ในป่าเขารกร้างเช่นนี้มีเพียงหญ้ารกและพุ่มไม้ขวางทาง ผมเดินไปสะดุดไปตลอดทาง
เวลานี้ผมนั่งอยู่ข้างก้อนหินก้อนหนึ่ง
หนึ่งร้อยแปดสิบนาทีสามชั่วโมงเต็ม
นั่งหลับตานิ่งอยู่กับที่ช่างทรมานจริงๆ
ผมคิดจะพิงหินหลับสักงีบไหนๆ ก็ตั้งนาฬิกาปลุกไว้แล้ว
แต่ให้ตายเถอะป่านี้ยุงเยอะเหลือเกิน
เพิ่งจะนั่งลงไม่นานก็ได้ยินเสียง “หึ่งๆ” ของยุงบินวนรอบตัว
ทั้งตัวถูกกัดจนคันไปหมด
นอนไม่หลับได้แต่ตบยุงไปมา
ถ้ารู้มาก่อนคงพกยากันยุงมาด้วยจะได้ไม่ต้องถูกยุงรุมกัดแบบนี้
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนแล้วในขณะที่ผมหงุดหงิดกับอาการคันจากยุงกัด
จู่ๆผมก็รู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ
รอบตัวเงียบลงอย่างฉับพลัน
เสียงแมลงกลางคืนที่ร้อง“จิ๊ดๆ” ลดลงเรื่อยๆ และเงียบไปในที่สุด
เสียงยุงที่บินวนรอบตัวผมก็หายไปหมด
ความเงียบงันที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ผมตื่นตัวขึ้นมาทันที
ผมเคยได้ยินเรื่องราวจากคนเฒ่าคนแก่เกี่ยวกับการล่าสัตว์บนภูเขา
พวกเขาว่ากันว่าสัตว์ในป่ามีสัญชาตญาณล่วงรู้ถึงอันตราย
ยิ่งป่าเงียบลงเท่าไรก็ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น
สิ่งนี้หมายความว่ารอบตัวผมอาจมีสัตว์ร้ายปรากฏตัวอยู่ก็เป็นได้
ผมตื่นตัวขึ้นมาโดยอัตโนมัติเงี่ยหูฟังเสียงรอบตัว
มือหนึ่งจับกระบี่กระดูกปลาแน่นค่อยๆ ยืนนิ่งไม่ขยับ
รอบตัวเงียบสนิทไร้เสียงใดๆ
แม้แต่เสียงลมพัดก็ไม่มีผมไม่กล้าขยับ เพียงยืนนิ่งอยู่กับที่
สักพักหนึ่งผมก็ได้กลิ่นประหลาดในอากาศ
ผมลองสูดดมกลิ่นนั้นเหม็นคล้ายของเน่าผสมกับกลิ่นอุจจาระ
ผมมั่นใจว่านี่คือกลิ่นของสัตว์ป่า
สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในหัวคือสัตว์ร้ายขนาดใหญ่บางตัวอาจอยู่ใกล้ตัวผมแล้ว
แต่รอบเมืองที่ผมอาศัยอยู่สัตว์ร้ายขนาดใหญ่ที่อาจพบได้เห็นจะมีเพียงหมูป่าเท่านั้น
หรือว่า…จะเป็นหมูป่าจริงๆ?
หากเป็นเช่นนั้นมันคงอันตรายมาก
ในถิ่นของผมมีคำกล่าวว่า“หนึ่งหมู สองหมี สามเสือ”
หมายถึงสัตว์สามประเภทที่อันตรายที่สุดในป่าและหมูป่าถูกจัดให้อยู่ลำดับแรก
หมูป่าหนังหนาเนื้อแข็ง ต่อให้ใช้ปืนลูกซองยิงก็อาจไม่สามารถล้มมันได้ในทันที
ผมเริ่มรู้สึกกังวลสัญชาตญาณบอกให้รีบเปิดผ้าปิดตาออก
แต่พอมือผมแตะที่ผ้าปิดตาก็ชะงักไป
ก่อนจากมาอาจารย์กำชับไว้อย่างชัดเจน
ห้ามเปิดผ้าปิดตาก่อนครบเวลา
ถ้าผมทำผิดกฎผมจะไม่ได้รับการยอมรับเป็นศิษย์
นี่คือกฎการเข้าพิธี
ไม่มีทางเลือกผมทำได้แค่นั่งนิ่งอยู่ข้างหินก้อนนั้น
ผมไม่กล้าตะโกนขอความช่วยเหลือเพราะกลัวสัตว์ร้ายจะถูกดึงดูดเข้ามาใกล้มากขึ้น
ผมทำได้เพียงภาวนาให้เจ้าสิ่งนี้จากไปโดยไวและให้เวลาสามชั่วโมงผ่านไปโดยเร็ว
แต่ยิ่งผมกลัวสิ่งใดสิ่งนั้นก็มักจะเกิดขึ้น
กลิ่นเหม็นของมูลสัตว์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
และแล้วผมก็ได้ยินเสียงของหมูป่า
“ครอก…ครอกๆ…”
เสียงไม่ได้ดังมากแต่ในป่าที่เงียบสงัดเช่นนี้ มันกลับชัดเจนจนน่าขนลุก
หัวใจผมกระตุกวูบนี่มันเสียงหมูป่าจริงๆ
รอบๆผมมีหมูป่าอยู่จริงๆ งั้นหรือ
ถ้าใช่งั้นผมก็กำลังตกอยู่ในอันตราย
จิตใจเริ่มหวั่นวิตก
นี่ผมมาที่นี่เพื่อรับพรจากบรรพจารย์หรือเพื่อรับเคราะห์กันแน่?
เข้าป่าครั้งแรกก็เจอผีและตอนนี้ยังต้องมาเจอหมูป่าอีก
นี่มันซวยเกินไปแล้ว!
“ข็อกๆ…ข็อกๆ…”
เสียงหมูป่าดังขึ้นเรื่อยๆพร้อมกับกลิ่นเหม็นที่แรงขึ้นทุกขณะ
เสียงกิ่งไม้และใบไม้แห้งถูกเหยียบดัง“กรอบแกรบ”
เสียงฝีเท้ากำลังเคลื่อนตรงมาทางผม
จะหนีไหม
ไม่ได้ผมต้องเข้าพิธีให้สำเร็จ ต้องเรียนรู้ศาสตร์ที่แท้จริงให้ได้
ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเองแต่เพื่อช่วยเสี่ยวอวี่ที่ติดอยู่ในตึกเก้าศพผู้ซึ่งคอยต่ออายุให้ผมเสมอมา
ดังนั้นสิ่งที่ผมทำได้คือยืนอยู่ที่เดิม
มือกำกระบี่กระดูกปลาแน่นเพ่งสมาธิไปยังรอบตัวด้วยประสาทอันตึงเครียด
นี่คือบททดสอบจากบรรพจารย์หรือเปล่า
แม้ในใจจะพยายามคิดแบบนั้นแต่มือของผมกลับเริ่มมีเหงื่อซึม
ผมพยายามไม่ส่งเสียงไม่ทำให้หมูป่าสังเกตเห็น
หรืออย่างน้อยก็ไม่ให้มันรู้สึกว่าผมเป็นภัยคุกคาม
เวลาผ่านไปทีละวินาที
หมูป่ายังคงวนเวียนอยู่ใกล้ๆเสียงหายใจหนักดังขึ้นเป็นระยะ
หัวใจผมเต้นแรงจนแทบทะลุออกมา
แต่ในตอนนั้นเองเสียงใหม่ก็ดังขึ้นจากข้างหลัง
“ฟ่อ…ฟ่อๆ…”
เสียงนั้นแผ่วเบาแต่เพียงแค่ได้ยิน ผมก็ขนลุกไปทั้งตัว
ในฐานะคนที่เติบโตมาในภูเขาผมจำเสียงนี้ได้ดี
นี่มันเสียงของงูที่กำลังแลบลิ้นรับกลิ่น!
มีงูเลื้อยเข้ามาทางด้านหลังของผม และเสียงมันกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
“ฟ่อๆ…”
ร่างกายผมแข็งทื่อ
ข้างหน้าคือหมูป่าที่ส่งเสียง“ครอกๆ”
ข้างหลังคืองูที่ส่งเสียง“ฟ่อๆ”
และที่แย่ที่สุดคือผมยังคงถูกปิดตา มองอะไรไม่เห็นเลย
ผมขยับไม่ได้ต้องยืนอยู่ที่เดิม ห้ามเคลื่อนไหว
ผมคิดว่าชีวิตตัวเองช่างโชคร้ายเหลือเกิน
แค่จะทำพิธีเข้าสำนักก็เจอทั้งหมูป่าและงูซ้ำยังมีกฎประหลาดแบบนี้อีก!
แต่เรื่องยังไม่จบ
เสียงงูเพิ่งดังขึ้นได้ไม่นานผมก็รู้สึกได้ถึงความเย็นวูบที่เท้า
มีบางอย่างเลื้อยผ่านรองเท้าของผมไป
ความรู้สึกนั้น…เหมือนงูกำลังเลื้อยผ่านเท้าผม
ผมสะดุ้งเฮือกเกือบเผลอยกเท้าเตะมันออกไป
แต่เมื่อนึกถึงกฎที่อาจารย์สั่งไว้ผมก็ต้องกดความหวาดกลัวนั้นไว้และยืนอยู่ที่เดิม ไม่ขยับแม้แต่น้อย
ปล่อยให้มันเลื้อยผ่านไปน่าจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด
ไม่นานความรู้สึกของบางอย่างที่เลื้อยผ่านรองเท้าก็หายไป
แต่เสียงงูแลบลิ้นยังดังอยู่ใกล้ๆ
มันยังอยู่ที่นี่และอาจกำลังชูหัวมองผมพลางแลบลิ้นรับกลิ่น
ขณะเดียวกันเสียงหมูป่าที่ร้อง“ครอกๆ” ก็ดังขึ้นใกล้กว่าเดิม
ไม่นานนักผมก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งขนาดใหญ่ที่มายืนอยู่ตรงหน้าผม
กลิ่นเหม็นของมูลสัตว์ลอยเข้าจมูกกลิ่นแรงจนแทบหายใจไม่ออก
รวมถึงลมหายใจร้อนชื้นและกลิ่นคาวเลือด
บางครั้งผมยังรู้สึกได้ถึงขนแหลมของหมูป่าที่เฉียดผ่านต้นขาของผม
แน่นอนว่าสัตว์ร้ายตัวนี้กำลังยืนอยู่ตรงหน้าผม
มันกำลังพ่นลมหายใจดมกลิ่นของผม…
กระบี่กระดูกปลาที่อยู่ในมือของผมไม่มีประโยชน์อะไรเลย
ดูเหมือนอาวุธนี้จะไม่มีอำนาจใดๆเหนือสัตว์ป่า
ถึงแม้ในใจจะหวาดกลัวแค่ไหนแต่ผมก็จำคำสั่งของอาจารย์ได้ขึ้นใจ
หากฝ่าฝืนกฎก็จะไม่สามารถเป็นศิษย์ของเขาได้อีกต่อไป
การรับพรจากบรรพจารย์ต้องทำตามพิธีอย่างเคร่งครัด ผมจึงทำได้เพียงอดทน ยืนนิ่ง ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย
แต่เมื่อคิดดูอีกทีแม้ผมจะเปิดตาตอนนี้ก็ไม่มีทางทำอะไรได้อยู่ดี
ถ้าขยับผิดจังหวะก็อาจทำให้สัตว์เหล่านี้ตกใจและโจมตีผมทันที
ดังนั้นแล้วทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตา
ขณะเดียวกันผมก็เริ่มคิดว่านี่อาจเป็นบททดสอบของอาจารย์ก่อนจะรับผมเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ
ถ้าไม่ใช่แบบนั้นทำไมก่อนจากมา อาจารย์ถึงย้ำแล้วย้ำอีกว่าห้ามถอดผ้าปิดตา?
หรือบางที…เขาอาจจะรู้อยู่แล้วว่าผมจะต้องเจอกับอะไร
บางทีคนที่จะเข้าสู่สายนี้ได้ต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจแน่วแน่เท่านั้น
หรือสิ่งที่ผมสัมผัสอยู่ตอนนี้อาจเป็นสิ่งที่อาจารย์ตั้งใจเรียกมาเพื่อทดสอบผม?
เป็นไปได้ว่าเขากำลังเฝ้าดูผมจากที่ไหนสักแห่ง
ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วเขาจะรู้ได้ยังไงว่าผมเปิดตาหรือเปล่า เดินมากกว่าหรือน้อยกว่าที่กำหนด?
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวผมก็เริ่มรู้สึกว่ามันมีความเป็นไปได้สูง
บางทีนี่อาจเป็นบททดสอบสุดท้ายก่อนที่อาจารย์จะถ่ายทอดวิชาที่แท้จริงให้ผม
เมื่อคิดได้แบบนั้นความหวาดกลัวในใจก็ค่อยๆ คลายลง
ผมเริ่มควบคุมตัวเองได้และไม่รู้สึกกลัวอีกต่อไป