ชไมพรตัดสินใจกลับบ้านโดยไม่บอกใครแม้แต่เพื่อน หรือคนทางบ้าน
เธอคิดว่า…ควรจบเื่นี้ด้วยตัวเอง
ที่ศาลาริมทุ่ง — จุดที่เงียบที่สุดของหมู่บ้านในยามเย็น
ชไมพรยืนรออยู่ก่อนแล้ว มือของเธอกำโทรศัพท์แน่น
เสียงลมพัดเบา ๆ ทำให้ผมยาวของเธอพลิ้วไปมา
เธอกำลังสั่น…ไม่ใช่เพราะลมเย็น แต่เพราะใจเธอไม่มั่นคง
ไม่นาน นนท์ก็เดินมา
เสื้อเชิ้ตตัวเดิมที่เขาเคยใส่ขึ้นเวทีร้องเพลงซีดลงจากการใช้งาน
เขายิ้มให้เธอเล็กน้อย แววตาสะท้อนความหวัง
“ดีใจนะที่เธอยังอยากเจอ”
ชไมพรไม่ยิ้มตอบ เธอสูดลมหายใจลึก
ก่อนจะเอ่ยประโยคแรกออกมา เสียงเธอเบา แต่หนักแน่น
“ฉันนัดนายมา…เพราะอยากให้เราคุยกันตรง ๆ”
เธอหยุดครู่หนึ่ง เหมือนพยายามกลืนบางอย่างลงคอ
“นนท์…นายเป็คนดี เป็เพื่อนที่ทำให้ฉันยิ้มได้ใน่ที่เหนื่อย”
“แต่…ความรู้สึกที่นายมี มันไม่เหมือนกับของฉันเลย”
สายตานนท์สั่นไหว แต่ยังไม่พูดอะไร
เขายืนนิ่ง…ฟังเธอจนจบ
“ฉันไม่ได้ชอบนายในแบบนั้นเลย…แล้วก็ไม่เคยคิดว่าเราจะเดินไปทางเดียวกันได้จริง ๆ”
“ฉันเรียนสายการแพทย์…ฉันมีเส้นทางที่ฉันต้องไปให้ถึง…มีครอบครัวที่หวังกับฉันไว้มาก”
เสียงเธอเริ่มสั่น
“แต่นาย…ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพรุ่งนี้จะไปทำงานที่ไหน จะกินข้าวกับอะไร”
นนท์เงยหน้าขึ้นนิดหนึ่ง เขาฝืนยิ้ม
แต่ดวงตากลับแดงก่ำ
“งั้นเหรอ…” เขาพูดแ่เบา
“แค่เพราะเรา…มีชีวิตคนละแบบ…ความรักมันก็ไม่มีทางเป็ไปได้เลยใช่ไหม”
ชไมพรเม้มปากแน่นก่อนตอบ
“บางที…ความรักมันอาจสวยงามในบทเพลงของนาย”
“แต่มันไม่เพียงพอ…สำหรับความเป็จริงของชีวิตฉัน”
นนท์กลับไปยังสระน้ำประจำที่เขาเคยนั่งตกปลาตอนเด็ก ๆ
เขาหยิบกีตาร์เก่าออกมา และเริ่มร้องเพลงช้า ๆ ที่เขาแต่งไว้…ให้เธอ
ไม่มีเวที ไม่มีผู้ชม
มีแค่พระอาทิตย์ตกดิน และเสียงของใครบางคนที่พยายามใช้หัวใจรักใครสักคน…แม้รู้ว่าไม่มีวันสมหวัง
วันแล้ววันเล่า ที่เขาพยายามลืมเธอ แต่เขาไม่สามารถตัดใจจาก ชไมพรได้ เลยสักครั้ง
จนวันหนึ่งเขาก็ได้ตัดสินใจ …จบชีวิต …ของตนเอง ณ ที่แห่งนั้น
แสงแดดยามเช้าทอดผ่านหน้าต่าง
ชไมพรนั่งอยู่หน้าโน้ตบุ๊ก จดบันทึกการทดลองจากห้องแล็บ
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น พร้อมกับชื่อของเพื่อนในหมู่บ้าน
“ฮัลโหล ชไมพรใช่ไหม…”
” …นนท์เสียแล้วนะ…”
ทุกเสียงรอบตัวเงียบลงทันที
เธอนิ่งไปเหมือนโลกหยุดหมุน
นิ้วมือเธอชะงักตรงแป้นพิมพ์ น้ำเสียงปลายสายยังคงพูดต่อ
แต่เธอไม่ได้ยินอีกเลย
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา
ชไมพรเดินตรงไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาของเธอ
สีหน้าเธอซีดเซียว ดวงตาแดงก่ำ แต่พยายามควบคุมอารมณ์
“ขอโทษนะคะอาจารย์ ปาร์ค…หนูต้องกลับบ้านด่วน”
“เพื่อนสนิทของหนู…เขาเพิ่งเสียค่ะ”
อาจารย์มองเธออย่างเข้าใจ และพยักหน้า
“กลับไปเถอะ ชไมพร…มีเื่ไหนให้พี่ช่วยก็บอกได้เลยนะ”
ระหว่างทางกลับบ้าน
ชไมพรนั่งเงียบอยู่ริมหน้าต่าง เบื้องนอกคือวิวทุ่งนาไกลสุดสายตา
แต่ในใจเธอกำลังปั่นป่วน
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแชตเดิม
ข้อความสุดท้ายที่นนท์ส่งมา…ยังอยู่ที่เดิม
“ชอบนะ ไอ้เด็กบ้า”
น้ำตาไหลเงียบ ๆ บนใบหน้าที่เคยเ็า
เธอพูดกับตัวเองเบา ๆ
“ถ้ารู้ว่าจะไม่มีโอกาสพูดอีก…ฉันคงไม่ทำแบบนั้น”
“ขอโทษนะ…นนท์”
งานศพเรียบง่าย หน้าบ้านไม้เก่าที่ยังมีร่องรอยของความยากจน
ผู้คนไม่มากนัก แต่บรรยากาศเงียบสงบเต็มไปด้วยความอาลัย
ชไมพรเดินเข้ามาอย่างเงียบงัน
แม่ของนนท์เห็นเธอ ก็กอดเธอแน่นแล้วร้องไห้ออกมา
“นนท์รู้มันคงดีใจนะ…ที่หนูมาจนได้ เขาพูดถึงหนูทุกวันเลยลูก…”
ชไมพรยืนมองรูปถ่ายของนนท์ที่วางหน้าหีบศพ
เขายิ้มเหมือนเดิม เหมือนวันแรกที่ทักเธอในแชต
รอยยิ้มที่ตอนนี้ไม่มีวันได้เห็นอีก
เธอพึมพำกับรูปนั้นเบา ๆ
“ถ้านายยังอยู่…ฉันอยากบอกว่า—”
“ขอบคุณ ที่เคยรักฉันมากขนาดนั้น”
บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยกลิ่นธูปและเสียงพระสวดที่ยังไม่จาง
แขกเริ่มทยอยกลับ เหลือเพียงญาติสนิทและเพื่อนบ้านไม่กี่คนที่ยังนั่งพูดคุยกันเบา ๆ
ชไมพรนั่งเงียบอยู่ที่มุมหนึ่งของศาลาวัด
น้ำตาเธอเหือดแห้งไปแล้ว…แต่หัวใจยังแน่นเหมือนมีอะไรทับอยู่
“ชไมพร…”
เสียงหนึ่งดังขึ้นข้าง ๆ
เป็เสียงของ “แก้ม” เพื่อนสนิทคนหนึ่งของเธอในหมู่บ้าน
แก้มนั่งลงข้าง ๆ มองหน้าเธอด้วยแววตาเศร้า
ก่อนจะพูดด้วยเสียงเบา…แต่ชัดเจน
“ฉันรู้ว่าเธออาจไม่พร้อมฟัง แต่…อยากให้เธอรู้”
“นนท์ไม่ได้จากไปเพราะอุบัติเหตุ”
ชไมพรเบิกตากว้าง หัวใจเธอเหมือนหยุดเต้นไปชั่วครู่
“หมายความว่าไง…?”
แก้มหลบตาเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ
“วันนั้น…เขาไปที่สระน้ำเก่า ที่พวกเธอเคยไปนั่งเล่นกันตอนเด็ก ๆ”
“เขาเอากีตาร์ไปด้วย…แล้วก็เขียนโน้ตไว้ในสมุด”
ชไมพรเริ่มสั่น เธอพูดไม่ออก
“ในนั้นเขาเขียนว่า…เขาไม่ได้โกรธใครเลย”
“เขารู้ว่าเธอมีชีวิตที่ต้องไปต่อ…และเขาไม่อยากเป็เงาในทางเดินของเธออีก”
“แต่เขาแค่…รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ไม่มีที่ยืนในโลกนี้แล้ว”
แก้มกลั้นน้ำตาไม่ไหว
ชไมพรเองก็นั่งนิ่ง ราวกับโลกทั้งใบกำลังถล่มลงบนไหล่เธอ
เธอก้มหน้าลง น้ำตาหยดลงบนฝ่ามือ
เสียงเธอสั่นเครือ…
“ทำไมเขาไม่บอกใครเลย…ทำไมไม่พูดกับฉันก่อน”
แก้มส่ายหน้า
“เขาพูดกับเราเสมอว่า…เขารู้ว่าเธอไม่เคยเกลียดเขา”
“แต่เขาแค่เจ็บ…ที่ตัวเองไม่มีอะไรให้เธอเลย นอกจากเสียงเพลง กับความฝันที่ไม่มีใครฟัง”
เธอหยิบสมุดโน้ตที่ได้มาจากแก้ม
เปิดอ่านข้อความสุดท้ายที่เขาเขียน
“ถ้าเธอมาอ่านบันทึกนี้…
แปลว่าเธอยังแคร์ฉันอยู่บ้าง
ขอบคุณที่เคยยิ้มให้ ขอบคุณที่เคยฟังเพลงฉัน
และถ้าชาติหน้ามีจริง…
ขอให้เราเกิดเป็เพื่อนกันอีกครั้ง
ไม่ใช่คนแปลกหน้า ที่เดินสวนกันเหมือนวันนี้…”
ชไมพรปิดสมุดลง
น้ำตาหยดเงียบ ๆ บนผิวน้ำที่นิ่งสงบ
เธอพูดเบา ๆ
“ขอโทษนะนนท์…ขอโทษจริง ๆ …”
เวลาเลยเที่ยงคืนไปนานแล้ว
แเื่กลับหมด เหลือเพียงชไมพรที่นั่งเฝ้าเงียบ ๆ คนเดียว
บรรยากาศสงัด มีเพียงเสียงแมลงร้องอยู่ห่าง ๆ กับแสงเทียนที่ส่องไหวริบหรี่
เธอนั่งกอดเข่าตัวเอง หนุนแขนไว้บนตัก
สายตาเธอจ้องไปยังรูปของนนท์ที่วางอยู่บนหีบศพ
ภาพถ่ายที่เขายิ้ม…ยังเหมือนมีชีวิตอยู่ตรงหน้า
“อยากให้ฉันพูดอะไรล่ะ…ให้ร้องไห้เยอะกว่านี้เหรอ”
เธอพึมพำกับรูป
“หรือให้นั่งขอโทษทั้งคืน…มันจะเปลี่ยนอะไรได้ไหม…”
ดวงตาเธอแดงก่ำ น้ำตาไหลอีกครั้ง ก่อนจะหลับไปทั้งอย่างนั้น
เธอฟุบหน้าลงกับแขน ร่างกายอ่อนล้าเกินจะต่อต้าน
เสียงแมลงต่างๆ เบาลงเรื่อย ๆ …จนกลายเป็เพียงเสียงลม
…
ผ่านไปสักพัก
ชไมพรสะดุ้งเล็กน้อย รู้สึกถึงมืออุ่น ๆ ที่กำลังลูบผมเธอเบา ๆ
ัันั้นนุ่มนวล อ่อนโยน…ราวกับมือของใครบางคนที่เธอรู้จักดี
แต่เมื่อเงยหน้าขึ้น…ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลย
รอบข้างยังคงเป็ศาลาเดิม หีบศพเดิม เทียนเล่มเดิม
เธอกวาดตามองรอบตัว
รู้สึกเหมือนเสียงกระซิบแ่เบา…ใกล้หู
“…มันจบแล้วนะ…”
ร่างกายเธอผ่อนคลายจากห้วงหลับไหล แต่จิตใจกลับยังไม่ตื่นเต็มที่ เสียงกระซิบเมื่อครู่ยังคงดังก้องในหัว
“…มันจบแล้วนะ…”
เธอพึมพำซ้ำเบา ๆ
“มันจบแล้ว…อะไรจบ? ใครจบ?”
“หมายถึงเราสองคน? หรือหมายถึงชีวิตของนาย…”
จู่ ๆ
เพี๊ยะ!!
เสียงฝ่ามือฟาดลงบนหัวเธออย่างแรง!
“โอ๊ย!”
ความเจ็บแปลบแล่นขึ้นมาจากท้ายทอยจนเธอสะดุ้งสุดตัว
ชไมพรเด้งลุกขึ้นนั่งอย่างใ ใจเต้นแรง
เหงื่อซึมทั่วหน้าผาก หัวใจเต้นรัวไม่เป็จังหวะ
เธอยกมือขึ้นลูบหัวตัวเอง
ตรงจุดที่รู้สึกเจ็บ…ยังอุ่น ๆ เหมือนมีใครเพิ่งตีเมื่อครู่นี้จริง ๆ
“ฝันเหรอ…?”
เธอถามตัวเอง แต่หัวใจเธอไม่ได้แน่ใจเลย
ฝันอะไรจะเจ็บได้ขนาดนี้?
เพี๊ยะ!! อีกครั้ง
เสียงตบแรง ๆ ทำให้ชไมพรสะดุ้งสุดตัว หัวใจยังเต้นระรัว
แต่ก่อนที่เธอจะตั้งสติได้ดี…
“มึงจะหลับเฝ้าเครื่องอีกนานมั้ย!!”
เสียงตะคอกของใครบางคน ดังลั่นข้างหลัง
เสียงที่ไม่ใช่เสียงกระซิบอบอุ่น หรือเสียงนนท์จากความฝัน
แต่เป็เสียงจริงจังแบบกึ่งหยอกกึ่งเอาจริง — ของ “อิ้ง” เพื่อนสนิทของเธอ
“เครื่องทำงานเสร็จแล้วโว้ย! เอาผลมาวิเคราะห์ได้แล้ว!”
ชไมพรหันขวับอย่างงุนงง
ก่อนที่สายตาจะค่อย ๆ ปรับให้เข้ากับแสงนีออนสีขาวของห้องปฏิบัติการ
เครื่องมือวิเคราะห์ตัวอย่างทางการแพทย์ยังคงทำงานอยู่ข้างเธอ
เสียง “ตึ๊ง!” ที่ดังขึ้นเมื่อครู่นั้น คือเสียงเครื่องเสร็จงาน
โต๊ะทดลองรายล้อม เธอยังใส่เสื้อกาวน์
บนโต๊ะยังมีแฟ้มวิจัยเปิดค้างไว้
จอคอมพิวเตอร์ยังขึ้นกราฟผลตัวอย่างที่กำลังรอเธอบันทึกผล
…
“กูจะฟ้องอาจารย์ปาร์ค! มึงนี่นะ แอบหลับหน้าเครื่องอีกแล้ว!”
แอปเปิ้ล เพื่อนร่วมวิจัยอีกคน พูดพลางหัวเราะ
โยนถุงมะม่วงใส่เธอเบา ๆ เหมือนจะปลุกให้ตื่นจริง ๆ เสียที
“กินซะจะได้หายง่วง”
ชไมพรยังคงมึนงง
หัวใจเธอยังเต้นแรง เหงื่อผุดที่หน้าผาก
มือเธอยกขึ้นลูบหัวตัวเอง…ตรงจุดที่เมื่อครู่โดนตี
ยังเจ็บอยู่นิด ๆ ด้วยซ้ำ…
เธอก้มมองโต๊ะ
สมุดบันทึกของเธอวางอยู่หน้าโน้ตบุ๊ก
บนหน้านั้นมีลายมือของเธอ เขียนไว้ไม่รู้ตัวั้แ่เมื่อไร:
“ถ้าเธอมาอ่านบันทึกนี้… แปลว่าเธอยังแคร์ฉันอยู่บ้าง”
“มันจบแล้วนะ…”
ชไมพรนิ่งไป หายใจช้า ๆ
ก่อนจะหลุดยิ้มบาง ๆ ทั้งที่ดวงตาเธอยังแดง ๆ อยู่
เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
“ฝัน…ใช่มั้ย หรือ…จริง ๆ”
อิ้งมองเธอแปลก ๆ
“อะไรของมึง? อินกับผลวิจัยขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ชไมพรหัวเราะกลบเกลื่อน
ก่อนจะยกมือปาดน้ำตาเบา ๆ ที่ยังหลงเหลือจากฝัน
หลังจากกลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน ชไมพรยังรู้สึกแปลก ๆ ในอก
มันเหมือนกับฝันนั้นมีความจริงอยู่เต็มไปหมด
ทั้งเสียงหัวเราะ ภาพงานศพ ััที่ศีรษะ…แม้แต่เสียงกระซิบสุดท้าย
“มันจบแล้วนะ…”
เธอหยิบมือถือขึ้นมา
ปลดล็อกด้วยนิ้วมือที่ยังสั่นน้อย ๆ
กดเข้าไปในแอปแชทที่คุ้นเคย…ก่อนจะพิมพ์คำว่า “นนท์” ลงในช่องค้นหา
หัวใจเธอเต้นแรง
“ต้องมีสิ…อย่างน้อย…ต้องมีแชทที่เคยคุยกัน”
แต่มันไม่มีเลย
ไม่มีชื่อ ไม่มีแชท ไม่มีแม้แต่ประวัติการเพิ่มเพื่อน
เธอกดเข้าเฟซบุ๊ก — ไม่พบโปรไฟล์ชื่อ “นนท์”
ไม่มีการแอดเพื่อน ไม่มีข้อความ ไม่มีแม้แต่ภาพเก่า ๆ ที่เคยเห็นในฝัน
ความเงียบเข้าเกาะกุมใจเธออีกครั้ง
ชไมพรค่อย ๆ ปล่อยโทรศัพท์วางลงบนโต๊ะเบา ๆ
แววตาเธอว่างเปล่า หัวใจเธอปั่นป่วน…เหมือนคนเพิ่งตื่นจากโลกที่สวยงามแต่ไม่มีอยู่จริง
…
“ทั้งหมด…เป็แค่ฝัน?”
เธอพึมพำเบา ๆ น้ำเสียงนั้นแหบพร่า
ก่อนจะกัดริมฝีปากตัวเองแน่น เหมือนจะไม่ยอมรับ
แต่เธอก็รู้ดี — ว่าความจริงก็คือความจริง
และความจริงก็คือ…
ชไมพรยังคงนั่งนิ่ง มือถือวางอยู่ข้างตัว
สีหน้าของเธอดูอึ้ง งุนงง และเศร้าอยู่ในที
ในที่สุด เธอตัดสินใจเล่าเื่ในฝันทั้งหมดให้ “อิ้ง” เพื่อนสนิทฟัง
ั้แ่ร้านชาบู การพบนนท์ แชทที่คุยกัน งานศพ ไปจนถึงเสียงกระซิบ “มันจบแล้วนะ”
อิ้งนิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะอ้าปากอย่างใสุดขีด…แล้วพูดเสียงดังลั่นห้องแลปว่า:
“มึง!! มึงฝันถึงผู้ชาย จนทำแลปพังหมดเลย!!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นจากอีกมุมหนึ่ง — “ไอ้สกาย” เพื่อนร่วมแลปอีกคนแซวต่อทันที
“โอ้โห…เพื่อนกู โรแมนติกขั้นสุด ผลแลปกูไม่ออก แต่ฝันของมึงแม่งมีพล็อตเต็มเื่!”
“มึงเลิกฝันก่อนค่ะ โน่น แม่มึงมาโน่นแล้ว“แอปเปิ้ลแซว
ไม่ทันไร อาจารย์ปาร์คที่เพิ่งเดินเข้ามาพร้อมเอกสาร
ได้ยินเสียงหัวเราะปนเสียงโวยวาย ก็หันมองอย่างสงสัย
“เกิดอะไรขึ้น?”
อิ้งรีบตอบเสียงดัง
“อาจารย์คะ ชไมพรฝันถึงผู้ชายค่ะ! แล้วฝันจนผลแลปที่ตั้งไว้เมื่อคืนเก็บไม่ได้เลย!”
อาจารย์ปาร์คยืนงงอยู่แค่ 2 วินาที ก่อนจะถอนหายใจยาว
“งั้นก็ฝันให้เสร็จในคาบนี้เลยละกันนะชไมพร…หรือจะฝันต่อปีหน้าดีล่ะจ๊ะ ลงเรียนใหม่ดีมั้ย?”
เสียงหัวเราะะเิขึ้นทั่วห้อง
แม้ชไมพรจะพยายามกลบเกลื่อนด้วยการโบกมือปฏิเสธ
แต่เธอก็หัวเราะตาม ทั้งเขิน ทั้งขำ ทั้งยอมรับว่าตัวเอง “หลุดโลก” ไปจริง ๆ
“ก็คนมันสวยอะเนาะ ผู้ชายมาจีบแม้กระทั่งในฝัน”
เธอะเิเสียงหัวเราะออกมาคนเดียวอีกครั้ง เพื่อนๆ ต่างะโมาอย่างพร้อมเพรียงกันว่า
“อีบ้า”