บทที่ 4 ปะทะกัน
“ยายแก่! ข้าสู้ตายกับเ้า!”
หนิงลั่วที่ก่อนหน้านี้อ่อนแอราวกับจะสิ้นลมหายใจ พลันกระโจนขึ้นจากพื้น พุ่งตรงไปหาแม่เฒ่าพร้อมขว้างก้อนหินใส่หัวของนางเต็มแรง
โชคดีที่แม่เฒ่าถือคราดเหล็กอยู่ นางจึงยกขึ้นมาป้องกันได้ทัน ไม่เช่นนั้นศีรษะคงแตกไปแล้ว
ดูเหมือนแม่เฒ่าจะไม่เคยเห็นหนิงลั่วในสภาพเช่นนี้มาก่อน นางใจนเสียงสั่น รีบยกคราดขึ้นกันตัวเองไว้แน่น “เ้าคิดจะทำอะไร! อยากตายหรือไร นางเด็กสารเลว! ข้าจะใช้คราดแทงเ้าให้รู้แล้วรู้รอดไปเสีย!”
เพราะมีคราดอยู่ในมือ แม่เฒ่าจึงไม่ยอมแพ้ นางเหวี่ยงคราดลงไปจะแทงแขนของหนิงลั่ว
ไม่คาดคิดเลยว่าคราดนั้นจะโดนตัวหนิงลั่วเข้าจริงๆ ปลายเหล็กทิ่มเข้าไปในเนื้อ แต่เธอกลับไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย ดวงตาของหนิงลั่วแดงก่ำด้วยความกราดเกรี้ยว ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน เธอพุ่งเข้าไปแย่งคราดจากมือแม่เฒ่า แล้วเงื้อก้อนหินในมือขึ้นทุบลงไปบนศีรษะของหญิงชราเต็มแรง
แม่เฒ่าใสุดขีด รีบยกแขนขึ้นกัน แต่แรงกระแทกทำให้แขนของนางชาไปทั้งข้าง จึงโยนคราดทิ้งแล้วหันหลังวิ่งเข้าบ้านด้วยความหวาดกลัว ขณะวิ่งก็ร้องโวยวายเสียงดังลั่น “โอ๊ย! นางเด็กนี่คิดจะก่อฏแล้ว! หลานสาวตีย่าของตัวเองแล้ว! ฟ้าจะผ่าลงมาก็คราวนี้ละ!”
แม่เฒ่าหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ ดวงตาของนางจับจ้องไปยังหนิงลั่วที่มีดวงตาแดงก่ำราวกับอสูรร้ายที่เหมือนจะถลนออกจากเบ้าได้ทุกเมื่อ ความหวาดผวาทำให้นางถอยหนีแทบไม่ทัน
ต่อให้เป็คนที่ดุดันเพียงใด เมื่อเห็นหนิงลั่วในสภาพเช่นนี้ก็ต้องหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ
เมื่อหนีไปถึงที่ปลอดภัย แม่เฒ่าจึงหยุดแล้วหันกลับมาร้องะโลั่น “นางเด็กสารเลว จำไว้เลยนะ! ข้าจะกลับไปเอามีดมาเชือดเ้า!”
แม่เฒ่าโกรธจนตัวสั่น ปากะโข่มขู่เสียงดัง แต่กลับไม่เห็นนางไปเอามีดจริงๆ เห็นได้ชัดว่าเป็แค่คำขู่กลบเกลื่อนความกลัวของตัวเอง
เพื่อนบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างรีบเข้ามาห้ามปรามเมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มควบคุมไม่ได้แล้ว “ไอ้หยา แม่เฒ่า พอเถอะ ท่านเป็ผู้ใหญ่ จะไปเอาเื่กับเด็กทำไม”
“ใช่ๆ พวกท่านเป็ครอบครัวเดียวกัน เื่เล็กน้อยนิดเดียว ทำไมต้องทำร้ายเด็กขนาดนี้ด้วย ดูสิ เด็กโดนรังแกจนมีสภาพเช่นนี้แล้ว! ทั้งคู่พอเถอะ” สตรีอีกคนเอ่ยปราม
หนิงลั่วตัวสั่นเทา ฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ สายน้ำฝนไหลลงมาตามใบหน้าของเธอจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม แทบไม่รู้สึกถึงร่างกายของตัวเองแล้ว เธอยังคงยืนหยัดอยู่ตรงนั้น ปกป้องหนิงเสี่ยงเสี่ยงไว้ในอ้อมแขน และจ้องแม่เฒ่าด้วยสายตาแข็งกร้าวเหมือนพร้อมแลกชีวิต
แม่เฒ่าถูกเพื่อนบ้านห้ามปราม หลังจากคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง นางก็รู้ว่าวันนี้หากยังดึงดันต่อไปมีแต่จะเสียเปรียบ จึงลากเสียงยาว “สะใภ้ใหญ่ ข้าเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดี ที่นี่ฝากเ้าด้วยแล้วกัน”
ทุกคนพากันประหลาดใจ เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่เห็นแม่เฒ่าหนีหัวซุกหัวซุนเช่นนี้ จึงรู้สึกสะใจไม่น้อย
ป้าสะใภ้ใหญ่เฉินซื่อแต่เดิมหวังให้แม่เฒ่าเป็ที่พึ่งของตนเอง ครั้นเห็นนางหนีไปเช่นนี้ จึงใจนหน้าถอดสี รีบถอยหลังออกไปหลายก้าว แล้วกล่าวกับหนิงลั่วและหนิงเสี่ยงเสี่ยงว่า “ข้าจะบอกพวกเ้าไว้ อย่าได้ใจไปนัก อีกประเดี๋ยวท่านพ่อกลับมา พวกเ้าคิดดูให้ดีว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร”
พอพูดจบ เฉินซื่อก็รีบเผ่นหนีเข้าบ้านทันที
ทันทีที่ถึงบ้าน สิ่งแรกที่เฉินซื่อทำคือรีบปิดประตู ยกมือกุมหน้าอก หอบหายใจแรง พลางพึมพำกับตัวเอง “โอ๊ย ์! เมื่อครู่ข้าใแทบตาย! ดีที่วิ่งเร็ว!”
เสียงทะเลาะกันที่หน้าประตูทำให้หนิงฮวนที่กำลังนอนหลับสะดุ้งตื่นขึ้นมา นางรู้สึกไม่พอใจนัก เมื่อเห็นมารดาของตนมีท่าทีหวาดกลัว สีหน้าก็ยิ่งดูถูก รีบถามว่า “ท่านแม่เป็อะไรไป เจอผีหรือไรกัน”
“ยิ่งกว่าผีเสียอีก” เฉินซื่อพูดพลางคิดว่าตนเองจะมาแสดงความขี้ขลาดต่อหน้าบุตรสาวไม่ได้ จึงรีบกระแอมเบาๆ ก่อนกล่าวว่า “ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่หนิงลั่ว นางเด็กสารเลวนั่นกล้าลงมือทุบตีท่านย่าของเ้า”
“อะไรนะ! นางอยากตายหรือไร” หนิงฮวนขมวดคิ้วแน่น ใครจะคิดว่าคนขี้ขลาดอย่างหนิงลั่วจะกล้าตีแม่เฒ่า นี่มันเื่ประหลาดที่สุดในโลก
“ใช่แล้ว นางเด็กนั่นเหมือนถูกผีเข้า ดวงตากลมโตจนแทบถลนออกจากเบ้า แดงก่ำราวกับอสูรร้าย แม้แต่คราดเหล็กของแม่เฒ่านางก็ไม่กลัว” เฉินซื่อพูดไปก็ยกถ้วยน้ำขึ้นมาดื่มอึกๆ หลายครั้ง พอหายใจหายคอได้สะดวกขึ้นจึงเริ่มตั้งสติได้
หนิงฮวนเห็นท่าทีหยาบคายของมารดาแล้วรู้สึกขัดหูขัดตา กล่าวด้วยน้ำเสียงตำหนิ “พอเถอะ นี่ก็อยู่ในบ้านตัวเอง ยังจะดื่มน้ำมูมมามขนาดนี้อีก ไม่มีใครแย่งหรอก หากข้าได้แต่งงานเข้าไปในตระกูลดีๆ แล้วพวกเขาเห็นท่านแม่ทำตัวหยาบคายเช่นนี้ ข้าคงอับอายขายหน้าแย่”
“บุตรสาวคนดีของแม่ แม่ก็เป็คนเช่นนี้แหละ ต่อไปจะระวังให้มากขึ้น” เฉินซื่อพูดไปก็หัวเราะ ก่อนจะรีบเอาขาที่พาดขึ้นโต๊ะลงอย่างเก้ๆ กังๆ
หลังจากเอาใจบุตรสาวจนหายโกรธไปบ้าง หนิงฮวนก็เริ่มสนใจเื่ของหนิงลั่วมากขึ้น นางถามด้วยความอยากรู้ “ท่านแม่ เล่าให้ข้าฟังหน่อย วันนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเื่ถึงได้ใหญ่โตขนาดนี้ ข้าได้ยินเสียงแม่เฒ่ากลับเข้ามาก็ปิดประตูเสียงดังลั่น พวกท่านทะเลาะกันจนข้านอนไม่หลับเลย” พูดจบ นางก็หยิบกระจกทองแดงขึ้นมา พร้อมแปรงหวีผมแล้วหวีผมอย่างอ่อนโยน ท่าทางดูรักเส้นผมของตนเองอย่างยิ่ง
เฉินซื่อแสยะยิ้มอย่างสะใจ ก่อนจะกล่าวกับบุตรสาว “ใช่แล้ว นี่เป็ครั้งแรกเลยที่แม่เฒ่าถูกเล่นงานเสียยับเยิน ก่อนหน้านี้ถึงกับวิ่งกลับมาอย่างหัวซุกหัวซุนเลยนะ อยากจะบอกว่าช่างสะใจแม่เสียจริงๆ”
เฉินซื่อใช้ชีวิตอยู่ภายใต้แรงกดดันของแม่สามีที่เข้มงวดมาหลายปี ต้องระมัดระวังไปเสียทุกอย่าง ไม่เพียงต้องดูสีหน้าของบุตรสาวเท่านั้น แต่ยังต้องจับตามองอารมณ์ของแม่สามีอีกด้วย ชีวิตเช่นนี้ช่างเหน็ดเหนื่อยเสียจริง
วันนี้หนิงลั่วกล้าลงมือตีแม่เฒ่า เฉินซื่อกลับรู้สึกเหมือนตนเองได้ระบายความอัดอั้นไปด้วย ทำให้จิตใจของนางเบิกบานขึ้นไม่น้อย
ไม่นาน เฉินซื่อก็เล่าเื่ทั้งหมดให้บุตรสาวฟัง
หนิงฮวนฟังจบไม่เพียงแต่ไม่มีท่าทีเห็นใจแม้แต่น้อย กลับรู้สึกสะใจเสียด้วยซ้ำ นางรีบกล่าวว่า “หนิงลั่วคงหัวกระแทกจนเสียสติไปแล้ว ถึงได้ทำเื่โง่ๆ เช่นนี้ นางกล้าทำให้ท่านย่าโกรธต่อหน้าผู้คนมากมาย ท่านย่ารักหน้าตาตัวเองยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น และเกลียดที่สุดยามที่มีคนมาขัดคำพูด นางไม่มีวันปล่อยหนิงลั่วแน่! และอีกอย่าง แขนของหนิงลั่วก็เจ็บ ดูสิว่านางจะเอาเงินที่ไหนไปหาหมอ”
“จริงด้วย! ไม่แน่ว่าคราวนี้นางอาจต้องไปคุกเข่าอ้อนวอนขอร้องหน้าประตูเรือนแม่เฒ่าอีกครั้ง ถึงตอนนั้นพวกเราไปเยาะเย้ยนางให้สะใจดีหรือไม่” เฉินซื่อคิดภาพนั้นแล้วอดรู้สึกสะใจไม่ได้
เมื่อก่อน ตอนที่สองสามีภรรยาบ้านรองยังอยู่ พวกเขาทั้งขยันและรู้จักเอาใจแม่เฒ่า ทำให้เด็กๆ ในบ้านรองเติบโตมาอย่างถูกตามใจเกินไป แต่ตอนนี้พวกเขาตายหมดแล้ว เด็กพวกนั้นก็เป็แค่เด็กที่ไม่มีใครคุ้มครอง จะถูกกลั่นแกล้งอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น
“บุตรสาวข้าช่างคิดการณ์ไกลจริงๆ” เฉินซื่อเอ่ยชมบุตรสาวตนเองด้วยความภาคภูมิใจ
“แน่นอนอยู่แล้ว! ก็ข้าเป็บุตรสาวของท่านนี่” หนิงฮวนเอ่ย
แม่ลูกคู่นี้มักหาเื่กลั่นแกล้งคนบ้านรองอยู่เสมอ ในเมื่อพวกนางต้องใช้ชีวิตอย่างขมขื่น แล้วจะปล่อยให้คนอื่นอยู่อย่างสงบสุขได้อย่างไร ทั้งสองจึงมักหาเื่สร้างความวุ่นวายอยู่ตลอด