จารึกที่ 389 : อักขระวิปลาส : ชำระล้างรอยด่างบรรพกาล
บรรยากาศเหนือลานประธานแห่งป้อมปราการหมื่นอักขระ หนักอึ้งลงอย่างฉับพลันเมื่อห้วงอารมณ์แห่งการเข่นฆ่าและปรัชญาที่แตกหักพุ่งเข้าปะทะกัน กลิ่นอายเน่าเหม็นประดุจซากศพที่หมักหมมมานับหมื่นปี แผ่ซ่านออกมาจากร่างของหมาปราชญ์ทรยศ 'หมางขุย' (อดีตศิษย์เอกนามว่าหมางขุย บัดนี้คือสุนัขรับใช้สวรรค์)
"เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำ! กล้าสั่งสอนข้าผู้ที่บรรลุสัจธรรมแห่งการอยู่รอดงั้นหรือ!"
หมางเซียวแผดเสียงคำรามดังก้องกัมปนาท ใบหน้าที่ซูบซีดขาวซีดของมันบิดเบี้ยวจนน่าเกลียดน่ากลัว ดวงตาที่ไร้แววของสิ่งมีชีวิตเบิกโพลง นิ้วมือที่ผอมเกร็งประดุจกิ่งไม้แห้งตวัดวาดขึ้นกลางอากาศธาตุอย่างบ้าคลั่ง
ทว่า สิ่งที่หมางเซียววาด มิใช่เส้นสายอักขระที่ลื่นไหลและแฝงความเข้าใจในธรรมชาติประดุจที่อาเจียเคยแสดงให้เห็น มันคือ 'อักขระโซ่ตรวน' สีแดงคล้ำที่เกิดจากการรีดเค้นและบีบบังคับมวลธาตุรอบด้านให้มาจับตัวกันอย่างผิดธรรมชาติ เสียงกรีดร้องของปราณฟ้าดินที่ถูกทรมานดังกังวานไปทั่ว
"อักขระวิปลาส: ตรึงวิญญาณกลืนมรรคา!"
โซ่ตรวนสีแดงคล้ำนับพันเส้นพุ่งทะยานออกจากปลายนิ้วของหมางเซียว พวกมันแหวกว่ายกลางอากาศธาตุประดุจอสรพิษที่หิวโหย เป้าหมายของพวกมันมิใช่ร่างกายเนื้อของอาเจีย ทว่าคือ 'ทารกวิญญาณ' และรอยต่อของวิถีเต๋าในตัวชายหนุ่ม
"หลินตง! พวกเจ้าทุกคนจงเบิกตาดูให้ดี!"
อาเจียไม่ได้ขยับหนี ชายหนุ่มยังคงยืนสงบนิ่ง มือขวาไพล่หลัง มือซ้ายยกพู่กันนิรันดร์ขึ้นระดับสายตา เสียงของเขากังวานและเยือกเย็น ประดุจการบรรยายตำราในห้องเรียน มิใช่การเผชิญหน้ากับความตาย
"อักขระที่พวกเจ้าเห็นเบื้องหน้า คือผลพวงของผู้ที่ละทิ้งวิถีเต๋าเพื่อแลกกับพลังที่หยิบยืมมา... มันดุดัน มันน่ากลัว ทว่ามัน 'กลวงเปล่า' จากภายใน เพราะมันขาดความเคารพต่อสรรพสิ่ง!"
เมื่อโซ่ตรวนสีแดงคล้ำพุ่งเข้ามาประชิดตัวในระยะไม่ถึงหนึ่งจั้ง อาเจียตวัดปลายพู่กันนิรันดร์ลงอย่างนุ่มนวลประดุจสายลมพัดผ่านผิวน้ำ
"อักขระบัญญัติสูญตา: คืนสู่สามัญ!"
เส้นสายสีดำสนิทที่แฝงประกายสีเทาเงินยวง ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าอาเจีย มันมิได้ก่อตัวเป็นโล่ หรือกระบี่เพื่อเข้าปะทะกับโซ่ตรวนเหล่านั้น ทว่ามันแผ่ขยายออกเป็น 'ความว่างเปล่า' ที่มองไม่เห็น
ทันทีที่โซ่ตรวนวิปลาสของหมางเซียวพุ่งชนความว่างเปล่านั้น มันมิได้เกิดระเบิดตูมตาม ทว่าโซ่ตรวนเหล่านั้นกลับหยุดชะงัก! สีแดงคล้ำที่เคยเดือดพล่านเริ่มจางหายไปประดุจหมึกที่ถูกน้ำชำระล้าง เสียงกรีดร้องของปราณฟ้าดินที่ถูกทรมานพลันเงียบลง โซ่ตรวนที่น่าสะพรึงกลัวสลายตัวกลับกลายเป็นมวลอากาศธาตุบริสุทธิ์ ล่องลอยหายไปในสายลมอย่างไร้ร่องรอย!
"อะไรกัน!" หมางเซียวเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง มันถอยหลังไปครึ่งก้าว "เจ้าทำอะไรกับอักขระของข้า! วิถีสูญตาของราชาองค์ก่อน ไม่อาจลบล้างกฎเกณฑ์ของข้าได้หมดจดเช่นนี้!"
"นั่นเพราะราชาองค์ก่อน พยายามใช้ปราณของท่านไป 'ตัด' โซ่ตรวนของเจ้า" อาเจียก้าวเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รัศมีแห่งความเหนือกว่าแผ่ซ่าน "ทว่า ข้ามิได้ตัดโซ่ตรวน ข้าเพียงแค่ 'ถอดสลัก' ความหมายของมัน... เมื่ออักขระของเจ้าถูกลบเจตจำนงแห่งการบีบบังคับออกไป มันก็เป็นแค่ลมหายใจของฟ้าดินที่กลับคืนสู่วัฏจักร"
คำกล่าวของอาเจียประดุจเข็มแหลมที่แทงทะลุความภาคภูมิใจอันจอมปลอมของกบฏบรรพกาล
มู่เฉินที่ลอยตัวเฝ้ามองอยู่ กำหมัดแน่นด้วยความสะใจ "ดี! สั่งสอนมันให้รู้สำนึก อาเจีย! ให้มันเห็นว่าวิถีที่มันทอดทิ้งไป บัดนี้ได้ก้าวข้ามความคับแคบของยุคสมัยเก่าไปแล้ว!"
"หุบปาก! ข้ามิได้อ่อนแอเพียงแค่นี้!" หมางเซียวคำรามอย่างคลุ้มคลั่ง มันกัดนิ้วหัวแม่มือตนเองจนเลือดสีคล้ำไหลริน นำโลหิตเน่าเฟะมาวาดลวดลายบนหน้าอกชุดเกราะ "ข้าขายวิญญาณให้สวรรค์ ข้าครอบครองกฎเกณฑ์ที่พวกเจ้ามิอาจหยั่งถึง!"
"ค่ายกลโลหิตเทวะ: มหาเนรเทศหมื่นภพ!"
กลิ่นอายความตายระเบิดออกจากร่างของหมางเซียว ท้องฟ้าเหนือลานประธานถูกบดบังด้วยวงเวทสีโลหิตขนาดยักษ์ มันมิใช่การโจมตี ทว่ามันคือการกาง 'อาณาเขต' ที่แยกตัวออกจากโลกเซียน! อาณาเขตนี้สูบกลืนแสงตะวันสีเทาเงินยวงของอาเจีย หมายจะดูดกลืนทุกสรรพสิ่งในระยะร้อยจั้ง ให้ตกลงสู่มิติอันว่างเปล่าที่มันสร้างขึ้น!
สหายทั้งห้าเตรียมจะก้าวออกไปช่วยเหลือ ทว่าอาเจียยกมือห้ามไว้
"นี่คือบทเรียนของข้า" อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ "ศิษย์ของข้าจงดู... เมื่อเผชิญกับผู้ที่อ้างอิงอำนาจจอมปลอม จงอย่าถอยหนี ทว่าจงลอกคราบความจอมปลอมนั้นออกเสีย"
อาเจียไม่ได้วาดอักขระป้องกัน ชายหนุ่มเก็บพู่กันนิรันดร์ลง ก่อนจะหลับตาพริ้ม สองมือไพล่หลัง ปล่อยให้อาณาเขตมหาเนรเทศของหมางเซียวกลืนกินร่างของเขาเข้าไป!
"ท่านปรมาจารย์!" หลินตงและศิษย์รุ่นแรกอุทานด้วยความตกใจ
"อย่าตื่นตระหนก!" ฉินมู่หลางตวาดเตือนสติศิษย์ "หากเขาคิดจะสู้ เขาไม่มีวันยอมให้ใครดูดเข้าไปง่ายๆ จงเบิกตาดูให้ดี!"
ภายในอาณาเขตสีโลหิตที่มืดมิดและเต็มไปด้วยแรงบีบอัดมหาศาล หมางเซียวหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง มันลอยตัวอยู่เหนืออาเจียที่ยืนนิ่งสงบ
"ฮ่าๆๆ! เจ้ามารร้ายผู้โง่เขลา! ในอาณาเขตนี้ ข้าคือพระเจ้า! กฎเกณฑ์ของโลกเซียนไม่อาจเอื้อมถึง เจ้าไม่สามารถดึงปราณจากชีพจรดิน หรือใช้ความว่างเปล่าของเจ้าได้อีกแล้ว! จงเน่าเปื่อยไปพร้อมกับอุดมการณ์ของเจ้าเสียเถิด!"
อาเจียลืมตาขึ้นในความมืด ดวงตาสีเทาเงินยวงของเขาสว่างวาบยิ่งกว่าดวงดาวในคืนเดือนดับ
"ท่านหมางเซียว..." อาเจียเอ่ยเสียงกระซิบ ทว่าดังก้องไปทั่วอาณาเขต "ท่านติดกับดักของตนเองอย่างสมบูรณ์แบบ"
"อะไรนะ!" หมางเซียวชะงัก
"ท่านสร้างอาณาเขตปิดตายนี้ เพื่อตัดข้าออกจากผืนแผ่นดิน..." อาเจียยกแขนขวาที่ฝังมวลธาตุดั้งเดิมขึ้น แสงสว่างเริ่มเปล่งประกายออกจากผิวหนัง "ทว่า ท่านลืมไปแล้วหรือ ว่าในอาณาเขตปิดตายนี้... 'สวรรค์' ก็มองไม่เห็นท่านเช่นกัน!"
รอยยิ้มเยือกเย็นของอาเจียทำให้วิญญาณของหมางเซียวสั่นสะท้าน!
"อักขระที่ข้าจะใช้ต่อไปนี้ เป็นอักขระที่ราชาองค์ก่อนพยายามหลีกเลี่ยง เพราะเกรงว่าจะทำลายความสมดุลของสามภพ... ทว่า ในอาณาเขตที่ท่านแยกตัวออกมานี้ ข้าย่อมสามารถใช้มันได้โดยไม่ต้องกังวลถึงผลกระทบภายนอก!"
อาเจียมิได้ใช้พู่กันนิรันดร์ ทว่าเขาใช้นิ้วชี้ขวาที่หลอมรวมกับหยาดหมึกหยดแรก กรีดวาดเส้นสายอักขระลงบนอากาศธาตุแห่งความมืดมิด เส้นสายนั้นมิใช่สีเทาเงินยวง ทว่ามันดำสนิทจนกลืนกินความมืดรอบด้านไปจนหมดสิ้น!
"อักขระบัญญัติสูญตา ขั้นสูงสุด: วัฏจักรล่มสลาย!"
*วิ้งงงงงง!*
เส้นสายสีดำสนิทแผ่ขยายออกเป็นวงแหวนแห่งการลบล้าง! มันไม่ได้ระเบิด ทว่ามัน 'ลบ' ทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า! กฎเกณฑ์สีโลหิตของหมางเซียว มิติปิดตายที่มันสร้างขึ้น แม้กระทั่งกลิ่นอายความตายของมัน ล้วนถูกวงแหวนนี้ดูดกลืนและชำระล้างจนกลายเป็นความว่างเปล่าที่แท้จริง!
"ม่ายยยยยยย!"
หมางเซียวกรีดร้องโหยหวน ร่างกายที่เน่าเฟะของมันเริ่มแตกสลาย อักขระที่สวรรค์ฝังไว้ในวิญญาณเพื่อยืดอายุขัยของมัน ถูกวิถีสูญตากะเทาะออกทีละชิ้น! ความเจ็บปวดจากการที่วิญญาณถูกดึงกลับเข้าสู่วัฏจักรแห่งความตายที่มันพยายามหนีมานับหมื่นปี ทรมานยิ่งกว่าการตกนรกขุมที่ลึกที่สุด!
เพียงชั่วอึดใจ อาณาเขตมหาเนรเทศก็พังทลายลง แสงตะวันสีเทาเงินยวงสาดส่องลงมากระทบลานประธานอีกครั้ง เผยให้เห็นร่างของอาเจียที่ยืนสง่างามไร้รอยขีดข่วน และร่างของหมางเซียวที่ร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นศิลา สภาพของกบฏบรรพกาลบัดนี้เหลือเพียงโครงกระดูกที่ห่อหุ้มด้วยผิวหนังแห้งๆ ลมหายใจรวยริน วิญญาณแหลกสลายจนไม่อาจฟื้นฟู
อาเจียก้าวเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ข้างร่างที่รอความตายของศัตรู ชายหนุ่มก้มมองด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความอาฆาต มีเพียงความว่างเปล่า
"ความอมตะที่ท่านแลกมาด้วยการคุกเข่า... ทรงคุณค่าเพียงเท่านี้เองหรือ?" อาเจียเอ่ยถามแผ่วเบา
หมางเซียวพยายามเบิกตาที่ขุ่นมัวมองอาเจีย ริมฝีปากที่สั่นเทาพยายามขยับเอื้อนเอ่ยคำพูดสุดท้าย "เจ้า... เจ้า... สวรรค์... จะไม่มีวัน... ปล่อยพวกเจ้า..."
"ข้าก็ไม่เคยคิดจะปล่อยพวกมันเช่นกัน" อาเจียตอบกลับอย่างเยือกเย็น ก่อนจะหันหลังกลับ ไม่ให้เกียรติศัตรูผู้นี้แม้แต่การปลิดชีพด้วยมือตนเอง
ลมหายใจสุดท้ายของหมางเซียวขาดห้วงไปพร้อมกับร่างที่แหลกละเอียดกลายเป็นเถ้าธุลี ล่องลอยหายไปในสายลม ปราศจากผู้ใดจดจำ ปราศจากผู้ใดไว้อาลัย จุดจบของกบฏผู้ทรยศช่างไร้ค่าและว่างเปล่ายิ่งกว่าฝุ่นผง
มู่เฉินหลับตาลง ถอนหายใจยาว ความโกรธแค้นที่ฝังลึกในใจมานับหมื่นปี บัดนี้ได้รับการชำระล้างแล้ว "อารยธรรมของเรา... ไร้ซึ่งรอยด่างพร้อยอีกต่อไป"
อาเจียหันกลับมาหาหลินตงและศิษย์รุ่นแรกที่ยืนเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึงระคนเลื่อมใส
"พวกเจ้าจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ไว้ให้ดี" อาเจียประกาศเสียงกังวาน "นี่คือบทสรุปของผู้ที่ทอดทิ้งความจริงเพื่ออิงแอบอำนาจจอมปลอม... วิถีแห่งหมื่นอักขระ อาจเต็มไปด้วยขวากหนามและศัตรูทั่วหล้า ทว่า... ตราบใดที่พวกเจ้ายึดมั่นในสัจธรรมที่ตนบัญญัติ พวกเจ้าจะยืนหยัดได้อย่างสง่างามจนวินาทีสุดท้าย!"
"ข้าน้อยจดจำไว้ฝังใจขอรับ ท่านปรมาจารย์!" หลินตงและศิษย์ทั้งสี่คุกเข่าลงโขกศีรษะอย่างพร้อมเพรียง ศรัทธาของพวกเขาที่มีต่ออาเจียและวิถีอักขระ บัดนี้หล่อหลอมจนแข็งแกร่งดุจศิลาเพชรที่ไม่มีวันถูกทำลาย!
การทำลายสงครามจิตวิทยาของสวรรค์สำเร็จผลอย่างงดงาม ทว่าอาเจียรู้ดีว่า เกมกระดานนี้ยังไม่จบ บนวิหารเทพอนันตกาล มหาราชันย์เซียนย่อมรับรู้ถึงการดับสูญของหมางเซียว และ 'ปรสิตสูญตา' ที่อาเจียแฝงไว้ ก็กำลังจะส่งข่าวสารที่สำคัญที่สุดกลับมา... พายุลูกใหญ่ที่แท้จริง กำลังจะก่อตัวขึ้นเพื่อกวาดล้างหุบเขาศิลาจารึกแล้ว!