เมื่อชุ่ยซินซักผ้าเสร็จแล้วก็ไม่ได้กลับไปที่ห้องพักสาวใช้ทันที แต่กลับไปที่ห้องของเสิ่นเย่ว์เฉินอีกครั้ง
ตอนนี้อู๋มามามีห้องเดี่ยวให้ใช้นอนแล้วไม่จำเป็ต้องอยู่เบียดเสียดกับสาวใช้คนอื่นอีก ดังนั้นเสิ่นเย่ว์เฉินจึงบอกให้นางรีบกลับไปนอน
เมื่ออู๋มามากลับห้องไป เสิ่นเย่ว์เฉินก็กลับไปนั่งที่โต๊ะ แล้วสำรวจทุกสิ่งในห้องอย่างเงียบเชียบขณะนั้นเองก็เห็น ชุ่ยซินกลับมาเสียก่อน
ท่าทางของชุ่ยซินคล้ายมีเื่หนักใจบางอย่างทั้งยังจงใจรั้งอยู่ที่ห้องนางต่อไป ไม่มีงานทำก็หาอะไรทำเมื่อเห็นกาน้ำชาบนโต๊ะเริ่มเย็นแล้วก็รีบยกเตรียมจะเดินออกไปข้างนอก“คุณหนูเ้าคะ น้ำชาเย็นหมดแล้ว เดี๋ยวบ่าวไปเปลี่ยนกาใหม่ที่ร้อนๆ มาให้นะเ้าคะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินเห็นนางท่าทางแปลกไปจึงตอบกลับไปว่า “ไม่ต้อง ข้าจะนอนแล้ว”
“อ้อ” ชุ่ยซินวางกาน้ำชาลงอีกครั้ง เดินเข้ามาช่วยนางผลัดเปลี่ยนพัสตราภรณ์ แล้วนำพัสตราภรณ์ไปแขวนอย่างนุ่มนวลจากนั้นก็ประคองเสิ่นเย่ว์เฉินไปนอนบนเตียง สีหน้ามีความไม่สบายใจชัดเจนคล้ายไปทำเื่อันใดผิดมาก็มิปาน
เมื่อชุ่ยซินพบว่างานที่ตนทำได้ล้วนทำไปหมดแล้วจึงยืดตัวขึ้นคารวะครั้งหนึ่งกล่าวว่า “คุณหนูรีบพักผ่อนเถิดเ้าค่ะ คืนนี้ให้บ่าวนอนเฝ้าข้างๆ ได้หรือไม่เ้าคะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินมองนางอย่างแปลกใจ “ทำไมหรือ”
ชุ่ยซินก้มหน้าลง กล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบา “บ่าวเป็ห่วงคุณหนูเปลี่ยนที่กะทันหันอาจยังไม่คุ้นชิน หากตื่นมากลางดึกเพราะหิวน้ำต้องมีคนคอยปรนนิบัติอยู่ข้างๆ…”
รู้จักกันมานานเพียงนี้ เสิ่นเย่ว์เฉินย่อมมองนิสัยของชุ่ยซินได้อย่างทะลุปรุโปร่งทราบว่าเด็กคนนี้เป็คนเก็บซ่อนเื่ในใจไว้ไม่อยู่ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็พวกขี้ขลาดมักจะหวาดกลัวหรือไม่สบายใจเพราะเื่เล็กน้อยอยู่เสมอ
เสิ่นเย่ว์เฉินให้นางอยู่ต่อโดยนอนบนฟูกข้างหน้าต่างส่วนตนหยิบตำราขึ้นมาพลิกอ่านไปสองหน้า จริงดังคาด ในตอนที่พลิกไปถึงหน้าที่สี่ก็ได้ยินเสียงนางกล่าวขึ้นอย่างระมัดระวัง“คุณหนูเ้าคะ บ่าวขอถามอะไรหน่อยได้หรือไม่”
เสิ่นเย่ว์เฉินปิดหนังสือ เอ่ยเสียงเรียบ “เ้าอยากถามอะไรก็ถามมาเถิด”
ชุ่ยซินลุกขึ้นหยิบพัดกลมเดินมานั่งลงข้างๆ นาง แล้วพัดให้นางพลางถามอย่างระมัดระวังว่า“คุณหนูเ้าคะ คุณหนูจะแต่งออกไปจริงๆ หรือ”
เสิ่นเย่ว์เฉินได้ยินก็ชะงักงัน จะอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าจู่ๆ ชุ่ยซินจะถามคำถามนี้จึงนั่งยืดตัวตรงจ้องมองไปที่สาวใช้ข้างกาย
ชุ่ยซินทราบดีว่าตนถามคำถามที่ไม่สมควรจึงก้มหน้าลงเล็กน้อยสายตาไม่กล้ามองไปทางเสิ่นเย่ว์เฉิน มือทั้งสองจับชายเสื้อแน่นชั่วขณะหนึ่งกลับไม่ทราบว่าควรพูดอะไรต่อไปดีข้างหูได้ยินเสียงจักจั่นร้องแว่วมาจากนอกหน้าต่างทำให้จิตใจว้าวุ่นอย่างเลี่ยงไม่ได้
เสิ่นเย่ว์เฉินส่งหนังสือในมือตนให้นาง ก่อนลูบศีรษะนางแล้วกระซิบถาม “ทำไม เ้าไปได้ยินเื่ซุบซิบอันใดมาอีก”
ชุ่ยซินส่ายศีรษะ ก่อนจะพยักหน้า เล่าเสียงอึกอัก “เมื่อครู่ตอนเดินผ่านห้องพักสาวใช้บ่าวได้ยินพวกพี่ชุนิคุยกัน…บอกว่าคุณหนูจะแต่งไปอยู่จวนตระกูลจูและต้องมีสาวใช้สินเดิมแต่งตามไปด้วย…”
เสิ่นเย่ว์เฉินได้ยินดังนั้นก็หลุบตาลง ขนตายาวปกคลุมแววตาเฉียบคมด้านในในใจลอบยิ้มอย่างเ็า คิดว่า สาวใช้พวกนั้นอดรนทนไม่ไหวขนาดนี้เชียวหรือ ตอนนี้ฉินซื่อสะใภ้ของตระกูลจูยังตายไม่ทันพ้นเจ็ดวันพวกนางก็มีใจคิดอยากแต่งตามไปเป็อนุแล้ว น่าขันสิ้นดี
“พวกนางพูดอะไรอีก”
ชุ่ยซินมองนางอย่างระมัดระวัง ตอบเสียงผะแ่“บ่าวได้ยินเพียงเท่านี้เ้าค่ะ…”
เสิ่นเย่ว์เฉินเอ่ยเสียงเรียบ “ได้ยินเื่เหล่านี้แล้วเ้าเลยกังวลใจหรือ เ้ากังวลว่าต่อไปหากข้าไปตระกูลจูแล้วจะไม่พาเ้าไปด้วยหรือ”
“คุณหนู!” ชุ่ยซินมองเสิ่นเย่ว์เฉิน ใบหน้าเผยถึงความกังวลและอ้อนวอนน้ำเสียงยังสั่นเครือ “บ่าวมักเงอะงะซุ่มซ่ามทำให้คุณหนูเป็ห่วง…แต่บ่าวอยากติดตามคุณหนูไปชั่วชีวิตต่อให้เป็วัวเป็ม้าก็ยินดี…”
เสิ่นเย่ว์เฉินขัดคำพูดของนางกลางคัน มองนางด้วยสีหน้ายิ้มครึ่งไม่ยิ้มครึ่ง“เ้าไม่ใช่เกษตรกรในที่นาไม่จำเป็ต้องเป็วัวเป็ม้าอันใด”
ชุ่ยซินก้มหน้าต่ำกว่าเดิม กล่าวพึมพำว่า “บ่าวปากไม่ดี ไม่ควรพูดแล้วหนูอย่าตำหนิบ่าวเลยนะเ้าคะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินเห็นท่าทางของนางคล้ายจะร้องไห้ จึงพูดปลอบประโลมว่า“ไม่ว่าผู้อื่นจะพูดเช่นไร ขอเพียงเ้าตั้งใจทำงานในส่วนของตัวเองให้ดีก็พอแล้วพวกชุนิเป็คนที่ฮูหยินผู้เฒ่าส่งมา วันหน้าไม่ว่าจะทำดีหรือไม่ดีข้าก็ต้องทำเป็หลับตาข้างลืมตาข้างหากเ้าไม่อยากถูกพวกนางกดข่มก็ต้องตั้งใจให้มาก ทำงานให้ดี พูดจารอบคอบ คอยระมัดระวังอย่าให้ผู้อื่นจับจุดอ่อนได้เป็อันขาด”
ชุ่ยซินได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นมองเสิ่นเย่ว์เฉินอีกครั้งพบว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าจริงจัง บนใบหน้าไร้ซึ่งรอยยิ้มใดๆ
ตอนนี้แม้ฮูหยินผู้เฒ่าจะปฏิบัติต่อเสิ่นเย่ว์เฉินอย่างสนิทสนมอบอุ่นแต่อยู่ในครอบครัวนี้ นางยังไม่มีความสามารถยืนหยัดเพื่อผู้อื่น
เสิ่นเย่ว์เฉินนอนลงบนเตียงอีกครั้งชุ่ยซินเห็นนางหลับตาแล้วก็รีบเข้ามาปลดม่านเตียงอย่างนุ่มนวล“ต้องตำหนิที่บ่าวปากมาก คุณหนูพักผ่อนเถิดเ้าค่ะ บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้”
เสิ่นเย่ว์เฉินพลิกตัวหันเข้าหาเตียงด้านใน หลับตาพูดว่า“คืนนี้เ้าก็อยู่นอนเฝ้าที่นี่เถิด พรุ่งนี้เช้าตื่นแล้วก็มาหวีผมให้ข้า”
ชุ่ยซินได้ยินดังนั้นพลันชะงักฝีเท้า แล้วเดินกลับมานอนบนฟูกอีกครั้ง ขณะเดียวกันก็เหลือบมองคุณหนูที่นอนหลับอยู่ในม่านมุ้งจู่ๆ ก็เกิดสงบใจขึ้นมา
เช้าวันต่อมา เสิ่นเย่ว์เฉินตื่นเช้าตามปกติ ก็เห็นชุ่ยซินยกอ่างน้ำเข้ามาปรนนิบัติข้างเตียงด้วยท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใสไม่มีสีหน้ากังวลเช่นเมื่อคืนปรากฏให้เห็นแม้แต่น้อย
ตอนที่พวกชุนิทั้งสามคนมาถึง เสิ่นเย่ว์เฉินในชุดฉางซัน[1]ตัวใหม่กำลังนั่งหวีผมอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งและมี ชุ่ยซินช่วยเช็ดผมให้นางอย่างเนิบช้า
ชุนิเห็นดังนั้น ก็รีบร้อนไม่อยากยอมแพ้ ประชิดเข้าไปสำรวจสีหน้าเสิ่นเย่ว์เฉินทั้งยังจงใจกล่าวชื่นชมด้วยท่าทางอิจฉาว่า“คุณหนู ผมคุณหนูสวยจริงๆ เ้าค่ะ”
เดิมทีชุ่ยซินหวีผมอยู่เงียบๆ เมื่อเห็นนางมาแล้วก็ชะงักมือไปเล็กน้อยแต่ยังคงกระตุกยิ้มมุมปากตาม เผยเป็รอยยิ้มบางๆ “พี่ชุนิมาแล้วหรือ”
ชุนิรู้ว่าเมื่อวานนางไม่ได้กลับห้อง คงนอนเฝ้าอยู่ในห้องคุณหนูใหญ่ในใจพลันเกิดความรู้สึกอยากเอาชนะจึงพูดกับนางว่า “น้องชุ่ยซินเมื่อคืนลำบากเ้านอนเฝ้าคุณหนูใหญ่แล้ว คราวนี้ให้ข้าทำเองเถิด” กล่าวจบชุนิก็ไม่รอฟังคำตอบขยับมือดึงหวีไม้มาจากมือชุ่ยซิน นางกระทำการว่องไวยิ่งนักทำให้ผู้อื่นตามไม่ทัน
ชุนิเป็บ่าวรับใช้ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นมาสามปีแล้วแม้จะปรนนิบัติเื่น้ำชามาโดยตลอด แต่ก็มีฝีมือเื่จัดการทรงผมนางมั่นใจในฝีมือของตนมาก หวังว่าจะมีโอกาสแสดงฝีมือสักหน่อยเพื่อให้เสิ่นเย่ว์เฉินพึงพอใจ
จริงดังคาด นางไม่เพียงช่วยเสิ่นเย่ว์เฉินเช็ดผมจนแห้งทั้งยังหวีผมและมวยผมเป็ทรงประณีตน่ามองให้อีกด้วย
ชุ่ยซินยืนมองอยู่ข้างๆ เม้มปากพูดอะไรไม่ออกแม้แต่ประโยคเดียวก่อนหน้านี้ไม่ง่ายเลยกว่าจะสร้างความมั่นใจให้ตนเองได้ ไม่เป็ไรเพราะนางถูกโจมตีจนแหลกสลายไปครึ่งหนึ่งแล้ว
เมื่อเสิ่นเย่ว์เฉินจัดการตัวเองเรียบร้อย ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็ส่งคนมาบอกให้นางไปกินอาหารเช้าด้วยกัน
เสิ่นเย่ว์เฉินได้ยินดังนั้นก็กดดันไม่สบายใจ บอกชุนิว่า“เ้าไปกับข้าก็แล้วกัน”
ชุนิได้ยินดังนั้น พลันเผยสีหน้ายินดีออกมา นางผงกศีรษะ แล้วเงยหน้ามองไปยังดวงตาของชุ่ยซินจู่ๆ ก็รู้สึกลำพองใจทั้งยังดูแคลนอีกฝ่ายมากขึ้นหลายส่วน
[1] ชุดฉางซัน คือ ชุดคลุมยาวของจีน