AIBO 相棒
บทที่ 5.1 ศึกสิบห้างบางลำพู (1)
นินเดินออกจากตรอกมาจนถึงวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เขาคิดในใจ “คุณริเวีย.....ตื่นรึยังครับ?”
เสียงเธอดังขึ้นมาในหัว “........อ้าว? .......ยังไม่ตายเหรอ? ...........อยู่ดีๆ ก็วูบไป”
เขาเดินหัวเราะและทักทายเธอด้วยน้ำเสียงร่าเริงสนุกสนาน “ออกมานี่ดีกว่าครับ ไปเดินเล่นกัน” ความคิดยังไม่ทันสิ้นสุด หุ่นยนต์สีเงินก็ค่อยๆ ก่อตัวเป็รูปเป็ร่างขึ้น
เขารู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นเธอ ดูเหมือนว่าเขาจะอารมณ์ดีและรอคอยที่จะใช้เวลากับเธอ ดูได้จากเสียงหัวเราะ
และวิธีการพูดของเขา “คุณริเวียครับ เอ่อ...ผมแค่สงสัยว่าคุณมีทักษะหรือความสามารถอะไรหรือเปล่า?
สกิลหรืออบิลิตี้? .....เอ่อ.....แป๊บนะครับ” เขาทำสีหน้าบอกไม่ถูกเพราะดูเหมือนไม่แน่ใจว่าจะถามคำถามอย่างไร?
เธอกางแขนขวาออกแล้วก็มีลิ่มสีเงินยาวประมาณหนึ่งฟุตคล้ายปลายหอกหกเล่มปรากฏออกมา
พวกมันลอยอยู่รอบๆ ท่อนแขนจักรกลของเธอ “หมายถึงแบบนี้เหรอ?
“ปั๊ป...” เขาทุบมือดีใจที่สามารถสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ “ใช่เลยครับแบบนี้คุณริเวียเรียกว่าอะไรครับ?”
เธอซัดหอกที่อยู่รอบแขนไปปักกับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย “ปึ๊กๆ ...ปึ๊กๆ ....ปึ๊กๆ “พลังควบคุมธาตูแบบหนึ่งน่ะ”
เกิดรูขนาดใหญ่หลายรูบนอนุสาวรีย์ทันใดนั้น ปีกๆ หนึ่งของอนุสาวรีย์ก็ถล่มลงมา” .....เปรี๊ย...โครม...ครืนนน !?”
เขาใกับความเสียหายที่เกิดขึ้นเขายกมือกุมหัวตาเบิกโพลง “อ๊ากกก........นั่นมันอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนะเฮ้ย!?
เขารีบทำมือทั้งสองเป็สัญญาณห้าม “ไม่ต้องสาธิตแล้วนะครับ เอาแค่ภาคทฤษฎีก็พอ”
เธอตอบห้วนๆ “......ได้......” แล้วก็อธิบายต่อ
“ชาวพากานอสเมื่ออายุครบ 7 ปี จะได้รับพรจากเทพ เฮลิออส และอากอส ทำให้ได้รับพลังที่เขามีอยู่เดิมเพิ่มขึ้น”
“แต่.....มันก็ไม่ได้หมายความว่าชาวพากานอสทุกคนจะทำแบบชั้นได้นะ” หุ่นยนต์สาวท้าวสะเอว
“ส่วนมากพลังที่เพิ่มขึ้นก็เป็พรทั่วไประดับ 1-3 ถ้าป็นพรเวทก็เช่น จุดไฟก่อเตา,ทำน้ำในแก้วให้ร้อน,เย็น
ถ้าเป็พรกายภาพก็ยกของหนักๆ ได้บ้าง ะโสูงขึ้น อะไรแบบนี้แหละ”
“....ว็อง....ว็องๆ” เธอเรียกดาบออกมาอีกสามเล่มเขานส่ายหัวหลายทีด้วยความเป็กังวล “พั้บๆๆๆๆ ...........”
เธอกำมือแล้วดาบก็หายไป “จะทำแบบนี้ได้ต้องเป็ชาวพากานอสที่ควบคุมพลังธาตุได้ระดับสี่ขึ้นไป”
“มีไม่เยอะนักหรอก” .....เธอทำท่าทางเหมือนนึกอะไรบางอย่าง
“เสวนด์ก็น่าจะไม่เกินสามไม่รู้ว่าเกี่ยวกับการที่เขาพูดในร่างั์ไม่ได้รึเปล่า?”
เขาทุบมือ “ปั๊ป......” เป็ไปได้มากเลยครับ” เอ่อ....แล้วของคุณริเวียนี่ควบคุมธาตุอะไรเหรอครับ?”
“ของชั้นพรกายภาพพื้นฐานคือไฟและดิน ส่วนพรเวทย์คือธาตุศักสิทธุ์........ชั้นเป็ราชวงศ์น่ะก็เลย.......ค่อนข้างพิเศษ”
“พูดง่ายๆ คือชั้นควบคุมโลหะศักสิทธ์ได้” หุ่นยนต์สาววาดแขนขึ้นบนอากาศ แล้วหมุนตัวด้วยท่าทางคล้ายนักเต้นบัลเลล์
สายธารสีเงินพุ่งออกมาเป็ลำแสงตามการเคลื่อนไหวของมือเธอ ตอนนี้ริเวียมีวงกลมสีเงินเป็ประกายระยิบระยับหลายวง หมุนรอบตัวเธอ “โอ้..........โห..........” เขามองอ้าปากค้าง “สุดยอด.....เอาให้สุดเลยครับคุณริเวีย” เขาตบมือแปะๆๆ
“พรึบ” เธอสะบัดแขน..!?สายธารสีเงินรวมกันเป็หอกขนาดั์ เธอง้างตัวซัดหอกสุดแรง “...........ฟิ้ววววว............”
“.........ตูมมมมมม........” หอกตกลงกลางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แรงลมพร้อมพายุฝุ่นพุ่งปะทะหน้าเขาทันที
ตอนนี้เขายืนหลับตามีฝุ่นติดตามเนื้อตัวและเสื้อผ้ามากมาย
“ก็องๆ .....ก็อง.... “พานใส่ธรรมนูญกลิ้งผ่านหลังเขาไป เขาคิดในใจซ้ำๆๆๆ “ประชาธิปไตยอยู่ในใจ......ไม่ใช่วัตถุ........”
....................................................................
เขาปาดฝุ่นออกจากหน้ามองไปยังลานโล่งๆ ที่เคยมีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตั้งอยู่ตรงนั้น “.....................”
เขาทำตาไร้อารมณ์แล้วพูดสียงเย็นๆ ขึ้นว่า “คุณริเวียครับ...คือว่า...ต่อไปจะทำลายอะไรบอกผมก่อนนะครับ”
เธอตอบห้วนๆ “......ได้......”
“เฮ้อ....” เขาถอนใจเบาๆ แล้วพูดขึ้น “ไปเดินห้างกันดีกว่าครับ เสื้อผ้าผมเลอะเทอะไปหมดแล้ว”
เขาเลิกเสื้อขึ้นเพื่อเตรียมจะถอด “นี่ๆๆ นายจะทำไรอ่ะ? ......ห้างอะไร? ” เธอถามพลางเอามือดึงเสื้อเขาลงมา
เขาขยับเสื้อให้เข้าที่เข้าทางแล้วพูดขึ้นว่า “ห้างบางลำพู”
....................................................................
“เดินไปได้ครับ.......ใกล้ๆ เอง” เขาเดินนำเธอไป พวกเขาออกจากวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเข้าถนนข้าวสาร
ระหว่างที่เดินอยู่เขาก็พูดขึ้นมา “มันก็แปลกนะครับ.......มีคนตายมากมายแต่แทบไม่เห็นศพเลย?”
เธอมองอาคารรอบๆ ตัวเธออย่างระแวดระวัง “นั่นสิ.....” บรรยากาศเงียบสงัด ไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตแม้แต่น้อย
ตอนนี้พวกเขามาถึงถนนจักรพงษ์แล้ว เดินต่อไปไม่นานก็มาถึงบางลำพู เขาเดินเข้าตึกที่มีป้ายสีส้มอันใหญ่เขียนว่า “ตั้งฮั่วเส็ง”
ในตึกอากาศค่อนข้างเย็น เขายกมือขึ้นัักับลมที่พัดเอื่อยๆ มาจากเครื่องปรับอากาศ “ไฟฟ้าน่าจะยังใช้ได้นะ”
เขาพยามเดินไปหาสวิตช์ไฟตามผนัง “อืม.....ไฟฉายก็ไม่มี......โทรศัพท์ก็พัง” เขาหาไปบ่นไป
“แกร็กๆๆ .....” เขากดไปโดนสวิตช์แล้ว หลอดไฟบางส่วนติดขึ้นถึงจะไม่ครบทุกดวง
แต่ก็สว่างพอที่จะมองเห็นอะไรชัดเจนมากกว่าเดิม พวกเขาเดินสำรวจห้างไปเรื่อยๆ
และรวบรวมของใช้จำเป็ต่างๆ ตามทางที่พวกเขาผ่านไป เขายัดของต่างๆ ใส่เป้ของเขาแล้วพูดขึ้น
“ถือว่าเป็โชคดีในความโชคร้ายนะครับ เกิดเื่ตอนที่ห้างยังไม่เปิดบริการที่นี่เลยยังไม่เสียหายเท่าไหร่”
เขาหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ขึ้นมา “เอาหล่ะ......แค่นี้ก็น่าจะครบแล้ว”
................................................................................
“เอ๊ะ?” เขาอุทานออกมา แล้วยืนนิ่งๆ ทำท่าคิดอะไรอยู่
เธอสงสัยท่าทางที่แปลกไปของเขา “เอ๊ะ? ....อะไร?” เขามองเธอนิ่งๆ สักพักก็พูดขึ้นด้วยเสียงเขินอาย
“ผมจะไปอาบน้ำ” เขาทำหน้ายิ้มๆ “คุณริเวียอยู่กับผมตลอด งั้นก็ต้องไปดูผมอาบน้ำด้วยรึเปล่าครับ?”
เธอสวนขึ้นทันที “ไม่ต้องย่ะ......ทำให้ชั้นหลับไปก่อน.....ไม่อยากรู้ไม่อยากเห็น”
เขาอุทานออกมา “หลับ?” คิ้วทั้งสองของเขาขมวดชนกันด้วยความงุนงง
เธอหันหลังให้เขาแล้วพูดขึ้นเสียงห้วนๆ “ใช่สิ....เหมือนตอนนายสลบไปไง....”
เขาคิดในใจกับตัวเอง “อ๋อออ?? .........คือไรวะ? .........งั้นลองงี้.....” เขาชี้นิ้วไปที่เธอแล้วพูดขึ้น “....จงหลับ....”
สิ้นเสียงหุ่นยนต์สีเงินล้มพับไปกับพื้นแล้วก็ค่อยๆ จางหายไป เขายืนมองนิ้วตัวเองแล้วพูดแบบงงๆ “อ้าว....ได้เฉย? .....”
................................................................................
เขาเข้าไปอาบน้ำล้างตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็ออกมาจากห้องน้ำ ตอนนี้เขารู้สึกผ่อนคลายที่สุดใน่เวลาที่ผ่านมา
เขาเหวี่ยงกระเป๋าเป้ไปสะพายด้านหลังแล้วมุ่งตรงไปยังบันไดลงชั้นล่างเพื่อจะออกจากห้าง
ตอนนี้มาถึงบันไดระหว่างชั้นหนึ่งกับชั้นสองใกล้กับประตูที่เข้ามา ขณะที่กำลังเดินอยู่เขาก็ปลุกเธอ
“คุณริเวียครับ....ตื่นๆ ได้แล้วครับ....แหม.....หลังอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ นี่สบายตัวจริงๆ เล......!?.... “ซ่า...ซ่า...ทีมอัลฟ่าอยู่ในพื้นที่”
นินและริเวียทั้งคู่ได้ยินเสียงคล้ายวิทยุสื่อสารดังขึ้น
“ซ่า...ซ่า...ทีมอัลฟ่าอยู่ในพื้นที่ต้องสงสัยแล้ว...เปลี่ยน...แก็ก” ชายสามคนแต่งตัวคล้ายเครื่องแบบคล้ายทหาร
ท่าทางพวกเขาเหมือนกำลังเดินลาดตระเวนในสนามรบ หนึ่งในนั้นกำลังใช้งานวิทยุสื่อสาร
“....ซ่า...รับทราบ.....ยืนยันให้ทีมอัลฟ่าลาดตระเวนพื้นที่ต้องสงสัยต่อไป...เปลี่ยน...แก็ก”
เขาคิดในใจ “ทหาร? หน่วยกู้ภัย? ” เขารู้สึกดีใจ,โล่งใจ,มีความหวัง,ความรู้สึกหลายๆ อย่างปะปนกันแบบบอกไม่ถูก
เธอทำเสียงสงสัย “พวกนั้นเป็ใคร? ........แล้วนายว่าอะไรนะ? ......ทหาร? ........ทหารคืออะไร?”
เขาตอบแบบซื่อๆ โดยไม่ได้คิดอะไร “อืม...ทหารเหรอ นักรบหล่ะมั๊ง”
เธอทำเสียงร้อนรนพร้อมจะออกมาบวกเต็มที่ “!?....ห๊า? .....นักรบ? .......ให้ชั้นออกไปเดี๋ยวนี้นะ.......#@3!@#2!526#2&”
เขารู้สึกเหมือนโดนด่า เขารู้แล้วว่าอธิบายสั้นไปตอนนี้กำลังพยามหาวิธีอธิบายให้เธอเข้าใจ
“ไม่เชิงเป็นักรบแบบนั้น น่าจะเป็? หน่วยกู้ภัยมากกว่านะครับคุณริเวีย คือเวลาเกิดเหตุภัยพิบัติอะไรขึ้นมา
หน้าที่ของทหารทั่วโลกส่วนใหญ่ จะเปลี่ยนจากฆ่าคนมาเป็ช่วยคนแทนครับ พูดง่ายๆ ก็คือทหารพวกนี้มาช่วยเราครับ”
...........................................................
เขาเห็นพวกนั้นเดินมาใกล้จึงโบกมือขึ้นแล้วะโขึ้นเสียงดัง “เฮ้........พี่ครับ..........ทางนี้ครับ”
ชายในเครื่องแบบสามคนหยุดชะงักทันที สองในสามคนยกปืนเล็งจ้องมาที่เขา
เขาใมาก.....เขารีบยกมือขึ้นแล้วพูดขึ้นว่า “เฮ้? .......เดี๋ยวๆๆ ......พี่ครับใจเย็นก่อนนะครับ......”
ชายในเครื่องแบบคล้ายทหารสั่งเขาด้วยเสียงเฉียบขาด “ยกมือขึ้นวางบนศีรษะ.......แล้วคุกเข่าลง........ช้าๆ นะ”
!? ............” เอ๊ะ? เขารู้สึกงงมาก.......แต่ก็ขยับตัวทำตามที่ชายในเครื่องแบบคนนั้นสั่ง
เสียงเธอดังขึ้นมาในหัว “นี่นาย.........พวกนี้ดูไม่เห็นเหมือนมาช่วยเลยนะ? .........ไม่เหมือนที่นายเล่าเลยนี่นา”
เขาซึ่งในตอนนี้คุกเข่ากับพื้นห้าง มือประสานท้ายทอย เขาพูดกับชายในเครื่องแบบสามคนนั้น
“เอ่อ...พี่ครับ....ผมเป็ผู้ประสบภัยนะครับ.......พวกพี่เป็กู้ภัย.......ไม่ใช่เหรอครับ?
เขาพยามพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้
ชายในเครื่องแบบสองคนยังจ้องปืนมาที่เขา ส่วนอีกคนที่สั่งให้เขานั่งตอนนี้หยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมา
“ซ่า...ซ่า...ทีมอัลฟ่าถึงศูนน์ บชก....เปลี่ยน...แก็ก” ทหารคนนั้นหันมาจ้องหน้าเขาเขม็งแล้วก็รายงานต่อ
“ซ่า...พบผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็พวกกลายพันธุ์....เปลี่ยน...แก็ก”
!? ...........” เอ๊ะ? .............” เขาทำหน้างง คิ้วขมวดเข้าหากัน เขาหันไปมองทหารสองคนนั้น แล้วก็คิดในใจ
“...กลายพันธุ์? ....กลายพันธุ์มันต้องเป็สัตว์ประหลาดสิ? ........พวกนี้พูดเื่อะไรเนี่ย? .......”
เสียงร้อนรนจากริเวียดังมาจากในหัวอีกครั้ง “นี่มันผิดปกติแล้วใช่มั๊ย? ........ให้ชั้นออกไปเดี๋ยวนี้นะ.............”
“แคล็ก.....ๆ” เสียงขึ้นลำกล้องปืนดังขึ้นมีทหารอีกสองคนมาจากทางด้านหลังของเขา
“!?...............” เริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดออกมาจากหลังคอของเขา !?.....คนพวกนี้? ....ยังไงกันเนี่ย? .....” เขาคิดกับตัวเอง
“คุณริเวียครับ.....พาผมออกไปจากที่นี่โดยที่ไม่ฆ่าคนพวกนี้ทำได้มั๊ยครับ” เขาคิดหาทางที่จะออกจากที่นี่แล้ว
เธอยเหมือนรออยู่แล้ว “ได้แน่นอน...........จะไปเลยมั๊ย?”
เขามองไปที่ประตูสลับกับพวกทหารกลุ่มนั้น “คุณริเวียรอสัญญาณจากผมนะครับ...........”
“ซ่า...ซ่า...ทีมอัลฟ่า....ทีมอัลฟ่า.......ขอให้ควบคุมผู้ต้องสงสัยภายในพื้นที่ไปก่อน....กำลังเสริมกำลังเข้าไป....เปลี่ยน...แก็ก”
!? ......เสียงวิทยุดังขึ้น.......ทหารเ่าั้หันไปมีสมาธิอยู่กับข้อความจากวิทยุ
เขาเห็นช่องที่จะวิ่งออกไป..........เขาเตรียมจะสั่งให้เธอออกมา.......3..........2.........เขาเริ่มนับในใจ
!? ....กรึบ.....กรึบ......กรึบๆ .....เสียงฝีเท้าจำนวนมากกำลังใกล้เข้ามา เขาหยุดชะงักกึกในทันที
“เอ๊า.......ทำไมทำกับแขกของเราอย่างนั้นหล่ะ” เสียงชายเกือบสูงวัยฟังดูมีพลังดังขึ้น ตอนนี้เขายืนขวางประตูห้างอยู่
ผู้ชายคนนั้นยกมือเป็สัญญาณให้เก็บอาวุธ ทหารที่จ้องปืนมาที่เขาเปลี่ยนเป็ถือปืนอยู่ในท่าทำความเครพทันที
ชายคนนั้นก็เดินมาหยุดตรงหน้าเขาแล้วพูดขึ้น “คุณครับ.......ทำตัวตามสบายเถอะครับ ขอโทษแทนลูกน้องผมด้วยนะครับ”
เขาในตอนนี้มีความรู้สึกหลายอย่างผสมปนเปไปหมด เขาค่อยๆ เอามือลงแล้วลุกขึ้นยืน
ทหารหญิงอีกคนเดินตามชายคนนั้นมา แล้วยื่นสิ่งที่เหมือนแทปเบล็ดให้ผู้ชายคนนั้นพร้อมพูดขึ้นว่า
“ผู้การแมทคะ ไคจูกลายพันธุ์ระดับ 3 กำลังเข้าพื้นที่มาตามที่คาดค่ะ “
เขามองหน้าคนที่ถูกเรียกว่าผู้การแมท ชายคนนั้นหน้าตาดุดัน เขามีผิวสีเข้มแบบอเมริกัน-แอฟริกัน
ปากหนาตาโต ผมหยิกสั้นเกรียนติดหนังศีรษะ อยู่ในเครื่องแบบนายทหารชั้นสูง เขายื่นมือมาให้นินจับพร้อมแนะนำตัวเอง
“ผมพันเอก แมทธิลว์ เคลาอส คนส่วนมากเรียกผมว่า ผู้การแมท ยินดีที่ได้รู้จัก”
................................................................................................................
つづく