งที่เย็นเยือก

    เห็นเช่นนั้น มันใช้มือลูบไล้ไปยังใบหน้าที่ขาวบริสุทธิ์ “เสี่ยวซวงนะเสี่ยวซวง อีกไม่นานเจ้าจะเป็นของข้า” กล่าวจบมันหันตัวกลับพร้อมสั่งไปยังทหารยาม “ไปเรียกแม่เฒ่าโหยว มาหาข้า”

    ไม่นานนัก หญิงชราที่มองผ่านๆอายุไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยปี เดินโค้งค่อมหลังเข้ามา

    “ท่านเจ้าเมืองเรียกหาข้ามีเรื่องอะไรหรือ?”

    “แม่เฒ่าโหยวทักษะลบความทรงจำของท่านต้องใช้เวลาอีกแค่ไหน นี้ก็ผ่านมา3เดือนแล้ว ข้าต้องการนาง” มันกล่าวถามอย่างเร่งรีบ

    “ท่านเจ้าเมือง อย่าได้ใจร้อนไปอีกเพียงไม่นาน นี้ก็ผ่านมา95วันแล้ว ทักษะลบความทรงจำของข้าต้องให้นางสูดกำยานหลงลืมตลอด99วัน

    เวลานี้เหลืออีกเพียง4วันเท่านั้น ท่านจะได้ทั้งภรรยาแสนสวยที่จงรักภักดีอีกทั้งยังเป็นนักฆ่าไร้จิตสำนึกอีกด้วย”หญิงชราแซ่โหยวกล่าวออกมาด้วยความภาคภูมิในผลงานของตัวเอง

    สามวันต่อมา ณ. ประตูเมืองที่สูงเด่นประดับไปด้วยหยก เสียงของล้อเกวียนดังกระทบพื้นเป็นช่วงๆ ผู้คนมากมายที่หลงเสน่ห์สีสันของรูปลักษณ์ภายนอกต่างทยอยเข้าเมืองกันโดยหวังที่จะทำการค้า

    “เจ้า เป็นใคร” ทหารยามยังคงตรวจตราอย่าเข้มงวด

    “พี่ทหารข้าเดินทางมาที่นี้เพราะได้ยินชื่อเสียงของเมืองลี่หลินว่าเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องของหยก”

    “ถอดผ้าคลุมหัวเจ้าของ”ทหารอีกคนกล่าวสั่งเสียงแข็ง

    มันระบายลมหายใจออกมาก่อนจะดึงผ้าคลุมที่ปิดศีรษะตนเองออก ปรากฎให้เห็นใบหน้าของหนิงเทียนภายใต้ผ้าคลุมนั้น“พี่ชายข้าเข้าไปได้หรือยัง”

    “ยัง เจ้าต้องจ่ายค่าเข้าเมืองมาก่อน 10เหรียญทอง” ทหารยามกล่าวออกด้วยสายตาที่โหดเหี้ยม

    “พี่ทหาร ไม่ใช่ว่าข้าไม่ยากให้เงินท่านนะ แต่ว่าข้าจะบอกอะไรให้พี่ทหารได้ฟังอย่างหนึ่ง

    ตัวข้านั้นเป็นคนอัปโชค ถ้าผู้ใดได้เหรียญทองข้าไป คนผู้นั้นจะต้องดวงจู๋ไปนานเลยละ” หนิงเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    ได้ยินเช่นนั้น ทหารยามบังเกิดอาการกลัวขึ้นภายในใจ มันนั้นเป็นผู้รับเงินก็จริง

    แต่เงินทุกเหรียญทองจะถูกส่งไปให้ท่านเจ้าเมืองทั้งหมด ในขณะที่มันกำลังจะกล่าวผ่อนปรนให้แก่หนิงเทียนนั้น

    ‘ฮ่าฮ่าฮ่าๆๆๆ’ เสียงหัวเราะดังลั่นออกมาจากภายในประตูเมือง เจ้าของเสียงหัวเราะนั้นค่อยๆเดินตรงมายังหนิงเทียน

    ทหารยามทั้งหมดในบริเวณนั้นยืนตรงแสดงความเคารพพร้อมกล่าวออก “แม่ทัพม่อ”

    ม่ออู่เพียงพยักหน้าแก่เหล่าทหาร พร้อมทั้งกล่าวออก “เจ้าหนุ่ม เจ้าบอกว่าเงินของเจ้ามันอัปมงคลใช่หรือไม่”

    “ถูกต้องแล้วท่านแม่ทัพ” หนิงเทียนกล่าวตอบอย่างแย้มยิ้ม

    “ไร้สาระ คำโป้ปดของเจ้าหลอกลวงได้เพียงทหารยามเท่านั้น ส่งเงินมาข้าจะรับไว้เอง” ม่ออู่กล่าวออกด้วยท่าทีดุร้าย

    หนิงเทียนจำใจหยิบเงิน10เหรียญทองให้แก่ม่ออู่พร้อมกับกล่าวเตือนอีกครั้งหนึ่ง

    “อย่าได้โทษข้านะท่านแม่ทัพ ถ้าเกิดโชคชะตาของท่านมันไม่ดี”กล่าวจบมันเดินหายเข้าไปในเมือง

    ในระยะเวลา3วันที่ผ่านมา อาการบาดเจ็บของหนิงเทียนดีขึ้นกว่า5ใน10ส่วน

    แต่พลังปราณในร่างของมันพึ่งจะเติมเต็มดวงตะวันได้เพียงดวงเดียวเท่านั้น ยังเหลืออีกถึงเจ็ดดวงมันถึงจะสร้างรากฐานกลายเป็นปราชญ์อย่างแท้จริง

    หนิงเทียนคำนวณคราวๆมันต้องใช้เวลาอีกราวหนึ่งเดือนถึงจะเติมเต็มทั้งแปดดวงและใช้พลังปราณได้เหมือนเดิม

    ในระหว่างที่มันคล้ายกับเป็นคนพิการนี้มันต้องระวังตัวเป็นอย่างมาก

    และด้วยเหตุผลเช่นนี้มันจึงต้องปลอมตัวแฝงเข้ามากับกลุ่มพ่อค้า แต่เมื่อมันได้พบกับแม่ทัพม่ออู่แล้ว ความหนักใจของมันก็คลายลง แม่ทัพของเมืองลี่หลินเป็นเพียงองครักษ์ขั้น1เท่านั้น

    หนิงเทียนใช้เวลาเดินสำรวจทั่วทั้งเมืองลี่หลินอยู่ชั่วครู่ และก็เป็นไปตามที่มันคาดคิดระดับเฉลี่ยของทหารในเมืองนี้แข็งแกร่งกว่าพวกชนเผ่าต่างๆเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

    มันยังใช้เวลาอีกเกือบชั่วยามเพียงเพื่อสำรวจสำนักหรือขุมกำลังที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองนี้ แต่แล้วมันพบว่าเป็นม่ออู่ที่แข็งแกร่งที่สุดเมืองนี้

    เวลานี้การที่มันต้องต่อสู้กับแดนองครักษ์ขั้น1 นั้นเพียงแค่ร่างกายและกระบวนท่าก็เพียงพอแล้วที่จะล้มพวกมันลงได้

    คิดออกเช่นนั้น หนิงเทียนไม่รอช้า มันตรงไปยังจวนเจ้าเมืองทันที

    บริเวณใจกลางคฤหาสน์เจ้าเมือง ปรากฏฝูงชนนับร้อยคนรวมกลุ่มกันอยู่ สีหน้าของแต่ละคนตกอยู่ในความหวาดกลัว บ้างก็อยู่ในความคลุ้มคลั่ง

    “ปล่อยหมีดำออกมา” สิ้นเสียงของเจ้าเมือง ทหารยามนับสิบส่งแรงดึงโซ่เหล็กเปิดกรงของสัตว์เดรัจฉานออก

    “ใครสังหารหมีดำตัวนี้ได้ ข้าจะให้รางวัล100เหรียญทองทั้งยังไม่ต้องไปทำงานเหมืองหยกอีกต่อไป

    พวกเจ้าจงสร้างความบันเทิงให้แก่ข้า เพราะมันจะเป็นทางรอดเดียวของพวกเจ้า” สิ้นเสียงของเจ้าเมืองลี่หลิน

    หมีดำที่เป็นสัตว์ป่าขั้น2 พุ่งเข้าฉีกร่างชาวบ้านทีละคนสองคน เสียงกรี๊ดร้อง โหยหวนดังขึ้นอย่างน่าอเนจอนาถ

    หนิงเทียนมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยแววตาเฉยเมย มันไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า

    เป้าหมายในการมาครั้งนี้ของมันเพื่อช่วยเหลือคนรักของฉางอินเท่านั้น ไม่ใช่มาเพื่อปลดปล่อยผู้คนเหลานี้

    เวลาผ่านไปชั่วกาน้ำเดือด ไม่ว่าจะด้วยโชคชะตาหรือความบังเอิญ หนึ่งในกลุ่มชาวบ้านได้ใช้มีดแทงยังกลางหน้าผากหมีดำ

    ตุ้บบบ!!! ร่างอันใหญ่ยักษ์ของหมีดำล้มลงกับพื้น

    “ข้า....ข้าทำได้” ชายฉกรรจ์ตะโกนออกมาด้วยความดีใจ ขณะที่มันกำมีดที่เปื้อนเลือดของหมีดำไว้แน่นคล้ายว่าถ้ามันปล่อยมีดลง หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามันเป็นผู้สังหารจะหายไป

    เจ้าเมืองลี่หลินคำรามออกมาด้วยความโกรธ “บัดซบเจ้าสารเลวนั้น บังอาจสังหารหมีดำของข้า ทหาร!! จับมันไปสังหาร”

    “อย่า......อย่าเข้ามา”ชายฉกรรจ์ร้องอออกเสียงหลง พร้อมทั้งหันไปกล่าวด้วยท่าทีหวาดกลัวอย่างสุดแสน “ท่านเจ้าเมือง ท่าน...ข้าสังหารหมีดำได้ ทำไมท่านถึงผิดคำพูด”

    “น่าเบื่ออะไรเช่นนี้...” สุ้มเสียงดังออกมาจากกลุ่มของชาวเมือง ปรากฏเป็นร่างของหนิงเทียนกำลังก้าวออกมาหยุดยืนท่ามกลางฝูงชน

    “หืมม? เจ้าว่าอย่างไร” เจ้าเมืองลี่หลินถามออกอย่างไม่เชื่อหู มันไม่คาดคิดว่าจะมีคนกล้าต่อต้านมัน

    “ดูเหมือนจะไม่เข้าใจสิ่งที่ข้าพูด ข้าหมายถึง ข้าเบื่อที่จะดูการแสดงตลกของเจ้าอีกแล้ว” มุมปากของหนิงเทียนยกขึ้นอย่างน่าหวาดกลัว

    “สารเลว กล้าขัดขืนข้าตาย.... ทหาร!! ฆ่ามัน” สิ้นเสียงของเจ้าเมืองทหารนับสิบกรูกันเข้าใส่หนิงเทียนทันที

    หนิงเทียนไม่เพียงแต่จะปลายตามองด้วยซ้ำ ดินแดนนักรบขั้นที่7และ8 นับว่าเป็นเพียงมดในสายตาของมัน

    หนิงเทียนปล่อยหมัดออก ด้วยวิชากายาเทพอสูรของมัน แม้จะมิได้ใช้ลมปราณส่งเสริมก็เพียงพอแล้วที่จะสังหารเหลาทหารมดในหนึ่งหมัด

    ปัง!!! ร่างกายของทหารที่พุ่งเข้าใส่ถูกหมัดขวาของหนิงเทียนส่งร่างให้ลอยล่องไปตกยังเบื้องหน้าเจ้าเมืองลี่หลิน

    เห็นเช่นนั้นทหารที่เหลือหยุดชะงักเท้าแข็งพวกมันไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย

    แตกต่างจากชาวบ้านโดยรอบอย่างสิ้นเชิง ใบหน้าของพวกมันเริ่มมีสีเลือดขึ้นราวกับว่าพวกมันได้พบนักบุญที่ยิ่งใหญ่เดินทางมาโปรดพวกมัน

    “เฮ้!!! ท่านนักบุญมาโปรดพวกเราแล้ว!!!”

    “จริงๆด้วยพวกเรารอดแล้ว??”

    “ข้าไม่อยากเชื่อเลย ในที่สุดฟ้าก็เปิดให้พวกเรา?!!!”

    “ฮื่อๆ ขอบคุณสวรรค์!”

    เสียงโห่ร้องสรรเสริญปะปนกับเสียงสะอื้นไห้ดังขึ้นไม่หยุด


    ลดราคาพิเศษสุด ติดต่อ Facebook ภพทนันท์ นักเขียน ข้ามกำแพง เพิ่มเพื่อนแล้ว ทักมาหาผมได้เลย

    ตัวหนังสือในกลุ่มอ่านง่ายกว่านี้ และ สนุกกว่านี้ รับประกัน100%

    คล้ายกับเรื่องหนิงเทียน ราชันจักรพรรดิ ฉบับรีไรท์ จบแล้ว ที่คุณอ่าน