หยางไคนั้นสำนึกในความผิดครั้งนี้นัก จึงทั้งคุกเข่าก้มหน้าทั้งทูลขึ้นไปว่า
“หม่อมฉันได้ยินเสียงกู่ฉินเล่นผิดทำนองจึงอดใจมิได้ ก็เลยเดินตามเสียงมาจนถึงที่นี่ และมิได้ทราบจริง ๆ ว่า ที่นี่เป็นพระราชฐานชั้นในพ่ะย่ะค่ะ”
แม้จะได้ยินเต็มสองพระกรรณ แต่อิงจงฮ่องเต้กลับตรัสถามขันทีชราที่ติดตามเสด็จมาด้วยว่า
“บุกรุกราชฐานชั้นในมีโทษสถานใด ?”
ขันทีเฒ่าเมื่อได้ยินเจ้าชีวิตทรงตรัสถาม ก็ทูลตอบไปตามเนื้อผ้าว่า
“กฎมณเทียรบาลว่าด้วยพระราชฐานชั้นใน สั่งห้ามมิให้บุรุษผ่านเข้าออกโดยลำพังโดยมิมีผู้ใดควบคุมดูแล ยกเว้นเพียงขันทีเฉกเช่นกระหม่อม หากแม้นฝ่าฝืน ต้องฆ่าให้ ‘ตาย’ หรือไม่ก็ ‘ตอน’ พระเจ้าข้า!!!”
หยางไคได้ยินเช่นนั้นก็สะดุ้งใจในทันที เพราะตนย่อมไม่เลือกโทษตายเป็นอันขาด แต่สำหรับโทษเป็นนั้นก็ช่างหนักหนาสาหัสเป็นอันมาก ด้วยสงสาร ‘ไคน้อย’ ที่ทำหน้าที่เพียงแค่ฉี่เท่านั้น และก็ยังมิเคยได้ทำหน้าที่สำคัญอื่นใดเลย แม้ว่าตนจะผ่านพิธีขึ้นหมวกอย่างเป็นทางการมาแล้วก็ตาม
ฝ่ายองค์หญิงหย่งชิงเมื่อเห็นจอหงวนตกที่นั่งลำบากแล้ว ก็รวบรวมความกล้าแล้วทูลขึ้นไปว่า
“เสด็จพี่เพคะจอหงวนมิได้เข้ามาถึงที่นี่เพียงลำพังดอก ด้วยน้องนั้นเล่นกู่ฉินยังได้ไม่คล่องจึงได้สั่งให้นางกำนัลเชิญเขามาแนะนำเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง”
สนมหยางได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ายืนยันไปด้วยอีกเสียง
ฝ่ายอิงจงฮ่องเต้ได้เมื่อทรงได้รับฟังเช่นนั้นก็ทำทีว่าคลายพระพิโรธลง แล้วจึงตรัสว่า
“หากเป็นเช่นนั้นจริงเราจะงดโทษเอาไว้ก่อน แต่จอหงวนต้องไถ่โทษด้วยการชี้แนะน้องสาวเราจนดีดกู่ฉินให้ชำนาญ จะได้หรือไม่ได้ ?”
ย่อมต้องได้!!
และหยางไคจะไม่ยอมทิ้งโอกาสไถ่โทษนี้ไปเป็นอันขาด แต่การจะสั่งสอนเรื่องใดต่อพระขนิษฐาในสมเด็จจักรพรรดิ ย่อมมีความยากลำบากอยู่บ้างด้วยความแตกต่างด้านฐานันดร ชายหนุ่มจึงจำเป็นจะต้องบอกกล่าวให้ชัดแจ้งกันเสียก่อน จึงทูลขึ้นว่า
“ขอบพระทัยฝ่าบาท แต่ศักดิ์ฐานะขององค์หญิงนั้นสูงส่งนัก ข้าพเจ้าเป็นเพียงราชบัณฑิตจะสอนสั่งยังไม่คู่ควรสักเท่าใด ยกเว้นเพียงพระองค์จะทรงอนุญาตเป็นการเฉพาะกิจ”
อิงจงฮ่องเต้ไม่รอจนหยางไคกล่าวจบด้วยซ้ำ จึงรับสั่งว่า
“เราแต่งตั้งให้ท่านเป็นราชครูขององค์หญิงหย่งชิง เริ่มตั้งแต่วันนี้ และวันต่อไปให้มาที่ศาลาใต้ร่มไม้ ณ พระราชฐานชั้นกลางทุกวัน จนกว่าเราจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น”
..ตรัสเพียงเท่านั้นก็เสด็จออกไป แล้วจึงแย้มพระโอษฐ์ด้วยความพอพระทัยนัก
หยางไคจึงโค้งคำนับองค์หญิงหย่งชิงด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณ แต่เมื่อเงยหน้ามองดูใบหน้าของนางอย่างเต็มตาก็จดจำว่าสาวน้อยคนนี้ ก็คือฮ่องเต้ปลอมเมื่อตอนนั้นนั่นเอง
…ชายหนุ่มจึงเกิดอาการชะงักค้างอยู่บ้าง
ฝ่ายองค์หญิงหย่งชิงเห็นจอหงวนทำคารวะเช่นนั้น ก็ตรัสไปด้วยความเขินอายว่า
“ท่านเป็นอาจารย์ของเราแล้ว ย่อมมิอาจทำคำนับได้อีก”
หยางไคได้ฟังดังนั้นก็ได้สติคิดได้จึงรีบลุกขึ้นยืน
แต่ด้วยความสูงใหญ่ของตนนั้นย่อมกดข่มจนองค์หญิงตัวน้อย ก็พลอยให้ดูเหมือนร่างกายจะหดเล็กลงอีกหลายเท่าตัว แล้วหนำซ้ำชายหนุ่มยังกล่าวในฐานะของอาจารย์ขึ้นอีกว่า
“หย่งชิง จงลุกขึ้นแล้วหยิบกู่ฉินตามอาจารย์มาเถิด”
องค์หญิงหย่งชิงวัยเพียง 15 ชันษา ซึ่งตลอดชีวิตล้วนได้รับการพินอบพิเทาจากเหล่านางกำนัลและขันที รวมทั้งการเอาอกเอาใจจากพระเชษฐาทั้งสองพระองค์มาโดยตลอด จึงไม่ทราบจะทรงวางพระองค์เช่นใด ก็ตรัสตอบไปเพียงสั้น ๆ ว่า
“จะ ..เจ้าค่ะ”
แล้วเสด็จตามแผ่นหลังอันกว้างใหญ่ของชายหนุ่มไป
ฝ่ายเสี่ยวเหมย ซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยตาตัวเอง ก็มีความตกตะลึงเป็นอันมาก จึงร้องตามหลังไปว่า
“จอหงวน ๆ ..ท่าน ๆ ๆ”
หยางไคได้ยินเช่นนั้นก็หยุดเดินชั่วคราว แล้วหันกลับมาเอ่ยว่า
“นับจากนี้ไปอีกหลายวัน องค์หญิงหย่งชิงจะต้องฝึกกู่ฉินกับข้าพเจ้าทุก ๆ วัน สนมหยางจงกลับตำหนักของท่านไปเสียเถิด”
เสี่ยวเหมยได้ฟังเช่นนั้นก็มิทราบจะว่ากล่าวอันใดอีก จึงเรียกนางกำนัลของตนกลับตำหนักจิ่งหยางตั้งแต่ตอนยามซื่อ (巳 09.00) !!
ฝ่ายองค์หญิงหย่งชิงซึ่งพร้อมด้วยนางกำนัลอีก 4 คน ก็ได้ติดตามไปถึงศาลาไม้หลังใหญ่ ซึ่งมีจอหงวนได้นั่งรออยู่ตรงนั้นนานแล้ว
คือชายหนุ่มซึ่งไม่มีอาการลนลานอย่างที่อาจารย์มือใหม่สมควรจะเป็น เพราะเขาเคยมีประสบการณ์การสอนตั้งแต่อายุยังเด็ก และเป็นถึง ‘อาจารย์น้อย’ ของเหล่าจอมยุทธทั้ง 7 ที่อุดมไปด้วยความดิบหรือความห่ามตามประชาชาวยุทธ์
ซึ่งหากมาเทียบกับองค์หญิงน้อยที่อ่อนต่อโลกเช่นนี้แล้ว ย่อมไม่อาจเกินความสามารถของชายหนุ่มไปเป็นอันขาด !!
เมื่อเห็นสาวน้อยนั่งลงจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงสั่งให้นางบรรเลงกู่ฉินให้ฟังทันที
แต่เมื่อองค์หญิงหย่งชิงเล่นตัวโน้ตไปได้เพียง 3 - 4 ตัว เท่านั้น หยางไคก็สั่งให้หยุดเล่น จากนั้นหยิบกู่ฉินส่วนพระองค์ขึ้นมาถือไว้แล้วลองไล่สายดู ก็พบว่าเสียงเพี้ยนไปถึง 2 จาก 7 เส้น จึงใช้ข้อมืออันแข็งแกร่งปรับความตึงของสาย แล้วสั่งให้หย่งชิงเล่นอีกครั้งจนจบ
แม้ช่องเสียงจะตรงตามที่สมควรจะเป็นแล้ว แต่องค์หญิงหย่งชิงยังมีข้อแก้ไขอีกมากมายนัก และการแสดงตัวอย่างที่ถูกต้องย่อมเป็นการประหยัดระยะเวลามากยิ่งกว่า
หยางไคจึงขอยืมใช้กู่ฉินส่วนพระองค์เพื่อบรรเลงเพลงให้ทรงทอดพระเนตร
ติ่ง ติง ติ้ง ติง ติง
♪ ♫ ♩ ♬
♬。 ♫ ♫ ~ ♬ ♫ ~ ♬ ♪ ♩
ติ้ง ติง ติ่ง ติง ติ้ง
.. เสียงทุ้ม ๆ ที่ลื่นไหลของเสียงเพลง ย่อมสร้างความสุขและความเคริมเคลิ้มแก่ทุกคนที่ได้ฟัง จนองค์หญิงเองก็เผลอเอื้อนบทกลอนอันไพเราะออกมาอย่างลืมพระองค์
หยางไคซึ่งหลับตาอยู่นั้น พลันลืมตาตื่นขึึ้น จากนั้นใช้ดวงตาอันแหลมคมจ้องไปที่พระพักตร์น้อย ๆ ขององค์หญิงหย่งชิง แล้วจึงคิดขึ้นในใจว่า
‘เป็นนางที่อยู่หลังม่านไม้ไผ่ในวันนั้นเอง’
แต่ครั้นสำรวจใบหน้างดงามของสาวน้อยก็รู้สึกเอ็นดูอยู่เป็นอันมาก จึงมิได้คาดคั้นเอาเรื่องเอาราว พอหยางไคเล่นจบทุกบทเพลงแล้ว ก็ส่งกู่ฉินคืนให้แล้วจึงสั่งว่า
“เมื่อสักครู่นี้ ข้าพเจ้าได้เล่นให้ท่านชมแล้ว ต่อไปเชิญเล่นให้ข้าพเจ้าชมอีกสักรอบ”
องค์หญิงหย่งชิงก็ทรงตกพระทัยพลันลืมพระเนตรกลมโตขึ้น เพราะตลอดการบรรเลงเพลงของจอหงวนที่ผ่านมานั้นนางก็เอาแต่หลับตาลงฟัง ทั้งยังมิกล้าจ้องตรง ๆ ไปที่เขาเลยแม้แต่นิดเดียว
ย่อมต้องเกิดความเครียดขึ้นมา จนมือไม้จึงสั่นเทาอยู่
ฝ่ายหยางไคเห็นเช่นนั้นก็ลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวว่า
“หากองค์หญิงไม่ให้ความร่วมมือแล้วไซร้ การสอนย่อมต้องจบลงในวันนี้”
องค์หญิงหย่งชิงได้ฟังเช่นนั้นก็ตกพระทัยนัก จึงตรัสว่า
“เล่น! ข้าจะเล่นแล้วเจ้าค่ะ”
จากนั้นนางก็พยายามเล่นเพลงให้ดีที่สุดเท่าที่ตนจะทำได้ จนเกิดเป็นการกดดันตนเองในที่สุด แล้วน้ำตาน้อย ๆ ก็ร่วงลงมาอย่างไม่ตั้งใจ
ฝ่ายหยางไคเห็นเช่นนั้นก็มีความสงสารนัก จึงสั่งให้นางหยุดเล่นกู่ฉินเสีย แต่ดูคล้ายว่านางมิได้ยินเสียงอันใด จึงเล่นต่อไปเรื่อย ๆ ทั้งอย่างนั้น
หยางไคจึงต้องจับมือทั้งสองข้างของนางเอาไว้ เพราะเกรงว่าการสอนจะทำร้ายนางให้จมลึกลงไปมากกว่านี้
..
….
จนในที่สุดองค์หญิงหย่งชิงก็สามารถระงับอารมณ์ของตนเอาไว้ได้ จึงชักมือกลับแล้วก้มหน้านิ่งอยู่
แต่สำหรับชายหนุ่มนั้นกลับกลายเป็นตรงกันข้าม เนื่องจากรับรู้ได้ถึงอารมณ์บางอย่างที่ก่อกวนจนเขาหายใจผิดจังหวะไปอยู่บ้าง อันเนื่องมาจากมือทั้งสองข้างของสาวน้อยนั้นช่างนุ่มนิ่มเสียยิ่งกว่าเนื้อของยุ่นซีวัยสองขวบเสียอีก !!
ผ่านไปอีกสักระยะ จนกระทั่งชายหนุ่มระงับความฟุ้งซ่านได้แล้วก็ลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า
“ในวันแรกนั้นมีกู่ฉินเพียงเล่มเดียวของพระองค์ย่อมมีความติดขัดอยู่บ้าง เอาไว้พรุ่งนี้เช้าข้าพเจ้าจะมารอท่านที่นี่อีกหน ในเวลาเดิม”
กล่าวเสร็จหยางไคก็ให้ขันทีนำทางเพื่อบรรลุสู่เขตพระราชฐานชั้นนอก จากนั้นจึงเดินทางกลับไปยังเรือนรับรองของตนด้วยจิตใจที่มีความสับสนอย่างที่สุดแล้ว..