ฉินเฟิงเดินเข้าสู่เส้นทางเบื้องหน้าพร้อมพยัคฆ์รัตติกาลสามเขา
ทางเดินช่วงนี้แตกต่างจากพื้นที่ก่อนหน้าอย่างชัดเจน
พื้นหินมิได้เป็นสีดำสนิทอีกต่อไป หากมีเส้นสีม่วงคล้ายสายฟ้าฝังอยู่ตามพื้นและผนัง ทุกครั้งที่ฉินเฟิงก้าวผ่าน เส้นเหล่านั้นจะสว่างขึ้นชั่วครู่แล้วค่อยดับลง
อากาศภายในเต็มไปด้วยพลังอัสนี
มิได้รุนแรงจนทำร้ายร่างกาย แต่เข้มข้นกว่าบริเวณด่านก่อนหลายเท่า
สำหรับผู้ที่ไม่มีธาตุอัสนี สถานที่เช่นนี้คงทำให้เส้นชีพจรรู้สึกชาและพลังปราณเคลื่อนไหวไม่สะดวก
แต่สำหรับฉินเฟิงในเวลานี้ กลับตรงกันข้าม
วิชาหลอมอัสนีขั้นแรกที่เพิ่งสำเร็จเบื้องต้นเริ่มหมุนเวียนเองอย่างช้า ๆ
พลังอัสนีจากภายนอกถูกดูดเข้าสู่ร่างทีละน้อย
ผ่านเส้นชีพจรทั้งเจ็ดสาย
ขัดเกลากายา
แล้วค่อยไหลกลับเข้าสู่ตันเถียน
แม้ปริมาณที่ดูดซับได้ในแต่ละลมหายใจจะน้อยมาก แต่หากฝึกอยู่ในพื้นที่เช่นนี้นานพอ ประโยชน์ย่อมไม่น้อย
ฉินเฟิงมิได้หยุดนั่งฝึก
สิ่งที่อยู่ข้างหน้าสำคัญกว่า
กลิ่นหญ้ามังกรอัสนียังคงลอยมาตามกระแสลม
ยิ่งเดินลึก กลิ่นยิ่งชัด
พยัคฆ์รัตติกาลสามเขาเดินอยู่ด้านข้าง
แม้บาดแผลจะยังไม่หายสนิท แต่หลังพลังมารในร่างถูกชำระออกส่วนใหญ่ การเคลื่อนไหวของมันกลับมั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ
ฉินเฟิงสังเกตเห็นว่าเขาทั้งสามบนศีรษะของมันเริ่มมีประกายสีเงินจาง ๆ
เดิมทีเขาทั้งสามเป็นสีดำสนิท
หลังถูกอัสนีสายเลือดสัตว์เทวะชำระ พลังที่แท้จริงของมันจึงเริ่มปรากฏ
ฉินเฟิงกล่าว
“ดูเหมือนเจ้าจะไม่ได้เป็นสัตว์สายมืดโดยกำเนิด”
พยัคฆ์หันมามอง
จากนั้นส่งเสียงต่ำในลำคอ
ฉินเฟิงไม่สามารถเข้าใจภาษาของมันโดยตรงเช่นไข่สัตว์เทวะ แต่จากพันธะผู้พิทักษ์ เขาสัมผัสอารมณ์ได้เล็กน้อย
ความสับสน
ความทรงจำของสัตว์ตัวนี้ยังไม่สมบูรณ์
พลังมารโลหิตที่ครอบงำมันมานานอาจทำให้ความทรงจำบางส่วนเสียหาย
“เมื่อออกจากที่นี่ ข้าจะช่วยตรวจร่างเจ้าให้ละเอียด”
พยัคฆ์ส่งเสียงตอบรับอีกครั้ง
หนึ่งคนหนึ่งอสูรเดินต่ออีกประมาณครึ่งก้านธูป
ทางเดินด้านหน้าเริ่มกว้างขึ้น
ทันใดนั้นพยัคฆ์หยุด
ขนบริเวณคอตั้งขึ้น
ดวงตาสีเงินจ้องไปยังเงามืดด้านหน้า
ฉินเฟิงเองหยุดทันที
พลังวิญญาณแผ่ออกไป
หกจั้ง
เจ็ดจั้ง
หลังผ่านด่านวิญญาณ ขอบเขตการรับรู้ของเขาเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ไม่นานก็สัมผัสได้ถึงสิ่งมีชีวิตสามตัวซ่อนอยู่หลังโขดหิน
แต่พวกมันไม่ได้มีพลังสูงมาก
ประมาณสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นสูง
ฉินเฟิงไม่ได้ประมาท
เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นเส้นทางราชันอสูร
สัตว์ที่อยู่ข้างในอาจมีความสามารถพิเศษ
เขาชักกระบี่ออกช้า ๆ
ทันใดนั้นเงาสามร่างพุ่งออกมา
ฟึ่บ!
รูปร่างคล้ายสุนัขป่า แต่ตัวเล็กกว่า ขนสีดำเงิน และมีแผ่นกระดูกคลุมหน้าผาก
ดวงตาสีม่วง
สิ่งที่แปลกคือพวกมันไม่ได้พุ่งหาเขา
กลับพุ่งตรงไปยังพยัคฆ์สามเขา
พยัคฆ์คำราม
กรงเล็บตบตัวแรกกระเด็นชนผนัง
ตัวที่สองกัดเข้าขาหน้า
แต่เขี้ยวไม่สามารถทะลุผิวหนาได้
ตัวที่สามกระโจนขึ้นหมายกัดลำคอ
ฉินเฟิงขยับทันที
กระบี่สั้นแทงจากด้านข้าง
ฉึก!
ปลายกระบี่แทงใต้ซี่โครง
สัตว์ตัวนั้นร้องแล้วตกลงพื้น
พยัคฆ์เหยียบตัวที่กัดขาไว้
กร๊อบ!
เสียงกระดูกแตกดังขึ้น
อีกตัวลุกจากกำแพงแล้วพยายามหนี
ฉินเฟิงกลับไม่ตาม
เขามองพฤติกรรมของมัน
สัตว์ทั้งสามไม่ได้คลุ้มคลั่งเหมือนพยัคฆ์ก่อนถูกชำระ
ไม่มีพลังสีดำ
แต่เหตุใดจึงพุ่งหาอสูรผู้พิทักษ์ก่อน
ทันใดนั้นไข่สัตว์เทวะในห้วงจิตส่งความรู้สึกหนึ่งออกมา
“กลัว”
ฉินเฟิงเลิกคิ้ว
“พวกมันกลัวเจ้าหรือกลัวพยัคฆ์?”
“มัน”
ฉินเฟิงหันมองพยัคฆ์สามเขา
สัตว์ระดับหนึ่งเหล่านั้นกลัวมัน จึงเลือกโจมตีก่อน?
ฟังดูแปลก
แต่ในโลกของสัตว์อสูร การเผชิญหน้ากับผู้ล่าที่เหนือกว่า บางชนิดอาจเลือกหลบหนี ขณะที่บางชนิดรวมฝูงโจมตีก่อนถูกล่า
ฉินเฟิงเดินไปตรวจศพ
ตรงหน้าผากมีผลึกขนาดเล็กฝังอยู่ใต้แผ่นกระดูก
เขาใช้กระบี่แงะออก
ผลึกสีม่วงอ่อน
พลังอัสนีอยู่ภายใน
“แก่นอัสนีขนาดเล็ก”
แม้มิใช่แก่นอสูรแท้ แต่สามารถใช้ปรุงยาหรือเลี้ยงไข่สัตว์เทวะได้
ไข่ในห้วงจิตสั่นทันที
“กิน”
ฉินเฟิงหัวเราะเบา ๆ
“เจ้ารู้จักแต่คำนี้จริง ๆ”
เขาไม่ส่งผลึกเข้าไปทั้งหมด
แบ่งเพียงหนึ่งชิ้นให้ไข่
ทันทีที่ผลึกเข้าสู่พื้นที่จิต สายฟ้าบนเปลือกก็สว่างขึ้น
เสียงดูดซับเบา ๆ ดังขึ้น
พลังในผลึกหายไปอย่างรวดเร็ว
รอยแตกบนเปลือกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ฉินเฟิงมองแล้วพอใจ
อย่างน้อยเขาเริ่มรู้แล้วว่าจะเลี้ยงมันด้วยอะไร
ผลึกอัสนี
โลหิตอสูร
พลังวิญญาณ
หากหาได้มากพอ อาจฟักภายในสนามนี้จริง
เขาเก็บผลึกอีกสองชิ้นไว้ก่อน
จากนั้นเดินต่อ
หลังผ่านทางแคบอีกช่วงหนึ่ง แสงสีม่วงด้านหน้าก็สว่างขึ้นอย่างชัดเจน
กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นจนแม้พยัคฆ์สามเขายังสูดจมูกหลายครั้ง
ฉินเฟิงก้าวพ้นโขดหินสุดท้าย
ภาพเบื้องหน้าทำให้เขาหยุดทันที
เป็นหุบเล็กภายในภูเขา
เพดานด้านบนเปิดเป็นวงกลม
สายฟ้าจากเมฆเหนือสนามผ่าลงมาเป็นระยะ
แต่ทุกสายกลับถูกเสาหินตรงกลางรับไว้
รอบเสาหินมีพืชสีม่วงเงินขึ้นอยู่จำนวนมาก
ใบเรียวยาว
ปลายใบมีประกายสายฟ้า
ตรงกลางต้นมีส่วนโค้งคล้ายเขามังกร
ฉินเฟิงนับคร่าว ๆ
สิบเจ็ดต้น
หญ้ามังกรอัสนีสิบเจ็ดต้น
หากนำออกไปขายในเมืองชิงหลาน เพียงต้นเดียวอาจมีราคาสูงกว่าสมุนไพรทั้งหมดที่เขาซื้อมาก่อนรวมกันเสียอีก
แต่ฉินเฟิงไม่ได้รีบเข้าไปเก็บ
สมบัติที่มีค่าระดับนี้ไม่มีทางไม่มีสิ่งเฝ้า
เขามองพื้น
มีรอยกระดูกสัตว์จำนวนมาก
บางส่วนถูกเผาจนดำ
บางส่วนแตกเป็นผง
สิ่งที่ฆ่าพวกมันอาจไม่ใช่สัตว์อสูร
อาจเป็นสายฟ้าจากพื้นที่เอง
ฉินเฟิงใช้พลังวิญญาณตรวจ
ไม่พบสิ่งมีชีวิต
แต่บริเวณรอบสมุนไพรมีพลังอัสนีหนาแน่นผิดปกติ
เขาหยิบก้อนหินขึ้นมาแล้วโยนเข้าไป
ฟึ่บ!
หินยังไม่ตกถึงพื้น
เปรี๊ยะ!
สายฟ้าสามเส้นพุ่งจากเสาหิน
ก้อนหินแตกเป็นผงกลางอากาศ
หลุมตรงจุดตกไหม้ดำ
ฉินเฟิงหรี่ตา
“ค่ายกลอัสนีธรรมชาติ”
ไม่ได้เป็นค่ายกลซับซ้อนที่ใช้แก้ปัญหา แต่เป็นกลไกป้องกันของพื้นที่
ผู้ที่เข้าไปเก็บสมุนไพรต้องรับสายฟ้าด้วยตนเอง
เขาไม่รีบเดินเข้า
มองเสาหินกับจังหวะสายฟ้าอยู่นาน
สายฟ้าไม่ได้โจมตีต่อเนื่อง
มีช่วงห่างประมาณสามลมหายใจหลังทุกครั้ง
หากใช้ความเร็วสูงพอ เขาอาจเข้าเก็บได้ทีละต้น
แต่หญ้ามังกรอัสนีไม่สามารถถอนอย่างหยาบ
หากรากขาด สรรพคุณลดลงเกือบครึ่ง
ต้องใช้เวลาประมาณสองถึงสามลมหายใจต่อหนึ่งต้น
หมายความว่าต้องยืนรับสายฟ้าอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุกต้น
ฉินเฟิงมองพยัคฆ์
“เจ้าอยู่ด้านนอก”
พยัคฆ์ส่งเสียงไม่พอใจเล็กน้อย
ดูเหมือนต้องการตาม
“สายฟ้าด้านในแรงมาก และเจ้ายังบาดเจ็บ”
ฉินเฟิงกล่าว
“ถ้าเกิดมีสัตว์อื่นตามมา เจ้ามีหน้าที่เฝ้าทางเข้า”
พยัคฆ์จึงหมอบลงใกล้ทางเข้า
ฉินเฟิงหยิบแผ่นศิลาวิชาหลอมอัสนีออกมา
ก่อนหน้านี้อ่านเพียงส่วนหลัก
คราวนี้เขาตรวจวิธีเข้าสู่ขั้นสองอย่างละเอียด
ขั้นสอง หลอมอัสนีเข้าสู่โลหิต
เงื่อนไข
ต้องให้ขั้นแรกมั่นคง
มีพลังอัสนีบริสุทธิ์
และใช้วัตถุดิบธาตุอัสนีช่วยหล่อเลี้ยงโลหิต
หญ้ามังกรอัสนีเป็นหนึ่งในวัตถุดิบเหมาะสมที่สุด
ฉินเฟิงครุ่นคิด
หากเขาเข้าไปเก็บสมุนไพรธรรมดาอย่างเดียว นอกจากต้องรับสายฟ้ายังเสียพลังโดยไม่ได้ประโยชน์เต็มที่
แต่ถ้าใช้โอกาสนี้เริ่มฝึกขั้นสอง การถูกสายฟ้าผ่ากลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของการฝึก
เขาตัดสินใจทันที
ก่อนเข้า ฉินเฟิงนั่งขัดสมาธิ
หมุนวิชาหลอมอัสนีขั้นแรกเก้ารอบ
กระแสอัสนีทั้งหมดรวมอยู่ในเส้นชีพจร
จากนั้นกินน้ำยาฟื้นปราณครึ่งขวด
แม้คุณภาพไม่สูง แต่ช่วยให้พลังอยู่เต็ม
เมื่อเตรียมพร้อม เขาจึงก้าวเข้าเขตสายฟ้า
หนึ่งก้าว
สองก้าว
สามก้าว
ไม่มีการโจมตี
เขาเดินถึงหญ้าต้นแรก
คุกเข่าลง
ใช้กระบี่ขุดดินรอบรากอย่างระมัดระวัง
สองลมหายใจ
สามลมหายใจ
ในวินาทีที่รากหลุดจากพื้น
เปรี๊ยะ!
สายฟ้าจากเสาหินพุ่งเข้ามา
ตูม!
ร่างฉินเฟิงสั่น
แม้ผ่านด่านอัสนีมาก่อน แต่สายนี้กลับมีความรุนแรงใกล้เคียงสายที่สองของด่านกายา
เขากัดฟัน
ไม่ปล่อยให้พลังทำร้ายอย่างไร้ประโยชน์
วิชาหลอมอัสนีหมุนทันที
สายฟ้าถูกนำผ่านเส้นชีพจร
จากนั้นฉินเฟิงไม่รีบปล่อยออก
เขาใช้วิธีในขั้นสอง นำพลังส่วนเล็กแทรกเข้าสู่โลหิต
ความเจ็บแสบเกิดขึ้นทั่วแขน
เส้นเลือดใต้ผิวสว่างสีม่วงจาง
หากนำมากเกินไป โลหิตอาจเสียสมดุล
ฉินเฟิงจึงใช้เพียงหนึ่งในสิบ
พลังส่วนที่เหลือถูกชำระเข้าสู่เส้นชีพจร
เมื่อสายฟ้าสลาย เขาก็มองมือ
ไม่มีอาการผิดปกติ
พลังอัสนีในโลหิตเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง
ฉินเฟิงถอนหญ้าต้นที่สอง
สายฟ้าลงมาอีก
ครั้งนี้เขาเตรียมพร้อมกว่าเดิม
ส่วนหนึ่งเข้าสู่โลหิต
ส่วนหนึ่งเข้าสู่เส้นชีพจร
ต้นที่สาม
ต้นที่สี่
เมื่อถึงต้นที่ห้า ผิวหนังเริ่มมีรอยไหม้บางจุด
ฉินเฟิงหยุดพัก
ไม่ฝืนทันที
เขาหยิบหญ้ามังกรอัสนีหนึ่งต้น
เด็ดใบเล็กเพียงหนึ่งส่วนออกมา
บดด้วยปลายนิ้ว
กลิ่นฉุนคล้ายสายฟ้าหลังฝนลอยขึ้น
ถ้ากินสด สรรพคุณรุนแรงเกินไป
แต่เขาไม่มีเตาหลอม
จึงใช้วิธีง่ายกว่า
นำผลึกอัสนีที่เก็บจากสัตว์ก่อนหน้ามาบดร่วม
เติมน้ำสะอาดเล็กน้อย
จากนั้นใช้พลังวิญญาณแยกสิ่งเจือปนออก
กลายเป็นน้ำยาสีม่วงใส
หากอยู่แดนเทพ สิ่งนี้ยังไม่คู่ควรเรียกว่าโอสถ
แต่สำหรับการฝึกชั่วคราวเพียงพอ
ฉินเฟิงดื่มเพียงหนึ่งคำ
ความร้อนกับความชาพุ่งลงสู่ท้อง
เขารีบหมุนขั้นสอง
ฤทธิ์หญ้ามังกรอัสนีช่วยให้โลหิตรับพลังสายฟ้าได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน
กระแสอัสนีที่ค้างอยู่จึงถูกหลอมเข้าไปเพิ่มอีกหลายส่วน
ผ่านไปครึ่งก้านธูป ฉินเฟิงลืมตา
ขั้นสองยังไม่สำเร็จ
แต่เริ่มเข้าประตูแล้ว
เขาเดินไปต้นที่หก
จากนั้นต้นที่เจ็ด
แปด
เก้า
เมื่อถึงต้นที่สิบ สายฟ้าที่ลงมารุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ฉินเฟิงมีสีหน้าเปลี่ยน
กลไกนี้ยิ่งเก็บมาก ยิ่งเพิ่มความยาก
ไม่ให้ผู้ใดถอนทั้งหมดอย่างง่ายดาย
เขาไม่โลภ
สิบต้นเพียงพอมากแล้ว
เหลืออีกเจ็ดต้นไว้ในสนาม
ฉินเฟิงถอยออกจากพื้นที่
พยัคฆ์สามเขาลุกมาหาทันที
มันดมกลิ่นสมุนไพรแล้วส่งเสียงต่ำ
ไข่สัตว์เทวะเองก็สั่น
“กิน”
ฉินเฟิงยิ้มอย่างจนใจ
“อันนี้เจ้าก็กิน?”
“กิน”
เขาเลือกต้นคุณภาพต่ำที่สุดหนึ่งต้นส่งเข้าไป
ไข่ดูดซับพลังจากใบและรากทันที
ต้นสมุนไพรแห้งกลายเป็นผงในไม่กี่ลมหายใจ
สายฟ้าบนเปลือกไข่สว่างขึ้น
รอยแตกเพิ่มอีกหนึ่งเส้น
ตอนนี้มีรอยแตกทั้งหมดห้าเส้นแล้ว
แต่ยังไม่ฟัก
ฉินเฟิงสัมผัสได้ว่ามันต้องการพลังอีกไม่มาก
บางทีวาสนาชิ้นต่อไปอาจเพียงพอ
เขาเก็บหญ้าที่เหลือเก้าต้นอย่างระมัดระวัง
จากนั้นมองพยัคฆ์
บาดแผลของมันเริ่มมีเลือดซึมอีกครั้งจากการเดิน
ฉินเฟิงใช้หญ้ารักษาที่เก็บระหว่างทางบดผสมกับผงห้ามเลือด
ทาให้บริเวณหน้าผากและขาหน้า
พยัคฆ์หมอบลงยอมให้รักษาอย่างสงบ
“เจ้าต้องฟื้นก่อนชั้นถัดไป”
ฉินเฟิงกล่าว
“อย่ารีบใช้พลังเกินไป”
หลังพักประมาณหนึ่งก้านธูป เขาจึงเดินออกจากหุบเล็ก
ทางต่อไปอยู่หลังเสาอัสนี
เมื่อฉินเฟิงเดินผ่าน เสาหินไม่ได้โจมตี
แสดงว่าการเก็บสมุนไพรเป็นเพียงโอกาสเสริม ไม่ใช่ด่านบังคับ
หลังเสาหินมีบันไดทอดลงต่ำ
แต่ละขั้นมีรูปสัตว์อสูรสลักอยู่
ฉินเฟิงกับพยัคฆ์เดินลงไปประมาณร้อยขั้น
ทันใดนั้นได้ยินเสียงคนจากด้านล่าง
“หยุดมัน!”
ตามด้วยเสียงกระบี่กระแทกโลหะ
เคร้ง!
ฉินเฟิงหยุด
มีมนุษย์อยู่ในเส้นทางนี้?
ตามกฎก่อนหน้า เส้นทางราชันอสูรมีเพียงผู้สืบทอดหลักเข้าได้
หรือคนด้านหน้ามาจากเส้นทางอื่นแล้วมาบรรจบ
เขาส่งพลังวิญญาณลงไป
รับรู้ได้สามคน
หนึ่งคนมีพลังสูงมากกว่าเขาหลายเท่า
อีกสองคนอ่อนกว่าบ้าง
นอกจากนี้ยังมีสัตว์อสูรหนึ่งตัว
ฉินเฟิงหันมองพยัคฆ์
“ระวัง”
ทั้งสองเดินลงอย่างเงียบที่สุด
เมื่อถึงปลายบันได ภาพด้านหน้าก็ชัด
เป็นลานหินรูปวงกลม
คนสามคนกำลังล้อมสัตว์อสูรขนาดเล็กอยู่
สัตว์ตัวนั้นรูปร่างคล้ายสุนัขจิ้งจอก
ขนสีขาวเงิน
มีหางสามหาง
ที่หน้าผากมีผลึกจันทรารูปหยดน้ำ
พลังอยู่เพียงระดับหนึ่งขั้นสูง
แต่ความเร็วสูงมาก
คนทั้งสามตามจับไม่ได้ง่าย
ฉินเฟิงจำคนหนึ่งได้
เหอจิ่ว
เขามาถึงที่นี่ก่อน?
แสดงว่าเส้นทางอัสนีและราชันอสูรบรรจบกันแล้ว
อีกสองคนมิใช่หลี่เทียนหมิง
เป็นชายหนุ่มจากเมืองพยัคฆ์ทองหนึ่งคน และชายอีกคนที่ฉินเฟิงไม่รู้จัก
เหอจิ่วแขนขวายังมีรอยไหม้ แต่บาดแผลส่วนใหญ่สมานอย่างผิดปกติ
ฉินเฟิงสังเกตทันที
พลังในร่างอีกฝ่ายมีสิ่งแปลกปลอมปะปน
สีดำ
คล้ายมารโลหิตในพยัคฆ์ก่อนถูกชำระ
เขาหรี่ตา
เหอจิ่วได้อะไรจากเส้นทางอัสนี?
ขณะนั้นจิ้งจอกสามหางหลบกระบี่อีกครั้ง แล้วพยายามพุ่งขึ้นบันได
เหอจิ่วตวาด
“อย่าให้มันหนี! ผลึกจันทราบนหน้าผากมันคือกุญแจเปิดประตูชั้นถัดไป!”
ชายด้านซ้ายกระโจนเข้าขวาง
จิ้งจอกเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็ว
แสงจันทร์สีขาวปรากฏใต้เท้า
ร่างหายไปชั่วพริบตา
แล้วปรากฏอีกด้าน
ฉินเฟิงมีแววตาสนใจ
ท่าร่างธรรมชาติของสัตว์ตัวนี้ยอดเยี่ยมมาก
มู่ชิงหลันอาจเหมาะกับผลึกของมัน
พลังจันทรากับเหมันต์มีความเชื่อมโยงกัน
แต่ฉินเฟิงยังไม่คิดแย่ง
ต้องดูสถานการณ์ก่อน
เหอจิ่วพุ่งเข้าตาม
พลังขั้นเปิดชีพจรขั้นสองซัดออก
“ฝ่ามือพยัคฆ์ทอง!”
เงาฝ่ามือสีทองกว้างเกือบหนึ่งจั้งพุ่งเข้าหาจิ้งจอก
สัตว์ตัวเล็กหลบไม่ทันทั้งหมด
ถูกเฉี่ยวด้านหลัง
ปัง!
ร่างกระเด็น
เลือดสีแดงเปื้อนขนขาว
มันร้องแล้วพยายามลุก
ชายอีกคนหัวเราะ
“คราวนี้จบแล้ว!”
เขาพุ่งไปหมายตัดศีรษะเพื่อเอาผลึก
ฉินเฟิงยังไม่ทันตัดสินใจ
พยัคฆ์สามเขาข้างกายกลับคำรามดัง
โฮก!
ทุกคนด้านล่างหันมองทันที
จิ้งจอกสามหางเองหยุด
เมื่อเห็นพยัคฆ์ ดวงตากลับไม่มีความกลัว
กลับมีความประหลาดใจ
จากนั้นมองฉินเฟิง
ผลึกจันทราบนหน้าผากสว่างขึ้น
เสียงจากไข่ในจิตดัง
“พวกเดียวกัน”
ฉินเฟิงขมวดคิ้ว
“หมายถึงจิ้งจอก?”
“ผู้พิทักษ์”
เขาเข้าใจทันที
จิ้งจอกนี้อาจเป็นสัตว์ผู้พิทักษ์ของสนามเช่นเดียวกับพยัคฆ์สามเขา
ไม่ใช่สัตว์สำหรับฆ่าเอาผลึก
เหอจิ่วเห็นฉินเฟิงก็มีสีหน้าเปลี่ยน
จากนั้นยิ้มเย็น
“เจ้ามาถึงเร็วดี”
ฉินเฟิงเดินลงจากบันได
พยัคฆ์ตามข้าง
“พวกเจ้ากำลังทำอะไร”
เหอจิ่วตอบ
“สัตว์ตัวนี้มีผลึกสำหรับเปิดประตู ข้าเพียงต้องการกุญแจ”
ฉินเฟิงมองจิ้งจอก
แล้วมองผนังด้านหลัง
ประตูศิลามีร่องรูปจันทร์จริง
แต่ด้านข้างมีอักษรโบราณ
เหอจิ่วอ่านไม่ออก
ฉินเฟิงอ่านได้
ผู้ได้รับการยอมรับจากผู้พิทักษ์จันทรา ประตูจึงเปิด
ไม่ใช่ฆ่าแล้วควักผลึก
ต้องได้รับการยอมรับ
ฉินเฟิงกล่าว
“ถ้าเจ้าฆ่ามัน ประตูจะไม่มีวันเปิด”
เหอจิ่วขมวดคิ้ว
“เจ้ารู้ได้อย่างไร”
ฉินเฟิงชี้อักษร
“เขียนอยู่ตรงนั้น”
เหอจิ่วมองผนัง
ใบหน้าไม่ดี
“มันเขียนว่าอะไร”
“ผู้พิทักษ์ต้องยอมรับผู้ผ่าน”
ชายข้างเหอจิ่วแค่นเสียง
“หรือเจ้ากำลังโกหกเพื่อเอาผลึกเอง”
ฉินเฟิงมองเขา
“ถ้าข้าอยากแย่ง ข้าจะบอกให้พวกเจ้าฆ่ามันก่อนแล้วค่อยชิงจากศพง่ายกว่า”
ชายคนนั้นเงียบ
เหอจิ่วมองจิ้งจอกซึ่งบาดเจ็บ
“แล้วจะทำให้มันยอมรับอย่างไร”
ฉินเฟิงตอบ
“ข้ายังไม่รู้”
จากนั้นเดินเข้าใกล้จิ้งจอก
เหอจิ่วก้าวขวาง
“หยุด”
ฉินเฟิงมองเขา
“มีอะไร”
“พวกข้าเป็นคนทำให้มันบาดเจ็บและจับไว้ก่อน”
ฉินเฟิงมีแววตาเย็นลงเล็กน้อย
“แล้ว?”
“เจ้าจะเข้ามาเอาผลประโยชน์ง่าย ๆ ไม่ได้”
“ข้าไม่ได้เอาอะไร”
“ใครจะรู้”
บรรยากาศเริ่มตึงเครียด
พยัคฆ์สามเขาคำรามต่ำ
คนของเหอจิ่วยกอาวุธทันที
ฉินเฟิงมองเหอจิ่ว
ครั้งนี้เขาสัมผัสเจตนาร้ายได้ชัดขึ้น
ไม่เหมือนก่อน
อีกฝ่ายมีบางสิ่งในร่างที่กำลังขยายความโลภและความก้าวร้าว
ดวงตาเหอจิ่วมีเส้นดำเล็ก ๆ ปรากฏเพียงชั่วพริบตา
ฉินเฟิงเห็น
เหมือนพลังมารโลหิตจริง
เขากล่าวช้า ๆ
“เหอจิ่ว เจ้าควรตรวจร่างตนเอง”