ณ สวนด้านในตำหนักองค์ราชินี บัดนี้เต็มไปด้วยความเงียบงัน บรรยากาศในตอนนี้ราวกับถูกใบหน้าของลั่วอู่หลินสะกดและแช่แข็งเอาไว้ก็ไม่ปาน
ในที่นี้คนที่อึ้งที่สุดคงไม่ใช่ใครนอกจากลั่วไห่เฟิง เขาเป็นถึงระดับจักรพรรดิขั้นเก้าแต่กลับตรวจสอบฐานการฝึกตนของหลานชายตัวเองไม่ได้ ความจริงข้อนี้ทำเอาจักรพรรดิหนุ่มขำไม่ออกเลยทีเดียว
ลั่วอู่หลินเมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังอึ้งก็ไม่รอช้ารีบไปหลบด้านหลังของหลินอี้เฟยในทันที เมื่อบรรยากาศเงียบงันผ่านไปและทุกคนพากันต้องสติได้ จักรพรดิลั่วเป็นคนแรกที่คิ้วกระตุกในใจเกิดหมั่นใส้เจ้าหลานตัวดีที่บังอาจมาปั่นหัวเขา
ชายหนุ่มมองซ้ายมองขวา ก่อนที่จะมองไปที่ภรรยาอันเป็นที่รักปรากฏว่าด้านหลังของนางบัดนี้ลั่วอู่หลินกำลังยกยิ้มบางอยู่ ทำให้จักรพรรดิหนุ่มต้องชะงักไป ให้ตายเถอะเจ้าหลานตัวดีถึงกับใช้ภรรยาของเขาเป็นโล่ป้องกันแล้วแบบนี้จะลงมือทุบตีมันได้อย่างไร
"เห้อ อธิบายเรื่องทั้งหมดมาเดี๋ยวนี้ เอาให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้"ลั่วไห่เฟิงสงบใจและนั่งลง พวกลั่วหยุนซานเองก็หันไปมองที่ลั่วอู่หลินอย่างคาดโทษและพยักหน้าให้
ในที่นี้คนที่ยังมีความสับสนในใจเห็นที่จะเป็นเมิ่งอี้หรานและไป่หลี่เอ๋อร์ที่ยังดูจะตามสถานการณ์ไม่ค่อยทันนัก พวกลู่ฟางหนิงจึงค่อยๆอธิบายเรื่องราวคร่าวๆให้พวกนางฟัง ส่วนลั่วอู่หลินเมื่อนั่งลงที่โต๊ะอาหารข้างๆท่านยายของตนก็ค่อยๆเล่าเรื่องราวให้ฟังโดยละเอียด
เมื่อได้ยินสิ่งที่หลานของตนเองเล่าอย่างออกรสออกชาติ พวกลั่วไห่เฟิงสีหน้าก็เปลี่ยนไปตลอดเวลาส่วนใหญ่จะเป็นไปในทางตะลึง เพราะเรื่องที่ลั่วอู่หหลินเล่าให้พวกเขาฟังมันมหัศจรรย์จนเกินไป หรืออาจเรียกได้ว่าสวรรค์ประทานพรให้กับหลานชายคนนี้อย่างแท้จริง
"ที่แท้เรื่องก็เป็นเช่นนี้ เจ้าหลานตัวดีโชควาสนาของเจ้านับว่าดีเกินไปจริงๆที่พบมรดกแบบนี้ในดินแดนระดับต่ำ"ลั่วไห่เฟิงกล่าว เห็นได้ชัดว่ามีความหมั่นใส้แฝงอยู่ในน้ำเสียง แต่ในใจกลับมีความสุขมากล้น เท่านั้นปัญหาคาใจในการฝึกฝนของลั่วอู่หลินก็ถูกขจัดไปเสียที และหลานคนนี้ก็จะมีชีวิตอยู่อย่างปกติสุข ไม่สิ! มีชีวิตในฐานะอัจฉริยะแห่งยุคต่างหาก
"ในเมื่อหลานมีพลังระดับนี้แล้วอีกไม่นานก็คงจะต้องออกจากดินแดนแห่งนี้แล้วสินะ พอคิดตรงจุดนี้แล้วก็ใจหายเหมือนกันนะเนี้ย"หลินอี้เฟยกล่าวมือของนางลูบเส้นผมสีเงินของเด็กหนุ่มอย่างแผ่วเบา แม้ในใจจะไม่อยากให้หลานชายคนนี้ห่างกายแต่ด้วยพรสวรรค์ของเขาจะให้มาอยู่ที่นี่ไปตลอดก็น่าเสียดายนัก
ทางฝั่งของลั่วหยุนซานและครอบครัวเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พลันเผยสีหน้าเศร้าใจ เด็กน้อยตรงหน้าเหมือนดั่งของดูต่างหน้าที่น้องสาวทิ้งไว้ให้ บัดนี้เขาได้เติบโตและพร้อมจะโผ่บินออกไปในโลกกว้างทั้งๆที่พวกเขายังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะจากลา
ลั่วอู่หลินเมื่อเห็นบรรยากาศที่สุดแสนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกก็กล่าวออกมาในทันที "พวกท่านจะเศร้ากันไปใยขอรับ กว่าข้าจะบรรลุระดับนั้นอย่างน้อยต้องใช้เวลาถึงสามปีเชียวนะขอรับ"
"พรวด!!"
ลั่วไห่เฟิงและคนอื่นๆแทบจะสำลักชาจากคำกล่าวนี้ เจ้าเด็กนี่เกินสามัญสำนึกเกินไปแล้วถึงได้กล่าวเรื่องเช่นนี้ออกมาได้น่าตาเฉย ระดับจักรพรรดิระดับจักรพรรดิขั้นเก้าในเวลาสามปี หากคนอื่นคงจะเป็นได้แค่เรื่องเพ้อฝัน ขนาดลั่วไห่เฟิงที่มีพรสวรรค์ที่สุดในตระกูลลั่วตอนนี้กว่าจะไปถึงจักรพรรดิขั้นเก้าก็อายุเข้าไปเจ็ดสิบปีแล้ว
"เห้อ เอาเถอะๆ ว่าแต่หลานจะทำอย่างไรกับหอการค้าที่ตั้งขึ้นละ โดนหอคอยสายฟ้าเพ็งเล็งเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไร"ลั่วไห่เฟิงกล่าวถามด้วยความเป็นห่วง
"แน่นอนว่าต้องหาพันธมิตร หอประมูลก็นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว"ชายหนุ่มกล่าว หอประมูลคือขุมกำลังของแดนเซียนแค่หอคอยสายฟ้าย่อมไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด ขอเพียงมีค่าตอบแทนให้อีกฝ่ายมากหน่อยลั่วอู่หลินคิดว่าทางหอประมูลไม่มีทางปฏิเสธเขาอย่างแน่นอน
"หืม เอาเถอะ แต่หากมีปัญหาอะไรให้มาบอกตาเข้าใจหรือไม่"
"ขอรับข้าจะจำไว้"ลั่วอู่หลินกล่าว บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับมาดีอีกครั้ง ทั้งลั่วอู่หลินแม้จะโดนลั่วหยุนหยางผู้เป็นพี่ชายบ่นเล็กน้อยซึ่งก็สร้างเสียงหัวเราะให้กับคนอื่นๆได้มากทีเดียว ก่อนการร่วมโต๊ะอาหารจะจบลงลั่วอู่หลินไม่วายให้ท่านยายของเขานำทักษะต่างๆมามอบให้กับท่านตาและท่านลุงและครอบครัวได้ศึกษามัน
แม้ตอนแรกพวกเขาจะเกรงใจและไม่อยากรับเท่าไรนัก แต่ด้วยที่ลั่วอู่หลินบอกว่าทักษะพวกนี้ไม่จำเป็นกับตน พวกเขาจึงรับไว้แต่โดยดีและเริ่มศึกษาทันทีด้วยความสนใจ
หลังจากที่การร่วมโต๊ะเสวยอาหารสิ้นสุดลง ลั่วอู่หลินตอนนี้กำลังอยู่กับภรรยาและว่าที่ภรรยาของเขาที่สวนของตำหนักของตนเองพร้อมกับชื่นชมหมู่ดาวยามค่ำคืน
ก่อนจะชำเลืองมองเมิ่งอี้หรานและไป่หลี่เอ่อร์ที่ในเวลานี้แววตาเต็มไปด้วยความหลากหลายในแววตาจึงได้กล่าวออกไป "หากว่าพวกท่านมีอะไรจะถามก็เชิญถามมาเถอะ"
"ท่านป้าของข้ากลับไปยังแดนกลางแล้วจริงๆหรือ"เมื่อลั่วอู่หหลินเปิดโอกาส ไป่หลี่เอ่อร์จึงกล่าวถามออกมาอย่างไม่ลังเล
"ใช่ นางบรรลุระดับบรรพชนแล้วจึงไม่อาจอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไป ว่าแต่ท่านแน่ใจในการหมั่นหมายครั้งนี้หรือไม่ เมื่อได้รู้สึกความสัมพันธ์ของข้าและท่านป้าของท่าน"ลั่วอู่หลินตอบพร้อมยิงคำถามออกไปตามตรง
ไป่หลี่เอ่อร์ยิ้มบางและส่ายหน้าเบาๆ "แต่เดิมแล้วข้าเป็นเพียงลูกของสมาชิกทั่วไปในตระกูลไป่เท่านั้น แต่เมื่อบิดามารดาข้าตายไปก็มีท่านป้าคอยรับเลี้ยงและดูแลตลอดมา คำพูดของท่านป้าข้าไม่อาจละเลยได้ อีกอย่างแค่ข้าได้อยู่กับท่านป้าไม่ว่าฐานะอะไรข้าก็ยอมรับได้ทั้งนั้น"
"เห้อ ท่านเคร่งครัดมากเกินไป ต่อให้ได้ใครเลี้ยงดูหรือเป็นผู้มีพระคุณของเราแต่เขาก็ไม่ใช่เจ้าของชีวิต ท่านเองก็มีอิสระในการตัดสินใจในตัวของตัวเองเช่นเดียวกัน หากภายในสามปีนี้นับจากนี้ที่พวกเราศึกษากันหากท่านไม่พึงใจข้าก็ขอให้บอกกล่าว ข้าจะไม่ฝืนใจท่าน"
ไป่หลี่เอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งอึ้งไปสักพักก่อนจะยกยิ้มออกมาและพยักหน้าให้ เป็นอย่างที่ท่านป้าของนางพูดจริงๆชายคนนี้แต่งต่างกับนางโดยสิ้นเชิง
"ส่วนท่าน.......เอ่อ"ชายหนุ่มหันไปหาเมิ่งอี้หรานที่ตอนนี้ไม่แม้จะสบตาของตน เขาเองก็ไม่รู้จะเอ่ยคำไหนออกมาเช่นเดียวกัน
เมิ่งจินเหอเคยบอกไว้ว่าเมิ่งอี้หรานนั้นพึ่งใจและเป็นปลื้มจักรพรรดิน้ำแข็งอยู่แล้วการแสดงออกเช่นนี้ก็ไม่นับว่าแปลกแต่อย่างใด หากสังเกตุดีๆจะเห็นว่าใบหน้าและหูของนางตอนนี้กำลังแดงกล่ำเต็มไปด้วยความเขินอาย ลู่ฟางหนิงและลู่ฟางเยว่ที่เห็นเช่นนั้นก็อดป้องปากหัวเราะออกมาเบาๆไม่ได้ ใครจะคิดกันว่าเจ้าหญิงที่คล้ายกับว่าเกิดมาเพื่อเป็นนักรบเช่นนางจะเขินอายเป็นกับเขาด้วย
"ส่วนท่านเราต้องมาตกลงกันก่อน เมื่ออยู่กับพวกท่านข้าไม่ใช่จักรพรรดิน้ำแข็งแต่เป็นเพียงลั่วอู่หลินเท่านั้นเข้าใจหรือไม่"
"ขะ ข้าเข้าใจแล้ว"เมิ่งอี้หรานกล่าวตอบรับ ทำไมนางจะไม่รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร จักรพรรดิน้ำแข็งเป็นตัวตนที่เขาสร้างขึ้นมาเท่านั้นไม่ใช่ตัวตนจริงๆของเขานี่คือสิ่งที่ชายหนุ่มเบื้องหน้าคนที่จะสื่อ
เมื่อตกลงกันได้เช่นนี้ ลั่วอู่หลินก็พลันสบายใจ ในตอนแรกเขากังวลมากเรื่องไป่หนี่กับไป่หลี่เอ่อร์เพราะกลัวว่านางจะรับไม่ได้ แต่เมื่อได้รับความกระจ่างเช่นนี้เขาก็พร้อมที่จะศึกษาดูใจและเกี้ยวพวกนางอย่างเต็มที่เช่นกัน
หลังจากค่ำคืนนั้นผ่านไปลั่วอู่หลินใช้เวลาในการอยู่กับครอบครัวมากขึ้นเพราะอย่างที่ว่าในดินแดนแห่งนี้ชายหนุ่มเหลือเวลาอีกสามปีเท่านั้นตามที่สัญญาเอาไว้กับไป่หนี่
ฝั่งจักรพรรดิลั่วรวมไปถึงครอบครัวองค์รัชทายาทเองนับจากวันที่ลั่วอู่หลินเปิดเผยตัวพวกเขาก็มาร่วมโต๊ะอาหารที่ตำหนักองค์ราชินีบ่อยๆเพราะไม่อยากให้เวลาล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขาและว่าที่ภรรยาทั้งสองนั้นก็ดำเนินไปในแนวทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆไม่ได้หวือหวาอะไรมากมาย
นั่นไม่ใช่เพราะลั่วอู่หลินไม่สนใจพวกนาง กลับกันเขาให้ความสำคัญกับพวกนางเอามากๆจนถึงขนาดที่ให้พวกนางไปฝึกฝนร่วมกับลู่ฟางหนิงและลู่ฟางเยว่ด้านในหอคอยมหาสมบัติเลยทีเดียว โดยที่ให้ลู่ฟางหนิงเป็นผู้แนะนำสถานที่ด้านในหอคอยให้
แน่นอนว่าภรรยาทั้งสองของเขาก็ทำตามอย่างว่าง่าย อีกทั้งพวกนางทั้งสี่ก็สนิทกันขึ้นเรื่อยๆไม่มีความขุ่นข้องหมองใจกัน เมื่อเวลามีปัญหาอะไรในการฝึกฝนพวกนางก็มักจะมานั่งสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กันอยู่ร่ำไป
"ฟุ๊บ!"
"นายท่านตอนนี้ข้าได้แจ้งให้ทางหอประมูลได้รับทราบเรื่องการเจรจาแล้วขอรับ ทางนั้นตอบรับการเจรจาในอีกสามวัน"ในขณะที่ลั่วอู่หลินกำลังนั่งสนทนากับลั่วหยุนหยางอยู่นั้น หลันฮ่าวก็ปรากฏตัวขึ้นมาและกล่าวในสิ่งที่ได้รับมอบหมายในทันที
"อืม ขอบใจมากแล้วเรื่องของเซิ่งหุนละไปถึงไหนแล้ว?"
"ตอนนี้กองกำลังหิมะสวรรค์ได้กวาดล้างขุมกำลังย่อยจากดินแดนต่างๆจนหมดสิ้นแล้วขอรับ เหลือเพียงแค่ในสี่ดินแดนใหญ่เท่านั้นที่พวกเราไม่กล้าลงมือโดยพละการเพราะมันอาจจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของประเทศได้"
"อ่า รวบรวมที่อยู่ของพวกมันมาให้ข้า ข้าจะลงมือด้วยตนเอง"
"ขอรับ"
กล่าวจบหลันฮ่าวก็หายไป ลั่วอู่หลินพลันไปหาพี่ใหญ่ของเขาที่กำลังมองมาที่ตนด้วยแววตาที่ชื่นชม ประดุจดั่งภูมิใจน้องชายของตนเองได้เติบใหญ่อย่างมีคุณภาพก็ไม่ปาน
"ท่านพี่ ท่านมองข้าเช่นนั้นข้าขนลุกนะขอรับ"ลั่วอู่หลินอดไม่ได้ที่จะกล่าวหยอล้อทำให้ลั่วหยุนหยางถึงกับสำลักน้ำชาที่กำลังดื่มในทันที ในเวลานี้ลู่หงยี่ถึงกับขำออกมาเบาๆและเอาผ้ามาเช็ดปากให้กับสามีของนาง
"น้องเล็กอย่าพูดบ้าๆน่า ข้าเพียงแค่ว่าเด็กน้อยที่เอาแต่เก็บตัวอยู่ในตำหนักตอนนี้เติบโตแล้วก็เท่านั้นเอง หากท่านอาหญิงมาเห็นเจ้าตอนนี้คงจะชื่นใจไม่น้อย"เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้สีหน้าของลั่วอู่หลินก้เผยความเศร้าสร้อยออกมาเล็กน้อย ท่านแม่จะภูมิใจหรือ? นั่นสินะทุกวันนี้เขามัวแต่สนุกกับชีวิตจนลืมเรื่องนี้เสียสนิทไปเลย
"เอ่อ.....น้องเล็กขอขอโทษ"ลั่วหยุนหยางเมื่อเห็นน้องชายเผยสีหน้าเช่นนั้นออกมา ก็แทบจะตบปากตัวเองที่พูดไม่คิด เขาลืมตัวไปเสียสนิทเลยว่านี่คือแผลใจใหญ่ของน้องชาย
ลั่วอู่หลินส่ายหน้า "ไม่เป็นอะไรหรอกขอรับ เวลานี้ข้ามีเรื่องให้ทำมากมาย อีกเดี๋ยวก็คงลืมเลือน"
"น้องเล็ก เจ้า??"
"ข้าไม่เป็นอะไรจริงๆขอรับ เรามาพูดคุยถึงเรื่องที่ท่านตาอยากให้ข้าช่วยจะดีกว่า ท่านพี่หญิงห้า ลั่วหนิงเหยียน สินะขอรับ"
"เห้อ......อ่า ใช่แล้ว อย่างที่พวกเรารู้กันว่านางโดนลอบทำร้ายจนกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ไม่เช่นนั้นพรสวรรค์ของนางน่าจะล้ำหน้ากว่าข้าด้วยซ้ำ ท่านปู่ไม่อยากให้ท่านอาห้าต้องจมอยู่กับความทรมานเลยอยากไหว้วานเจ้าให้ช่วยเหลือเรื่องนี้หน่อยเจ้าจะว่าอย่างไร"ลั่วหยุนหยางกล่าว
"นางโดนปราณความมืดเรื่องนี้ข้าพอช่วยได้ขอรับ แต่เรื่องที่จะฟื้นขึ้นมาหรือไม่นั้นข้าไม่รับประกัน"ลั่วอู่หลินกล่าวพร้อมเบือนหน้าหนีเล็กน้อย เมื่อก่อนองค์หญิงห้าคนนี้เหมือนดั่งคู่กัดของเขาเลยก็ว่าได้ นางมักจะแกล้งเขาอยู่เสมอแต่ไม่รุนแรงเท่าองค์ชายสองและองค์ชายสาม และเป็นพี่น้องอีกคนนอกจากพี่ใหญ่ที่มาเล่นกับเขาเป็นประจำ แล้วก็ทะเลาะกันทุกครั้งไป