ทางการเรียกเก็บภาษีสำหรับชาวนาต้องส่งธัญพืชเข้าหลวงครอบครัวละ 4 ต้านทุกหกเดือน แต่ที่นายอำเภอส่วนใหญ่เรียกเก็บจากชาวนาเป็นจำนวน 5 ต้าน ส่วนที่เหลือล้วนเข้ากระเป๋าของนายอำเภอทั้งสิ้น
ทั้งนี้พวกเขาโกงกินก็จริงแต่ก็ยังถูกกฎหมายและเป็นที่เข้าใจกันในหมู่ขุนนาง เพราะหากไม่ทำเช่นนี้พวกเขาก็จะมีค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนไม่เพียงพอ
ยังไม่นับภาษีที่เรียกเก็บจากบรรดาพ่อค้า เจ้าของที่ดินหรือธุรกิจบ่อนพนันโรงเตี๊ยมที่ถูกเพิ่มขึ้นมากน้อยต่างกันไป ซึ่งทั้งหมดที่ได้รับมาจะถูกจัดสรรให้ขุนนางผู้น้อยลงไปตามสัดส่วน
“อาอวิ้น เรื่องนี้ไม่เฉพาะเมืองในแถบชายแดนเพียงเท่านั้นหรอก แม้แต่เมืองใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์หลายเมืองก็ยังมีการยักยอกแบบเดียวกัน แต่เมืองใหญ่ขุนนางเหล่านั้นมีโอกาสสร้างผลงานความชอบเพื่อรับบำเหน็จรางวัลในรูปแบบอื่นเพิ่มเติมได้ ขุนนางเมืองชายแดนบำเหน็จรางวัลล้วนส่งให้ขุนนนางในกองทัพทั้งสิ้น พวกเขาย่อมลำบากมากกว่า”
เกาซ่งอวิ้นฟังพี่ชายสี่อธิบายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แต่เดิมบิดาของตนก็ลงอาชีพเป็นชาวนามีหน้าที่จ่ายภาษีเป็นธัญพืชเช่นกัน เพียงแค่เขาไม่รู้ว่าจำนวนที่เรียกเก็บจากทางการกับความเป็นจริงมันจะแตกต่างกันทั้งเวลานั้นตนก็ยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง ภายหลังเมื่อตนได้เป็นบัณฑิตก็ได้รับการยกเว้นภาษีและเกณฑ์ทหาร จึงไม่รู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องหนักหนาสาหัสไม่น้อยสำหรับสามัญชนธรรมดา
คิดๆ ไปแล้วความทุกข์ยากของขุนนางผู้น้อยก็เอาไปลงไว้ที่ประชาชน พ่อค้าเมื่อต้องจ่ายภาษีแพงก็ขึ้นราคาสินค้าผลร้ายก็ไปตกกับประชาชนอีก มีเพียงชนชั้นสูงที่ร่ำรวยไปแล้วเท่านั้นจึงไม่จำเป็นต้องกังวลกับเรื่องเหล่านี้ได้
“แล้วข้าควรทำเช่นไรดีพี่สี่”
“ทำสิ่งใดไม่ได้ ตอนที่ท่านลุงใหญ่เข้ารับราชการใหม่ๆ เขาก็หดหู่กับเบื้องหลังที่มืดมนนี้และคิดอยากจะลาออกเช่นเดียวกับเจ้า แต่เป็นท่านย่าที่เกลี้ยกล่อมให้เขาอดทน หากคนที่ยังมีสำนึกดีล้วนหลบหนีไปกันจนหมด ประชาชนก็จะยิ่งยากลำบากไปกว่าเก่า”
เกาเจียงกั่วเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่เกาจางเหว่ยยังเป็นขุนนางหนุ่ม ตนและพี่ชายใหญ่เติบโตรู้ความแล้ว พวกเขานั่งฟังความลำบากใจของท่านลุงใหญ่ และไม่คิดจะเป็นขุนนางกันเลยนับตั้งแต่นั้น
“แล้วดูเวลานี้สิ ลุงใหญ่ก็เป็นคนดีแต่สุดท้ายก็ยังเปลี่ยนแปลงสิ่งใดไม่ได้” เกาเจียวเจี๋ยแบมือสองช้างออก เบะปากคล้ายล้อเลียนนิดๆ
“นั่นเป็นเพราะเรื่องเหล่านี้มันกลายเป็นความเคยชินที่คนใดคนหนึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขมันได้ทั้งหมดในคราวเดียว เจ้าเองก็เช่นกันอาอวิ้น” เกาเจียงกั่วตบบ่าให้กำลังใจน้องชาย
“ข้าเข้าใจแล้วพี่สี่ ต่อให้ข้าไม่ทำเมื่อทางการส่งนายอำเภอคนใหม่เข้ามา เขาก็ต้องทำแบบนี้อยู่ดี ไม่สู้ข้าอดทนรอโอกาสให้ถึงที่สุด สบช่องเหมาะสมเมื่อใดก็ยังช่วยบรรเทาทุกข์ของชาวบ้านไปได้บ้าง”
“เข้าใจก็ดีแล้ว โอกาสทำความดีและทดแทนคุณ เจ้าไม่จำเป็นต้องรีบเร่งจนตนเองต้องเดือดร้อน หากเรายังมีชีวิตสิ่งที่เราคิดดีอยู่ในใจวันหนึ่งย่อมมีโอกาสแสดงมันออกมา”
………..
สงครามทางฝั่งตะวันตกนับวันยิ่งทวีความรุนแรงหนักข้อไปกว่าเดิมและกินเวลายืดเยื้อ แคว้นฝ่ายตรงข้ามรวบรวมชนเผ่ามาเข้าร่วมได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งคนเหล่านั้นยังครอบครองม้าป่าในทุ่งหญ้าและม้าอีกหลายสายพันธุ์ที่มีความทรหดอดทนและสูงใหญ่กว่าม้าเลี้ยงในกองทัพมากมายนัก
ทหารฝ่ายแคว้นฉู่คิดจะใช้ทหารม้าในการไล่ต้อนก็วิ่งตามไม่ทัน ใช้ม้าในการหลบหนีก็หนีไม่พ้นด้วยความแตกต่างอันเป็นเอกลักษณ์ของม้าป่าในทุ่งหญ้า ทำให้กองทัพฉู่ไม่สามารถจัดกระบวนทัพได้ตามแผนและสูญเสียทหารราบไปไม่น้อยหลังจากที่ทัพม้าทำภารกิจไม่สำเร็จ
วังหลวงแคว้นฉู่
“ชนเผ่าทางเหนือปฏิเสธคำขอของเราพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางฝ่ายการทูตกลับเข้ามารายงานต่อฉู่ฝูโซ่วด้วยท่าทางหวาดหวั่น
“คิดไว้แล้วเชียว!! พวกเขาฉวยโอกาสใช้สงครามในครั้งนี้ในการต่อรองผลประโยชน์เป็นแน่” ฉู่ฝูโซ่วตบโต๊ะเสียงดัง
ฮ่องเต้ส่งเจ้ากระทรวงการทูตให้ไปเจรจากับกลุ่มชนเผ่าทางเหนือที่แคว้นฉู่เคยได้รับชัยชนะเหนือพวกเขามาแล้ว ในข้อตกลงหลังการศึก ชนเผ่าทั้ง 37 เผ่ายินยอมมอบบรรณาการและลงนามยุติสงครามกับแคว้นฉู่เป็นเวลา 20 ปี แต่ไม่ยินยอมส่งกำลังพลมาช่วยรบหากแคว้นฉู่มีศึก และยังไม่มีข้อตกลงในการส่งมอบม้าพันธุ์ของพวกเขาให้แคว้นฉู่แต่อย่างใด
การเจรจาในครั้งนี้ฉู่ฝูโซ่วตั้งใจไปขอซื้อม้าพันธุ์จากกลุ่มชนเผ่าที่มีหลายพันตัวมาใช้ในกองทัพชายแดนตะวันตก แต่อีกฝ่ายกลับปฏิเสธมาแล้วถึงสองครั้ง
“หากพวกป่าเถื่อนนั้นยังเห็นว่าเราให้ความสำคัญกับพวกเขาไม่พอ ครั้งนี้ให้ส่งท่านราชครูซูไป ข้าเชื่อว่าวาทศิลป์ของท่านราชครูจะนำความสำเร็จมาให้เราในครั้งนี้ได้”
ฉู่ฝูโซ่วเจ็บใจที่ตนไม่คิดให้รอบคอบกว่านี้ แต่ตนก็ละเมิดสัญญาไม่ได้เช่นกัน ยามนี้แคว้นฉู่ต้องการม้าพันธุ์จากทุ่งหญ้าไม่เช่นนั้นกองทัพแคว้นฉู่ก็ไม่อาจต่อกรกับศัตรูได้ ที่ต้านทานมาได้ยาวนานถึงปีเศษนี้ก็สูญเสียกำลังพลไปไม่น้อยแล้ว
ราชครูซูท่านปู่ของซูยู่หลงเป็นขุนนางขั้นหนึ่งทัดเทียมกับเชื้อพระวงศ์ หากอีกฝ่ายยังเล่นลิ้นไม่พูดความต้องการของตนออกมา ตนก็จะใช้โอกาสนี้กล่าวโทษชนเผ่าทางเหนือที่ไม่ให้เกียรติขุนนางใหญ่แคว้นฉู่ ฝืนเปิดศึกสองด้านบังคับเอาม้าจากทางเหนือมาให้ได้
“เสด็จพ่อ ข้าเองก็เชื่อมั่นในตัวท่านราชครูซูเช่นกัน ข้าจะใช้ช่วงเวลาที่ทางเหนือส่งม้าไปยังตะวันออกเดินทางไปต้าฉู่เพื่อเข้าร่วมทุกข์สุขไปกับกองทัพของเราเสียเลย” ฉู่อี้โหมวไม่อยากปล่อยโอกาสดีๆ ให้เสียไป เวลานี้ท่านอ๋องน้อยใหญ่พี่น้องของตนพากันตบเท้าเข้าไปมีส่วนข้องเกี่ยวกับการศึกในหลายด้านสร้างผลงาน ตนผู้ดำรงตำแหน่งรัชทายาทไม่อาจนั่งเฉยอยู่ได้เช่นกัน
……….
เซี่ยหลุนซึ่งเป็นขุนนางควบคุมไม่มีหน้าที่ออกคำสั่งเคลื่อนกำลังพลแต่อย่างใด แต่สายเลือดทหารของเขาก็พลุ่งพล่าน แม้จะไม่ได้จับดาบออกไปรบด้วยตนเองก็ยังขี่ม้าตระเวนเข้าไปช่วยควบคุมสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอย่างไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของตน สองพี่น้องเซี่ยหลุนและเซี่ยฟาหยางเข้าขากันได้ดีและมีชื่อเสียงมากในฝั่งกองทัพแคว้นฉู่
ทางด้านเกาซ่งอวิ้นแม้ไม่อาจปรับลดภาษีเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้ แต่เขาก็ขอความช่วยเหลือจากสกุลเกาส่งเสบียงอาหารเข้ามาทำการค้าให้กับประชาชนในราคาถูก จัดการควบคุมพื้นที่อยู่อาศัยเพิ่มมาตรการสร้างความปลอดภัยให้ชาวบ้านเป็นหลัก ทำให้สกุลเกาได้รับความนับหน้าถือตาได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านอย่างล้นหลาม
แน่นอนที่สุดว่า ขุนนางขั้วอำนาจเก่าที่มองเห็นความรุ่งเรืองของชายหนุ่มทั้งสอง และยังเจ็บแค้นจากคดีเก่าของพวกเขาย่อมไม่พึงพอใจ
“เห็นทีพวกเราจะปล่อยให้สองคนนี้รอดไปไม่ได้แล้วกระมัง พวกเขาทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับเสือติดปีก อีกไม่นานจะกลายเป็นขวากหนามชิ้นใหญ่ที่ยากจะกำจัดให้พ้นทาง” อ๋องห้าฉู่สิงเทียนใช้นิ้วมือเคาะโต๊ะเป็นจังหวะแววตาเหี้ยมเกรียม
เดิมทีเขาได้รับการสนับสนุนจากเสนาบดีจงตัวบงการใหญ่ในการลอบสังหารจิ้นซื่อจี๋ตี้ทั้งสาม แต่ลึกๆ แล้วเป้าหมายย่อมเป็นรัชทายาทฉู่อี้โหมว
ฉู่สิงเทียนฉลาดหลักแหลมที่สุดในบรรดาโอรสของฮ่องเต้ แต่ติดที่ว่าเขามีนิสัยโหดร้ายเหี้ยมเกรียมเกินไป โอรสสวรรค์อย่างฉู่ฝูโซ่วผู้เอาใจใส่ประชาชนเป็นที่ตั้งจึงไม่อาจปล่อยให้โอรสลำดับที่ห้าผู้นี้กุมอำนาจมากเกินไป พระองค์พระราชที่ดินศักดินาให้เป็นอ๋องครองเมืองอยู่ใกล้กับเมืองหลวงเพื่อคอยควบคุมเขาเอาไว้ห่างๆ
ในยามคับขันฉู่สิงเทียนจึงอาสาเข้าร่วมรบ ฮ่องเต้ทรงอนุญาตด้วยเห็นแก่ความแข็งแกร่งในเชิงศึกของโอรส ทั้งพระองค์ยังตัดเส้นสายท่อน้ำเลี้ยงของฉู่สิงเทียนไปแล้วอย่างรู้ทัน ไม่คิดว่าเขายังคงไม่ถอดใจและแอบรวบรวมขุมกำลังของตนเตรียมการไว้ตลอดเวลาเช่นกัน