วาสนาที่ไร้ใจ
ตอนที่ 7
…หลายวันต่อมา
“อ๊ะ อ่า~”
เสียงครางกระเส่าดังเล็ดลอดออกมาจากห้องห้องหนึ่งในสำนักสังคีตประจำเมืองหลวงของแคว้นฉิน แม้จะมีเสียงผีผาจากด้านนอกกำลังซ้อมประสานเสียงกันอยู่ดังลอดเข้ามาด้านใน แต่เสียงดนตรีหรือจะสามารถกลบเสียงครางของกิจกรรมอย่างว่าซึ่งกำลังเกิดขึ้นในห้องแห่งนั้นได้
ตับๆ ตับๆ
“อ๊ะ อ๊ะ แรงอีกเ้าค่ะ” เสียงหวานครางกระเส่า
‘ผู้ใดมาทำเื่บัดสีบัดเถลิงกันตอนกลางวันแสกๆ เช่นนี้ ไร้ยางอายสิ้นดี’ หยวนซูลี่บ่นในใจ
หากจะเอ่ยถึงความ้าทางร่างกายก็นับเป็เื่ธรรมชาติ มิแปลกหากบุรุษและสตรีจะขับกล่อมเพลงสวาทกันในที่รโหฐาน หากแต่! สำนักสังคีตหาใช่สถานที่เช่นนั้นไม่ แถมตอนนี้พระอาทิตย์ก็ลอยอยู่กลางศีรษะออกจะปานนี้ สมควรไม่ใช่หรือหากจะเก็บกักความปรารถนานั้นไว้ให้ถึงราตรีก่อนค่อยปลดปล่อย
“อืม ซี๊ดดด” เสียงครางต่ำของบุรุษดังลอดผ่านบานประตูไม้ออกมา
ปึก ปึก ปึก
เสียงกิจกรรมเข้าจังหวะในที่แคบๆ อย่างห้องเก็บใบชา ไม่ว่าพวกเขาจะขยับไปทิศทางใดหรือจะเปลี่ยนท่ากันสักเท่าไหร่ ก็ไม่แคล้วที่ร่างกายจะต้องกระแทกเข้ากับประตูและผนังจนเกิดเสียงดัง
หยวนซูลี่เดินเข้ามาในห้องเก็บใบชาเพื่อตรวจดูสินค้าก่อนจะซื้อไปบดแล้วขายที่ร้านของนาง หากแต่ผู้นำทางเอ่ยบอกมีธุระ จึงให้คุณหนูใหญ่เดินล่วงหน้ามาก่อน ด้วยเพราะซื้อขายกันมานานและคุ้นเคยกับเส้นทางเป็อย่างดี นางจึงทำตามคำแนะนำของพ่อบ้านแห่งสำนักสังคีต ไม่คิดว่าตนจะมาทันได้ฟังเสียงครวญครางอย่างสุขสมแทนเสียงรื่นรมย์ของผีผาเช่นนี้
“อ๊ะ อ๊ะ อะ ไม่นึกว่าข่าวลือจะเป็จริง อ๊ะๆ คุณชายร้อนรักแห่งเมืองหลวง ชื่อเสียงของคุณชายไม่เกินจริงเลยนะเ้าคะ อ๊ะๆ” เสียงของฝ่ายถูกกระแทกเอ่ยชมฝ่ายชายที่กำลังอัดแท่งร้อนเข้าใส่ร่องชื้นอย่างแรงและดุดัน
ตับๆ ตับๆ
พวกหน้าไม่อายยังคงส่งเสียงที่แสดงความกระสันและสุขสมออกมา เสียงเนื้อกระทบกันนั่นอีก มันทำให้ใบหน้าของหยวนซูลี่เริ่มเห่อร้อนขึ้นมาทันควัน
นางไม่ได้อยากทนฟังเสียงของคนพวกนี้แต่อย่างใด หากแต่กฏของสำนักสังคีตคือห้ามเดินกลับออกไปหากไร้ผู้นำทาง เช่นนั้นจึงต้องยืนอยู่ ณ หน้าห้องแห่งนี้จนกว่าพ่อบ้านจะตามมา หรือจนกว่าสองคนนั้นจะรู้ตัวและหลบหลีกออกไปเอง
“ซี๊ด”
ปึก ปึก
“อะ อ๊ะ อ๊ะ แรงอีกเ้าค่ะๆ”
ตับ ตับ ตับ ตับ
“อืมมมมม”
“อร๊าย”
“อ่า~”
เสียงครางสุขสมเมื่อขึ้นไปแตะถึงขอบ์ได้สำเร็จดังเล็ดลอดออกมาปกคลุมความเงียบบริเวณห้องเก็บใบชา ใบหน้าของหยวนซูลี่ยิ่งร้อนผะผ่าวขึ้นไปอีก มือที่กำลังกำขยำชายอาภรณ์ก็กำลังสั่นไหว
นางกลัวเหลือเกินว่าคนในห้องจะเดินออกมาทางประตูหน้า แล้วเข้าใจผิดคิดว่านางกำลังแอบฟังพวกเขาทำกิจกรรมเข้าจังหวะกัน
ครืด
ร่างบางที่ยืนมือสั่นเทาอยู่หน้าห้องรีบก้มหน้างุดเพื่อหลบซ่อนอาการตระหนก หากแต่ไร้ผล ใบหน้างามที่แดงระเรื่อปรากฏแก่สายตาคมเข้มของคู่หมั้นเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
เว่ยตงหยางมองสำรวจสตรีที่อยู่ในอาภรณ์สีชมพูอ่อน ซึ่งแม้จะดูอ่อนหวานแต่กลับแอบซ่อนความยั่วยวนเอาไว้ ชายกระโปรงผ้าปลิวไสวตามแรงลมจนแนบลู่ตามเรียวขาสวย แขนเรียวงามโผล่ให้เห็นเมื่อเสื้อคลุมปลิวหลุดจากบ่า เนินเนื้ออวบอิ่มนั่นอีก ช่างขาวราวหิมะแต่กลับร้อนแรงและเชิญชวนราวไฟร้อน
‘ร้อยวันพันปีไม่เห็นแต่งกายเช่นนี้ แล้วเหตุใดวันนี้ถึงได้สวมใส่มันออกนอกจวนมา!’ เข่นเขี้ยวไม่พอใจแต่กลับไม่เปล่งวาจาออกไปให้เ้าตัวรับรู้
“หึ” ปากหนาเค้นเสียงหัวเราะเมื่อเห็นสภาพหน้าแดงมือสั่นของสตรีตรงหน้า ทำท่าทางอย่างกับสาวน้อยใสซื่อที่เพิ่งจะเคยได้ยินเสียงครางเป็ครั้งแรก
เสแสร้ง! เว่ยตงหยางคิดในใจ
“หัวเราะสิ่งใดเ้าคะซื่อจื่อ” หยวนซูลี่ถามคู่หมั้นของตนแต่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองหน้าเขาตรงๆ เอาแต่มองพื้นไม้อยู่เช่นนั้น
“กิริยาของเ้าช่างแเีนัก ทำอย่างกับไม่เคยครางใต้ร่างของบุรุษ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็เคยมาแล้วจนยกมือขึ้นนับก็คงไม่ครบ” เว่ยตงหยางตอบคำถามของหยวนซูลี่ และไม่ลืมที่จะพ่นคำดูถูกออกมาตราหน้าคู่หมั้นของตัวเองด้วย
เว่ยตงหยางมักจะบอกว่าหยวนซูลี่เป็สตรีร่านโลกีย์ยิ่งกว่านางคณิกา ชอบหนีออกนอกจวนไปพลอดรักกับบุรุษไม่ซ้ำหน้า แต่ละคำที่เว่ยตงหยางเอ่ยปรามาสออกมา หยวนซูลี่ได้ยินมันจนชินชาเสียแล้ว
“เื่ของข้า” หยวนซูลี่ตอบกลับเว่ยตงหยางออกไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะใส่ใจและสนใจในคำพูดดูถูกของเขาเท่าใดนัก เื่อะไรที่จะต้องโกรธ ในเมื่อสิ่งที่เขาเอ่ยออกมานั้นมันไม่เป็ความจริงเลย แต่เื่ของเขาที่นางเคยได้ยินมานี่สิ นางแน่ใจว่าเป็เื่จริง เพราะวันนี้ก็ได้ยินทั้งเสียงและเห็นมันกับตาด้วยตัวของนางเอง
สายตาคมเปลี่ยนจากแววเยาะเย้ยเป็จ้องดุกลับไปหาดวงตากลมโต ที่กำลังจ้องมองกันและกันซึ่งๆ หน้า
“หึ ยังอวดดีเช่นเดิม”
“ใช่ ข้าอวดดี” หยวนซูลี่ท้าทายเขากลับแล้วพูดต่อ “อ้อ แล้วก็เื่ที่เคยจนนับไม่หวาดไม่ไหวนั้น ข้าว่าคงไม่ใช่ข้าแล้วล่ะเ้าค่ะ แต่คือซื่อจื่อมากกว่าละมั้งเ้าค่ะ ที่แค่คลำหาหางไม่เจอ ก็เอาหมด!” แม้คำพูดนั้นจะเอ่ยออกมาราบเรียบ แต่แววตาที่ส่งไปกลับสื่อถึงอารมณ์เย้ยหยันที่หยวนซูลี่มีต่อเว่ยตงหยางในขณะนี้ออกไปได้เป็อย่างดี
หมับ
ไหล่บางถูกมือหนาเกาะกุมเอาไว้ มิหนำซ้ำยังขยำเบาๆ เป็การข่มขู่และเตือนไม่ให้คนใต้อาณัติอย่าปากดีใส่เขาเช่นนี้ สายตาจ้องมองฟาดฟันกันโดยไม่มีใครยอมแพ้ใคร หน้าห้องเก็บใบชาตกอยู่ในบรรยากาศอึมครึมจนสตรีอีกร่างที่ยืนฟังบทสนทนาอยู่ด้านหลัง ยังรู้สึกกลัวเว่ยตงหยางขึ้นมาจับใจ
“คุณหนูหยวน ข้าน้อยขอโทษที่เสียมารยาทให้มารอนะขอรับ แต่ช่วยมาทางนี้เถิด ห้องนั้นไม่ใช่ที่เก็บใบชาสำหรับจะขายวันนี้” เสียงพ่อบ้านดังขึ้นที่ห้องอีกห้องซึ่งอยู่ถัดไปอีกสิบก้าวเดิน
พรึ่บ
นางจึงสะบัดไหล่ของตัวเองออกจากการเกาะกุมภายใต้เงื้อมมือหนาของเว่ยตงหยาง ถึงแม้ชายหนุ่มจะข่มขู่เพียงใด ถ้าเกิดเขายังมาปากเสียและดูถูกอีก หยวนซูลี่ก็จะตอบกลับเขาไปในแบบที่เขาปรามาสตัวเองเหมือนกัน
‘ได้เลยเ้าค่ะซื่อจื่อ! ระหว่างท่านกับข้า ผู้ใดจะเป็ผู้ชนะ!’
กึก กึก กึก
หยวนซูลี่หมุนตัวกลับและเดินตามเสียงของพ่อบ้านออกมาโดยไม่ได้หันหลังกลับไปมองคู่หมั้นอีก และไม่รู้ด้วยว่าคุณชายเว่ยจะแสดงสีหน้าเช่นไรเมื่อเห็นว่านางไม่ได้กลัวในการข่มขู่ของเขาเลย