บทที่ 4 ซาลาเปาไส้หมู
ภายในสำนักตะวันทองคำ มีโรงจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ที่เสิร์ฟอาหารปรุงแต่งพิเศษสำหรับศิษย์ที่ยังไม่ได้ฝึกวิชาสละอาหาร (วิชาอิ่มทิพย์) พวกเขายังคงต้องกินดื่มอยู่เฉกเช่นคนทั่วไป
ในความทรงจำ 'เหวินจื่อห่าว' คนเดิมบรรลุวิชาสละอาหารขั้นต้นแล้ว ดังนั้นเขาจึง้ากินอาหารเพียงแค่สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น
“เ้าอาจจะไม่้าแล้ว แต่ข้านั้นไม่เ้า เพราะฉะนั้น มันจึงจำเป็แต่ทว่า....อาหารปรุงแต่งพิเศษของสำนักตะวันทองคำนั้น... รสชาติช่างจืดชืดสิ้นดีกระนั้นรึ?”
เหวินจื่อห่าวตรวจสอบความทรงจำต่อ จึงทราบว่า อาหารในโรงเลี้ยงรสชาติห่วยแตกสุด ๆ เขาเดามันคงถูกทำขึ้นมาเพื่อกระตุ้นให้พวกศิษย์รีบเรียนรู้วิชาสละอาหาร และเพื่อลดความยึดติดในเื่ทางโลก การบำเพ็ญเพียรจะได้ก้าวหน้าเร็วขึ้น
“เช่นนั้นก็แปลว่าข้าไม่ควรกินของพวกนี้ เพราะข้าไม่้าเพิ่มระดับการบำเพ็ญ แล้วอย่างงั้นในห้องครัวมีของอร่อย ๆ จริง ๆ ไหมนะ?” เหวินจื่อห่าวบ่นพึมพำก่อนจะจะพยายามคนหาในความทรงจำของเ้าของร่าง แต่ทว่า....ไม่ว่าจะลองค้นเท่าใด เขาก็ไม่พบความทรงจำเกี่ยวกับที่ตั้งของห้องครัวเลย ถึงอย่างนั้น เขาก็สันนิษฐานว่ามันน่าจะอยู่ใกล้ๆ กับโรงจัดเลี้ยง ดังนั้น เหวินจื่อห่าวจึงเดินเลี่ยงบริเวณด้านหน้าที่ผู้คนพลุกพล่านของโรงจัดเลี้ยง แล้วมุ่งหน้าไปยังด้านหลังผ่านประตูข้างบานเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางพุ่มไม้หนาทึบ
กลิ่นหอมของอาหารคือรางวัลในตัวมันเอง ไม่รู้ว่าทำไม เขาถึงได้กลิ่นหอมของข้าวสวยหุงสุกใหม่ๆ ลอยมาด้วย
เมื่อตระหนักถึงสภาพของตัวเอง เหวินจื่อห่าวก็จัดแต่งทรงผม และปัดฝุ่นออกจากเสื้อคลุม เตรียมพร้อมที่จะเอ่ยปากขออาหารจากพ่อครัวแม่ครัว แต่หากไม่สำเร็จ เขาก็อาจจะลองไปหาที่หมู่บ้านหรือเมืองของพวกมนุษย์ธรรมดาที่อยู่ด้านนอกสำนักดู เหวินจื่อห่าวไม่ได้รีบร้อนอะไรอยู่แล้ว เพราะตัวเขาไม่ได้หิวจริงๆ เขาแค่ อยาก กินเท่านั้นเอง
เมื่อวางแผนได้แล้ว เหวินจื่อห่าวก็มุ่งหน้าไปยังประตูเรียบๆ ที่เปิดแง้มไว้ครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็จุดที่กลิ่นอาหารโชยออกมา เขากำลังจะเคาะประตู ทว่าประตูกลับเปิดกว้างออกอย่างแรงจากด้านใน
“เอ๋?” ป้าแม่ครัวชะงักฝีเท้า นางดูเหมือนผู้หญิงวัยกลางคน รวบผมอย่างเรียบร้อยและสวมผ้ากันเปื้อนที่ดูทะมัดทะแมง ในมือของนางกำลังหิ้วถังน้ำขุ่นๆ สองใบ
“สวัสดีตอนบ่ายครับท่านป้าแม่ครัว” เหวินจื่อห่าวกล่าวพร้อมกับค้อมศีรษะลงเล็กน้อย ไม่มากจนเกินไป มิฉะนั้นมันจะดูเหมือนเป็การประชดประชัน
“มีอันใดหรือคุณชาย ทางเข้าโรงจัดเลี้ยงอยู่ฝั่งโน้นนะจ๊ะ”
เหวินจื่อห่าวส่ายหัว “ท่านป้าแม่ครัวมีอาหารรสเผ็ดหรือรสหวานพอจะแบ่งปันให้ข้าบ้างหรือไม่ ถ้าท่านเมตตา ข้ายินดีจะช่วยงานท่านเป็การตอบแทน” เหวินจื่อห่าวหวังว่าหญิงวัยกลางคนผู้นี้จะเป็พวกชอบมีผลประโยชน์ในการแลกเปลี่ยน ถ้าสำเร็จมันก็อาจจะได้ของอร่อย ๆ มากิน แต่ถ้าไม่ได้ผล เหวินจื่อห่าวก็แค่วิ่งหนีไปเท่านั้นเอง
แม่ครัวสามัญชนผู้นี้มีนามว่า หลิวจิ้ง นางคุ้นชินเป็อย่างยิ่งกับพวกศิษย์หนุ่มๆ สาวๆ ที่เย่อหยิ่ง (รวมถึงพวกเหล่าอาจารย์าุโอีโก้สูง) คนเหล่านี้มักจะสั่งอาหารเฉพาะเจาะจงซึ่งทำยากมาก ๆ
การ 'ทำอาหาร' ให้สำนักนี้แห่ง แทบจะไม่เรียกว่าการทำอาหารเลยด้วยซ้ำ มันเหมือนกับการชั่งตวงส่วนผสมเพื่อทำยาเสียมากกว่า
ทว่าเมื่อมองดูผู้บำเพ็ญหนุ่มท่าทางขี้เล่นคนนี้ หลิวจิ้งก็ใจอ่อนลง
“ยามนี้พวกป้ากำลังฝ่ายจัดเตรียมกับข้าวหม้อใหญ่สำหรับทานกันเองอยู่ก็มี...” นางไล่เรียงชื่อเมนูอาหารบางส่วน และเฝ้ามองดวงตาของเหวินจื่อห่าวที่เบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความคาดหวัง ราวกับว่าเขากำลังจินตนาการถึงรสชาติในปากของตัวเองอยู่แล้ว
“คุณชายอยากลองหรือไม่”
“ผมกินมันได้จริง ๆ เหรอครับ?”
หลิวจิ้งหัวเราะคิกคักกับท่าทางกระตือรือร้นของเขา “ยอมได้แน่นอน ป้าสามารถจัดกล่องกับข้าวให้คุณชายได้นะ”
เหวินจื่อห่าวพยักหน้ารับทันที เขาลูบคลำไปตามเสื้อคลุม และนึกขึ้นได้ว่าต้องเช็กดูในสาบเสื้อ
“ราคาเท่าไหร่ครับ?”
หลิวจิ้งรีบส่ายหัวทันที “พวกเราไม่คิดเงินกับศิษย์ของสำนักหรอกจ้ะ มาเถอะ มาด้านใน”
เหวินจื่อห่าวเดินตามหลิวจิ้งเข้าไปอย่างว่าง่าย ห้องครัวเป็ห้องยาวขนาดใหญ่ที่มีคนงานแต่งกายเรียบๆ เดินวุ่นวายกันอยู่ หลิวจิ้งหากล่องใส่อาหารสำหรับพกพา และตักอาหารหลากหลายชนิดใส่ลงไป หลิวจิ้งยังใส่ใจตักน้ำปราณใส่กระบอกไม้ไผ่เล็กๆ และจัดเตรียมอุปกรณ์การกินมาให้พร้อมสรรพอีกด้วย
เหวินจื่อห่าวพยักหน้า ดวงตาเป็ประกายสดใสทุกครั้งที่นางหันมามองเขา “มีอะไรที่ข้าพอจะช่วยท่านป้าได้บ้างไหมครับ?” น้ำเสียงของเขาดูจริงจังขึ้นมาอย่างผิดหูผิดตา
หลิวจิ้งส่ายศีรษะ “คุณชายผู้บำเพ็ญ หน้าที่ของพวกเราคือการทำอาหารให้พวกเ้าทาน ไม่จำเป็ต้องจ่ายอะไรตอบแทนหรอกจ้ะ ไปสนุกกับอาหารของเ้าเถอะ”
“ครับท่านป้า” เหวินจื่อห่าวรับกล่องอาหารกลางวันมาแล้วเดินออกไป
ซึ่งเขาก็บันทึกเื่นี้ไว้ในใจเงียบๆ
ในระหว่างการสำรวจที่ผ่านมา เหวินจื่อห่าวได้ทำเครื่องหมายในหัวไว้แล้วว่าจุดไหนที่มีคนพลุกพล่าน และจุดไหนที่ปลอดคน เหวินจื่อห่าวสาวเท้าไปยังสถานที่สันโดษแห่งหนึ่ง แสงแดดที่ส่องลงมาตรงศีรษะถูกใบไม้ของต้นไม้ใหญ่กรองจนเกิดเป็ร่มเงารำไร ทำให้อากาศไม่ร้อนจนเกินไป
ขณะที่เหวินจื่อห่าวกำลังจะทรุดตัวลงนั่ง เขาก็สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวบางอย่างในพุ่มไม้ ซึ่งพอสังเกตุดี ๆ ก็พบว่ามันคือเด็กหนุ่มที่โดนรังแกเมื่อครู่นั่นเอง
“ไปทำอะไรอยู่ในพุ่มไม้น่ะ? ออกมาเถอะ”
ซุนฝูยวี่ค่อยๆ คลานออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ “คารวะศิษย์พี่เหวิน...ข้า...”
เหวินจื่อห่าวยิ้มบางๆ ศิษย์น้องคนนี้ดูประหม่าเกินไปแล้ว “ได้เวลาอาหารกลางวันแล้ว หิวหรือไม่? มานั่งด้วยกันสิ”
ซุนฝูยวี่รีบส่ายหัวทันที “ข้าไม่อยากรบกวนนานขอรับ ศิษย์น้องคนนี้เพียงแค่อยากจะมากล่าวขอบคุณศิษย์พี่สำหรับเื่ก่อนหน้านี้เท่านั้นเอง”
“ไม่เป็ไร เื่เล็กน้อยน่า” เหวินจื่อห่าวกล่าวอย่างสบายๆ เขามองดูอาหารที่เลือกสรรมาในกล่องแล้วหยิบซาลาเปาไส้หมูลูกอวบอ้วนออกมา
“เ้า มานี่สิ”
ซุนฝูยวี่ก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นก้าวหนึ่ง ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ แต่ก็สามารถรับซาลาเปาที่เหวินจื่อห่าวโยนมาให้ได้อย่างแม่นยำ
“ถือสะดวก กินง่าย ดีใช่ไหมล่ะ?”
ซุนฝูยวี่พยักหน้าพลางกอดซาลาเปาไว้แน่น “ขอบคุณครับ ศิษย์พี่!” เขาค้อมศีรษะลงแล้ววิ่งหนีไปทันที
แววตาของเหวินจื่อห่าวอ่อนแสงลงด้วยความขบขัน ช่างเป็เด็กหนุ่มที่อ่อนโยนเหลือเกิน... มิน่าล่ะถึงได้โดนรังแกบ่อยๆ เขาหวังว่าในอนาคตเด็กคนนี้จะมีความมั่นใจมากขึ้นนะ แต่นั่นไม่ใช่ความรับผิดชอบของเหวินจื่อห่าวเสียหน่อย
ในตอนนี้ ความรับผิดชอบของเขาคือการเพลิดเพลินกับอาหารที่เขาอุตสาหะไปเสาะหามาต่างหาก
นอกจากซาลาเปาไส้หมูอีกสองสามลูกแล้ว ยังมีข้าวสวย และกับข้าวอีกหลายอย่าง รวมไปถึงเนื้อผัด ผัดบล็อคโคลี่ (หรือผักอื่นๆ), หมูสามชั้นตุ๋น, ผัดผักโขมกระเทียม และผักดอง…
เหวินจื่อห่าวคีบตะเกียบขึ้นมาลองชิมทีละอย่าง อา!! เนื้อช่างนุ่มเหลือเกิน ผักก็มีรสหวานธรรมชาติเล็กน้อย แม้แต่ข้าวสวยก็ยังนุ่มนวลและหอมอร่อย อาหารเหล่านี้ส่งผ่านพลังงานอันอบอุ่นวาบเข้าสู่ร่างกายของเขา
ดวงตาของเหวินจื่อห่าวโค้งหยีลงเป็รูปพระจันทร์เสี้ยวด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ
ในขณะเดียวกัน ซุนฝูยวี่ก็หยุดวิ่งในที่สุด เขาตำหนิตัวเองอย่างรุนแรง ที่วิ่งหนีออกมาแบบนี้ มันช่างดูเป็การเสียมารยาทเหลืเกิน เขาอดไม่ได้ที่จะก้มลงมองซาลาเปาในมือ
ความรู้สึกจุกแน่นพลันแล่นขึ้นมาที่อก เป็เวลาสองสามปีแล้วนับั้แ่เขาถูกรับเลี้ยงมาจากข้างถนน และเป็เวลาสองสามปีแล้วที่เขาไม่ต้องเผชิญกับความหิวโหยที่แท้จริง สำนักดูแลเื่อาหารการกินของศิษย์รุ่นเยาว์ได้เป็อย่างดี ทำให้วิชาสละอาหารของซุนฝูยวี่ก็ค่อย ๆ พัฒนาขึ้น ซึ่งหมายความว่าเขาไม่จำเป็ต้องกินอาหารมากนัก หากแต่ใช้การดูดซับพลังปราณ (ชี่) จากภายนอกเข้ามาทดแทน
แต่การที่ศิษย์พี่เหวินผู้มีพระคุณมอบซาลาเปาลูกนี้ให้ มันแปลว่าเขาจะเมินเฉยต่อสิ่งนี้ไม่ได้เด็ดขาด
ซุนฝูยวี่กัดเข้าไปคำหนึ่ง ความนุ่มละมุนของแป้งและความกลมกล่อมของไส้หมูก็อบอวลไปทั่วต่อมรับรส มันอร่อยมาก
หัวใจของซุนฝูยวี่สั่นไหว ศิษย์พี่เหวินมีความหมายแฝงอะไรในการให้สิ่งนี้กันแน่นะ?
จบบท