ร่างคุดคู้ใต้ผ้าห่มทำให้องค์รัชทายาทหรงซิ่งรู้สึกหงุดหงิดและสงสัยมากกว่าเดิม มือแกร่งจึงคว้าชายผ้านวมแล้วออกแรงดึงแต่หญิงสาวเองก็ต่อต้าน
“เ้าคิดจะทำอะไร! รีบโผล่หัวออกมาเดี๋ยวนี้!”
องครักษ์สือมองสองพี่น้องยื้อยุดผ้าห่มกันไปมาอย่างลุ้น ๆ ก่อนจะนึกเอะใจในพละกำลังขององค์หญิงอู๋ิที่สามารถต้านทานแรงขององค์รัชทายาทหรงซิ่งได้
“องค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ”
ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่งก่อนองค์รัชทายาทหรงซิ่งจะออกแรงมากกว่าก่อนหน้าโดยไม่คิดปราณีอีกต่อไป
พรึ่บ
“เป็เ้า!”
หลังโล่กำบังชิ้นเดียวถูกดึงพ้นตัว มู่หลานก็รีบลนลานคลานลงจากเตียงไปหมอบกับพื้นด้วยความกลัว เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นเต็มใบหน้า
“อู๋ิอยู่ที่ใด!” ดูท่าเขาจะให้อิสระกับน้องสาวมากเกินไป ทั้งที่เพิ่งรอดตายมาหยก ๆ นางยังจะออกไปหาเื่ใส่ตัวอีก
คนถูกถามเม้มปากแน่นก่อนจะส่ายหน้า หากองค์รัชทายาทหรงซิ่งทรงทราบว่าองค์หญิงอู๋ิเสด็จไปที่ใดจะต้องกริ้วมากเป็แน่ดังนั้นนางไม่มีวันเปิดปากพูดอย่างแน่นอน
“้าบีบให้ข้าลงมือใช่หรือไม่”
“มะ... หม่อมฉันไม่ทราบจริง ๆ เพคะ”
“เ้าโกหก!”
หมับ!
มือแข็งแกร่งคว้าคอหญิงสาวด้วยมือเดียวก่อนจะยกตัวนางลอยจากพื้นช้า ๆ
“ข้าจะถามอีกครั้ง อู๋ิอยู่ไหน”
“มะ... หม่อมฉะ... ไม่... แค่ก ๆ” มู่หลานพยายามแกะมือเขาออกแต่ไม่สำเร็จ ขาสองข้างแกว่งไปมาด้วยความทรมาน ดวงตาเรียวมองหน้าผู้กระทำอย่างลังเล
“มู่หลาน! ข้ากลับมาแล้ว เ้าดูสภาพของข้าตอนนี้สิ...” อู๋ิชะงักกับภาพตรงหน้าก่อนจะรีบวิ่งไปช่วยนางกำนัลคนสนิทจากเงื้อมมือมัจจุราชทันที
“ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ ปล่อย!”
เมื่อเป้าหมายที่ตามหาปรากฏตัว องค์รัชทายาทหรงซิ่งจึงยอมปล่อยมือแต่โดยดี
“แค่ก แค่ก” มู่หลานยกมือกุมลำคอและไอออกมาอย่างหนัก
“เ้าเป็อย่างไรบ้างมู่หลาน” อู๋ิรีบสอบถามนางกำนัลคนสนิทด้วยความเป็ห่วง เมื่อเห็นรอยสีแดงรอบคอของมู่หลานก็รู้โกรธและหันไปเอาเื่ตัวการ
“เ้าไปไหนมา!”
อู๋ิสะดุ้งกับเสียงทรงพลังแฝงไปด้วยอำนาจขององค์รัชทายาทหรงซิ่งจนลืมคำพูดก่อนหน้าเสียสิ้น สมองคิดหาคำแก้ตัวเพื่อเอาตัวรอดแทนเสียอย่างนั้น
“เอ่อ.. หม่อมฉัน... ปะ... ไหน เอ่อ... ไป... ไปเดินเล่น... ใช่แล้ว! ไปเดินเล่น... กับองครักษ์ฉีมาเพคะ” อู๋ิชี้มือไปที่รองแม่ทัพฉีพร้อมขยิบตาให้ช่วย
ทว่าการกระทำนั้นไม่อาจพ้นสายตาขององค์รัชทายาทหรงซิ่ง เขาเขม้นมองความสนิทสนมและสภาพอันไม่น่าดูของทั้งคู่อย่างสงสัยพร้อมคาดเดาไปต่าง ๆ นานา
เมื่อเห็นสายตาที่มองมาอย่างจับผิด รองแม่ทัพฉีจึงรีบดึงเศษใบไม้ ใบหญ้าออกจากเสื้อผ้าตัวเองและไม่ลืมช่วยจัดการแบบเดียวกันกับองค์หญิงอู๋ิที่มีสภาพแย่กว่าพร้อมทั้งกล่าวแก้ตัวไปด้วย แต่ใครจะรู้ว่ามันเป็การกระทำที่ผิดมหันต์
“ใช่... องค์หญิงอู๋ิบรรทมไม่หลับ กระหม่อมก็เลยเดินเล่นเป็เพื่อนองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ”
“พวกเ้าสองคนกำลังคบ…” หลังได้ข้อสรุปที่น่าใ องค์รัชทายาทหรงซิ่งก็หันไปดึงกระบี่จากมือองครักษ์สือและโจมตีรองแม่ทัพฉีทันที สาเหตุที่อู๋ิกล้าเดิมพันกับฮ่องเต้ก็เพื่อรองแม่ทัพฉีเองหรอกหรือ ทำไมเขาจึงไม่เอะใจก่อนหน้านี้
“อ๊ะ! เหตุใดพวกท่านต้องต่อสู้กันด้วย หยุดนะ! หยุดเดี๋ยวนี้!” อู๋ิะโห้ามและหันไปทางมู่หลานเพื่อขอคำอธิบาย
“หม่อมฉันไม่ได้พูดอะไรเลย สาบานก็ได้เพคะ” มู่หลานปฏิเสธและยกมือสาบานเพื่อยืนยัน
“อีกไม่กี่วันเท่านั้น เหตุใดจึงไม่รอ ั้แ่เมื่อไหร่ที่พวกเ้าสองคน… บอกมา!” องค์รัชทายาทหรงซิ่งตำหนิพร้อมกับตวัดดาบใส่เป้าหมายไปด้วย
“หม่อมฉันรู้แล้วเพคะ” มู่หลานะโเสียงดังหลังนึกรู้ว่าฝ่ายคนลงมือคิดสิ่งใดอยู่
“อะไร เ้ารู้อะไร” อู๋ิถามกลับอย่างร้อนใจ ตาก็มองการต่อสู้ไปด้วย
มู่หลานป้องปากก่อนจะกระซิบเสียงเบา
“องค์รัชทายาทน่าจะเข้าพระทัยผิดเพคะ ทรงคิดว่าองค์หญิงกับรองแม่ทัพฉี เอ่อ... กำลังคบหากันอยู่เพคะ”
“บ้าบอ! ช่างคิดออกมาได้!” อู๋ิะโบ้างและหันไปมองการต่อสู้ของทั้งสองด้วยสีหน้าสยดสยอง แต่หากไม่ทำอะไรสักอย่างก็กลัวเื่ราวจะบานปลายจนถึงขั้นเืตกยางออกโดยไม่จำเป็
“เอาวะ เป็ไงเป็กัน หยุดดดดดดดด” อู๋ิบอกตัวเองก่อนตัดสินใจวิ่งเข้าไปแทรกกลางวงและกางแขนออกพร้อมหลับตาปี๋
“องค์หญิง!” รองแม่ทัพฉีรีบคว้าตัวหญิงสางข้างหน้าหลบก่อนตัดสินใจดึงกระบี่ออกจากฝัก ป้องกันการโจมตีได้อย่างทันท่วงที
เคร้ง!
“เ้ากล้าหันดาบใส่ข้า?”
รองแม่ทัพฉีกระชับกระบี่ในมือและออกแรงดันให้องค์รัชทายาทถอยไปด้านหลัง เขาก้มลงมองหญิงสาวในอ้อมแขนที่ยังคงหลับตา ไม่รับรู้สิ่งใดก่อนจะขมวดคิ้วสงสัย เขาคงเสียสติไปแล้วจริง ๆ ที่หันดาบใส่องค์รัชทายาทเพื่อปกป้องสตรีที่คอยหาเื่แกล้งเขาตลอดเวลา ก็ใครใช้ให้องค์หญิงปกป้องเขาอย่างไม่กลัวตายกันเล่า เช่นนี้แล้วจะปล่อยให้ทรงาเ็ได้อย่างไร
อู๋ิค่อย ๆ ลืมตาขึ้นหลังทุกอย่างเงียบงันไปชั่วขณะ มือคลำไปตามร่างกายและสำรวจตนเองอยู่หลายรอบก่อนจะถอนหายใจโล่งอก
“ข้ายังไม่ตาย”
ดาบถูกโยนคืนไปให้องครักษ์สือ อู๋ิยอมแลกชีวิตเพื่อปกป้องรองแม่ทัพฉี รองแม่ทัพฉีเองก็หันดาบใส่เชื้อพระวงศ์เพื่อปกป้องหญิงสาวคนรักเช่นกัน เช่นนี้แล้วองค์รัชทายาทหรงซิ่งจะกล้าพรากทั้งสองออกจากกันได้อย่างไร
“ในเมื่อพวกเ้ามีรักอันลึกซึ้งจนยอมตายแทนกันได้ ข้าคงต้องทำใจยอมรับ”
คู่รักหมาด ๆ อ้าปากค้างก่อนจะหันมองหน้ากันและนิ่งไปครู่หนึ่ง เมื่อได้สติต่างคนต่างก็ผลักอีกฝ่ายออก อู๋ิปัดเสื้อผ้าตัวเองราวกับเพิ่งััเชื้อโรคไม่ต่างจากรองแม่ทัพฉีที่มีอาการเดียวกัน
“รักลึกซึ้งที่ไหนมี เข้าพระทัยผิดกันไปใหญ่แล้วเพคะ!”
“จริงด้วย กระหม่อมแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“พอเถอะๆ ไม่จำเป็ต้องเล่นละครหลอกข้าอีกแล้ว ข้าเข้าใจความจำเป็ของพวกเ้าดีและสัญญาว่าจะไม่บอกเื่นี้กับใครจนกว่าจะผ่านพ้นพิธีปักปิ่น ดีหรือไม่” มือหนาตบไหล่รองแม่ทัพฉีและพยักหน้าให้ความมั่นใจ
“โอ๊ยยย หัวจะปวด อย่างรองแม่ทัพฉีไม่ใช่สเป็ก เอ๊ย! เขาไม่ใช่แบบที่หม่อมฉันชอบเลยเพคะ ตาก็ตี่ นิสัยก็ไม่ได้ดี ทั้งขี้งกเห็นแก่เงิน เอาใจสตรีก็ไม่เป็ ใครแต่งกับเขาคงได้ซวยไปแปดชาติ”
รองแม่ทัพฉีหันขวับไปมองคนพูดและบอกตัวเองว่าจะยอมแพ้ไม่ได้
“องค์หญิงก็ไม่ใช่สตรีแบบที่กระหม่อมชอบ ขี้โวยวาย นิสัยก็ร้ายกาจ ชอบแกล้งผู้อื่น วันทั้งวันหาแต่เื่ใส่ตัว บุรุษใดแต่งเป็ภรรยาคงได้ซวยไปสิบชาติ”
“สิบชาติ? ข้าพูดแค่แปดชาติเองนะแต่เ้าให้ข้าสิบชาติเลยเหรอ เ้า! ตายซะเถอะเ้าลูกไก่!” อู๋ิพุ่งเข้าใส่ศัตรูทันทีด้วยอารมณ์โมโหขั้นสุด นางวิ่งไล่ทุบเขาไปรอบห้องจนหอบเพราะชายหนุ่มสามารถหลบหลีกได้อย่างว่องไว
“ช่างเป็คู่ที่เหมาะสม” องค์รัชทายาทหรงซิ่งเปรยกับคนสนิทขณะมองดูคู่รักหยอกล้อกันอย่างหวานชื่น
องครักษ์สือมองหน้าเ้านายและหันใบหน้าแดงก่ำขององค์หญิงอู๋ิที่กำลังไล่ทุบรองแม่ทัพฉีอย่างเอาเป็เอาตายก่อนจะฝืนพยักหน้ารับ
มู่หลานเองก็ยิ้มกว้างเพราะไม่เห็นองค์หญิงอู๋ิมีชีวิตชีวาเช่นนี้มานานแล้ว แต่เมื่อสายตาปะทะกับชายสูงศักดิ์ที่เกือบเอาชีวิตตัวเอง ดวงตาปลาบปลื้มก็แปรเปลี่ยนเป็มุ่งร้าย
‘สักวันข้าจะต้องเอาคืนอย่างแน่นอน’
วันรุ่งขึ้น
อู๋ินอนลืมตาอยู่บนเตียงพร้อมขอบตาดำคล้ำเพราะเอาแต่ครุ่นคิดถึงปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกตลอดทั้งคืน เมื่อคืนองค์รัชทายาทหรงซิ่งยอมรามือเพราะความเข้าใจผิดแต่หากเขารู้ว่านางกำลังตามสืบเื่ของพระสนมเหยาฉี เขาต้องไม่เห็นด้วยแน่
“ข้าควรทำสิ่งใดก่อนดี พิธีปักปิ่นก็ใกล้เข้ามาทุกที เื่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ขององค์รัชทายาทก็รอไม่ได้ ไหนจะเื่ของพระสนมเหยาฉีและชาติกำเนิดของตัวเองอีก ทำไมปัญหามันถึงได้มากมายเพียงนี้” อู๋ิกุมหัวศีรษะ นางมั่นใจมากกว่าภารกิจหลักคือต้องช่วยปลดปล่อยองค์หญิงอู๋ิจากความทุกข์ ไขข้อสงสัยเื่ชาติกำเนิดทว่าเื่อื่นนางจะทำเป็ไม่สนใจก็ไม่ได้เช่นกัน
“ไม่ได้การ ข้า้าตัวช่วย”
“เสด็จมาอีกแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“นี่คือประโยคปรกที่เ้าใช้ทักทายองค์หญิงงั้นหรือ” อู๋ิปรายตามองแม่ทัพใหญ่ของแคว้นอย่างไม่สบอารมณ์ เขาเป็ตัวละครที่นางรักแต่ดูแต่ละอย่างที่เขาปฏิบัติต่อนางสิ
“ถวายพระพรองค์หญิง ทรงเสด็จมาที่นี่ทุกวันเลยนะพ่ะย่ะค่ะ” หลี่ไท่หยูประชด
“เ้าและข้าต้องช่วยกันสืบคดี และท่านยังเป็ตัวละครสำคัญในการแสดงของข้าด้วย เช่นนี้แล้วข้ามาทุกวันก็ไม่แปลก จริงไหม”
“แต่วันนี้วันหยุดของกระหม่อม” หลี่ไท่หยูบอกเป็นัย
“อ่อ เช่นนั้นก็ไม่รบกวนแล้ว บาย” อู๋ิเอ่ยลาก่อนจะเดินเข้าไปด้านในไม่สนใจใบหน้าบูดบึ้งของเ้าของจวนแม้แต่น้อยเพราะเป้าหมายคือสหายรักเท่านั้น
“องค์หญิง! วันหยุดทั้งทีจะไม่ให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ” หลี่ไท่หยูะโตามหลังด้วยความหงุดหงิดที่อีกฝ่ายทำพาซื่อไม่สนใจ
“ท่านแม่ทัพอย่าขัดใจองค์หญิงอู๋ิจะดีกว่านะขอรับ ประเดี๋ยวฮูหยินก็โกรธท่านอีก” บีสองเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
หลี่ไท่หยูหันขวับไปมองผู้ใต้บังคับบัญชา มือหนากำแน่นอย่างระงับอารมณ์แต่เหมือนอีกฝ่ายจะไม่รับรู้ว่ากำลังพูดแทงใจดำเขาอยู่
“เมื่อก่อนข้าคิดว่าฮูหยินรักและใส่ใจท่านแม่ทัพที่สุด แต่พอเห็นแบบนี้แล้วข้าว่าองค์หญิงอู๋ิต่างหากที่สำคัญกว่าใคร ๆ”
“บีสองหุบปาก” บีหนึ่งเตือนสหายด้วยความหวังดียิ่งกว่า
“ยกเลิกวันหยุด! วันนี้ข้าจะทำงานทั้งวัน ในเมื่อข้าทำงานพวกเ้าก็ต้องทำเหมือนกัน ไป! จงไปตรวจศพคนร้ายทั้งหมดแล้วลงบันทึกอย่างละเอียด สาเหตุการตาย ยาพิษที่ใช้และจะต้องได้ชื่อจริงของบุคคลนิรนามเหล่านี้ทั้งหมด เข้าใจหรือไม่”
“อ๊ะ... นี่มันไม่ยุติ... อื้อ ๆ" บีสองที่พยายามโต้แย้งถูกบีหนึ่งปิดปากไม่ให้พูดต่อก่อนเขาจะก้มศีรษะรับคำสั่งออย่างแข็งขัน
“ขอรับ”
“ฮึ” หลี่ไท่หยูมองทั้งสองคนด้วยความรู้สึกหงุดหงิดไม่หายก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปทางห้องทำงานแทน ยิ่งได้ยินเสียงหัวเราะของหญิงสาวทั้งสองที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานก็ยิ่งกระทืบเท้าระบายอารมณ์ไปตลอดทาง
“มีเื่ไม่สบายพระทัยหรือเพคะ” เหมยฮวาถามขึ้นหลังสังเกตเห็นแววตากังวลและท่าทางเคร่งขรึมของร้ายเต๋อ
“ตอนนี้มีหลายเื่ที่ข้ากังวล...” จากนั้นอู๋ิก็เริ่มเล่าความกังวลทั้งหมดแก่สหายก่อนจะถอนหายใจ
“อย่าลืมสิท่านคือร้ายเต๋อ ไม่มีใครในแคว้นต่ง ไม่สิ ในโลกนี้เก่งกาจไปกว่าท่านแล้ว”
“ก็จริงที่ข้าคือร้ายเต๋อ แต่ข้าไม่รู้เหตุการณ์ล่วงหน้าเหมือนกับเ้านี่นา อีกอย่างตอนนี้ข้าก็ไม่ได้นั่งอยู่หน้าคีย์บอร์ด ไม่สามารถกำหนดชะตาชีวิตใครได้อีกแล้ว” อู๋ิมองมือเปล่าไร้ประโยชน์ของตนเองอย่างคิดหนัก
เหมยฮวามองหน้าสหายอย่างเห็นใจ ตอนนั้นนางทราบว่าเหตุการณ์ล่วงหน้าจึงสามารถหาทางป้องกันได้ทัน ผิดกับร้ายเต๋อที่ไม่สามารถเดาเนื้อเื่ล่วงหน้าได้
“หม่อมฉันทราบว่าท่านใจร้อนอยากกลับโลกโน้นโดยเร็ว แต่ว่าท่านใจเย็นลงก่อนดีหรือไม่”
อู๋ิชะงักและหันไปมองหน้าสหาย เหมยอวากล่าวมาก็ถูก นางใจร้อนอยากจัดการทุกอย่างให้เสร็จในคราวเดียวจึงทำให้รู้สึกวุ่นวาย สมองตีกัน ความคิดไม่กระจ่าง
“ขอบใจเ้ามากที่ช่วยเตือนสติ จริงด้วย ข้าควรทำสิ่งที่ทำได้ก่อน เช่นนั้นพวกเรามาจัดการเื่การแสดงที่ยังค้างคากันก่อนดีหรือไม่ พวกเขาซักซ้อมบทละครของข้ากันทุกวันหรือไม่”
“แน่นอน มีหม่อมฉันอยู่พวกเขาไม่กล้าเกียจคร้านแน่นอนเพคะ”
“ดี เช่นนั้นพวกเราก็ไปวัดตัวตัดชุดให้พวกเขากันเถอะ”
“ดีเลย หม่อมฉันจะพาองค์หญิงไปที่ร้านผ้าสกุลฟางเพคะ” เหมยฮวายิ้มหวานเพราะอยากอวดความร่ำรวยของตนเองแก่สหายเต็มแก่
อู๋ิทราบดีว่าสกุลฟางร่ำรวย ส่วนหนึ่งก็มาจากการขีดเขียนของนางนั่นแหละแต่ก็ไม่นึกว่าจะยิ่งใหญ่มากถึงเพียงนี้ นอกจากอุตสาหกรรมผ้าแล้ว สกุลฟางยังมีการค้าขายอีกมากมายทั้งเครื่องประดับ เครื่องสำอาง ยารักษาโรคและอื่น ๆ อีก
“ร่ำรวยเกินไปแล้ว”
“ไม่เลือกงาน ไม่ยากจน พวกเราขายทุกอย่างและไม่เลือกลูกค้าดังนั้นสินค้าของเราจึงผลิตมาเพื่อขายั้แ่ระดับชาวบ้านไปจนถึงเชื้อพระวงศ์ อย่างร้านขายผ้าฟางซื่อเชื้อพระวงศ์เกือบจะทั้งหมดก็ใช้บริการจากที่นี่ จนตอนนี้กองภูษาในวังหลวงแทบจะไม่มีงานให้ทำอยู่แล้ว” เหมยฮวาหัวเราะคิกคักและเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ มีผ้าดีแล้วอย่างไร หากขาดฝีมือก็สู้งานเสื้อผ้าจากร้านของนางไม่ได้อยู่ดี
“รูปแบบพวกนี้...”
“หม่อมฉันก็นำแบบในโลกของท่านมาประยุกต์ใช้อย่างไรล่ะ” เหมยฮวากระซิบบอกเคล็ดลับ
“ฉลาดนักนะ” อู๋ิชี้หน้าอีกฝ่ายก่อนจะพากันเดินเข้าไปด้านในเพื่อเลือกผ้าตัดชุดแก่เหล่านักแสดง
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นอู๋ิก็ลุกขึ้นเตรียมตัวจะกลับ ขณะเดินตามหาเหมยฮวาก็สังเกตเห็นคนงานผู้หนึ่งทำท่ามีพิรุธจึงได้เดินตามไปด้วยความสงสัย
“หรือจะเป็คนของร้านคู่แข่ง ไม่ได้การ ข้าจะไม่ยอมให้เขาทำลายร้านของเหมยฮวาเป็อันขาด” อู๋ิเดินตามไปจนถึงห้อง ๆ หนึ่ง เขามองซ้ายขวาอย่างระแวดระวังก่อนจะจับรูปปั้นหมุนและกำแพงด้านข้างก็ขยับเปิดออก
“อะไรกัน เหมยฮวาทราบเื่นี้หรือไม่” อู๋ิพึมพำด้วยความสงสัย นางรอเวลาครู่หนึ่งและรีบเดินตรงไปยังกลไกนั่นทันที ขณะที่เอื้อมมือไปแตะรูปปั้นก็มีมือของใครบางคนก็วางบนไหล่จนนางสะดุ้งหันไปมอง
“เหมยฮวา เ้าเองเหรอ” อู๋ิลูบอกด้วยความใจหายใจคว่ำ
“มาทำอะไรตรงนี้เพคะ”
อู๋ิรีบดึงเหมยฮวาเข้ามาใกล้ก่อนจะป้องปากกระซิบเล่าสิ่งที่เห็น
“พวกเราไปตามท่านแม่ทัพให้มาตรวจสอบดีหรือไม่ เขาอาจนำความลับทางธุรกิจของเ้าไปขาย หรืออาจทำเื่ไม่ดีลับหลังเ้า ไปเถอะ พวกเรารีบไปเร็ว”
เหมยฮวายืนนิ่งไม่ทำตามแม้จะถูกดึงหลายครั้ง
“ทำไมยังยืนนิ่งอยู่อีก เร็วเข้า จะได้จับเขาคาหนังคาเขา”
“เข้าใจผิดแล้วเพคะ ข้างในนั้นก็เป็หนึ่งในธุรกิจของพวกเราเช่นกันแต่ค่อนข้างเป็ความลับมากเพคะ”
“เ้ารู้”
“เพคะ มาเถิด หม่อมฉันจะพาไปดู” เหมยฮวาจับรูปปั้นเพื่อเปิดกลไกก่อนจะเดินนำและยื่นมือให้คนด้านหลัง
“เหมยฮวา เ้าคงไม่ได้ทำธุรกิจสีเทาหรอกนะ แล้วนี่เ้าจะสังหารข้าปิดปากใช่หรือไม่”
“คิก ๆ ๆ”