ท้องฟ้าเหนือบาเรียเป็สีน้ำเงินเข้มเกือบดำ
ฮิบิคิบอกว่าจะล่วงหน้าไปจัดการเื่ในบ้านพัก ลัคนามองตามแผ่นหลังเขาจนกระทั่งเด็กหนุ่มหายไปในความมืดในใจยังคิดถึงคำพูดของเขาอยู่
ฉันไม่ได้สำคัญอะไรสักหน่อย
ประโยคนี้ผุดเข้ามาในหัว เธอพอจะคิดได้ว่าก่อนหน้านี้เธอคงเห็นตัวเองเป็คนไร้ค่าคนหนึ่งแต่ในที่นี้เธอกลับเป็กุญแจที่จะขาดไปไม่ได้
“ไปนอนกันเถอะค่ะ พรุ่งนี้ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ” อริสพูดและจูงมือลัคนา
ใต้แสงสีขาวอ่อนๆ ผิวของอริสเหมือนจะเรืองแสงได้ ราวกับนางฟ้าที่ร่วงโรยลงมาจาก์ถูกตรึงอยู่บนพื้นดินและผูกมัดด้วยชะตากรรม
...
เธอนอนไม่หลับ
หลายอย่างวิ่งผ่านความคิด เธอรู้ตัวว่ากำลังเครียด และเมื่อเครียดก็ยิ่งนึกอะไรไม่ออก
ลัคนาพลิกตัวไปทางหน้าต่าง มองท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มแซมด้วยริ้วสีดำ ถึงง่วงแค่ไหนเธอก็ไม่ยอมหลับ
พลังงานของบาเรียเคลื่อนไหวเบาๆ ราวกับจะเรียกเธอออกไปหา
ลัคนาลุกขึ้นอย่างเบาที่สุดเพื่อไม่ให้อริสและคนอื่นที่นอนอยู่ด้วยตื่นพื้นไม้ส่งเสียงเอี๊ยดเมื่อเธอเหยียบ เธอสะดุ้งแต่คนอื่นกลับไม่รู้สึกอะไร เด็กสาวถอนหายใจเดินไปที่บันไดซึ่งอยู่ห่างจากบริเวณที่นอนพอสมควรแล้วเดินลงบันไดช้าๆ มันส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด
ลัคนายิ้มปลงๆ อย่างน้อยถ้าใครคิดจะบุกมาตอนกลางคืนคงจะรู้ตัวกันแหละนะ
ชั้นล่างของบ้านไม้เป็ที่นอนของพวกผู้ชาย มีเสียงกรนดังแว่วมาจากส่วนไหนสักส่วนพวกเขานอนบนพื้นอย่างไม่เป็ระเบียบประมาณว่าอยากนอนตรงไหนก็นอน บางคนก็มีท่านอนตลกเสียจนลัคนาแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่เมื่อเธอกำลังจะเลิกผ้าม่านที่กั้นไว้แทนประตู สายตาก็ไปสะดุดกับบางอย่าง
ที่นอนว่างเปล่า
ฟูกนอนมีรอยยับแสดงให้เห็นว่ามีคนเคยนอนอยู่ตรงนี้ ผ้าห่มถูกคนข้างๆ ดึงไปเรียบร้อย
แต่ไม่นานลัคนาก็เลิกสนใจและออกไปข้างนอก
“นอนไม่หลับเหรอ?”
เสียงเรียกทำให้ลัคนาสะดุ้ง หันไปด้านข้างก็พบฮิบิคิยืนพิงผนังบ้านไม้สายตาคมกริบจ้องมองมาที่เธอ
“ปกติคนที่มาใหม่เนี่ย คืนแรกจะหลับเป็ตายกันทุกคน” เด็กหนุ่มพูดเหมือนคุยกับตัวเองน้ำเสียงเขาห้าวห้วน ลัคนามองเขาด้วยความฉงน
“จะบอกว่าฉันไม่ปกติเหรอคะ?”
“ปะ เปล่า”
“แล้วทำไมต้องทำท่าลุกลี้ลุกลนอย่างนั้นคะ?”
“กะ ก็แค่ไม่อยากให้ใครเข้าใจผิดเท่านั้นแหละ!”
“ฟอร์มแตกเลย”
ลัคนารู้สึกเหมือนมีคลื่นบางอย่างแล่นเปรี๊ยะผ่านศีรษะ เธอเบิกตากว้างแล้วเอามือกุมศีรษะ ปากสั่นโดยไม่มีสาเหตุ“ฉันพูดอะไรออกไป.....?”
มันเป็คำพูดติดปาก หรือเป็จิตใต้สำนึก หรือแค่ความนึกคิดพาไปกันแน่? คำว่า “ฟอร์มแตกเลย” ไม่เหมือนอะไรที่จะออกมาจากปากตัวตนที่เรียกว่า“ลัคนา” เลย
ดวงตาสีม่วงตวัดขึ้นสบดวงตาสีเปลือกไม้ของเด็กหนุ่มตรงหน้า
“ทำไม ฉันรู้สึกเหมือน อึก...!” ฮิบิคิร้องด้วยความเ็ป คลื่นต่างๆในสมองตีกันสับสนวุ่นวาย ลัคนาใที่เขาทรุดลงไปต่อหน้า ไม่กี่วินาทีสุดทรมานผ่านไปเด็กหนุ่มหอบหายใจถี่
“เธอนี่...มันสุดยอด....จริงๆ”
เด็กหนุ่มเผยยิ้มกว้าง
“...ฉันจะเอาเธอเข้าหน่วยลาดตระเวนให้ได้”
บรรยากาศรอบๆ เงียบสนิท เสียงของฮิบิคิกังวานในความมืด
“หน่วยลาดตระเวน คือ...?”
“เป็กลุ่มคนที่มีหน้าที่ออกไปหาข้อมูลข้างนอก” เขาอธิบายคล่องปากราวกับทำแบบนี้มาหลายครั้ง“หน่วยลาดตระเวนมีหน้าที่หาข่าวสาร สำรวจพื้นที่ เก็บข้อมูล ทำแผนที่ สอดแนม และตามหาMT คนใหม่ คนที่จะเข้าหน่วยลาดตระเวนต้องเป็คนที่มีความสามารถในการเอาตัวรอดสูงต้องมีความกล้าหาญที่จะเผชิญกับพวกนักล่า ที่สำคัญ” เขาทุบหน้าอกตัวเองดังปั้ก “ต้องมีใจที่มั่นคง”
“ฟังดู...ยากมาก” ลัคนาเอียงคอ เด็กหนุ่มแสยะยิ้ม
“คนออกไปตายเป็เบือ แต่ยังไงฉันก็แน่ใจว่าเธอจะไม่ตาย” ดวงตาของฮิบิคิทอประกายสดใสมีเปลวเพลิงแห่งความมุ่งมั่นลุกโชนอยู่ในนั้น
นั่นเป็สิ่งแรกที่เธอประทับใจมากในตัวเขา
“...” ลัคนาอยากจะถามว่าเขาเอาความตั้งใจมาจากไหนแต่ก็ตัดสินใจเงียบไว้
“ไปนอนเถอะ ถ้าพรุ่งนี้เธอกลายเป็แพนด้า ฉันก็ไม่เดือดร้อนอะไรหรอกนะ”ฮิบิคิพูดกวนหน้าตายแล้วเดินเข้าบ้านไปเงียบๆ
...
มันเป็เช้าที่ว่างเปล่า แสงสีชมพูอ่อนโยนสาดเข้ามาในห้อง
ลัคนากลัวจนถึงขีดสุดว่าความทรงจำอันน้อยนิดจะหายไปเมื่อเธอลืมตา ตื่นมาโดนไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนมันเป็ความรู้สึกเมื่อตื่นขึ้นมาในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ไม่นานเธอก็นึกออก
เช้าวันแรกในออโรร่าบาเรีย
ลัคนารู้สึกกลวง ไม่ใช่ร่างกายแต่เป็จิตใจ
เด็กสาวลุกขึ้นพร้อมกับเสียงถอนหายใจ แสงที่อบอุ่นทำให้ทุกอย่างกลายเป็สีชมพูผู้หญิงรอบๆ เริ่มตื่นแล้วเก็บผ้าของตัวเอง มีเพียงอริสที่ยังนอนคลุมโปงเหมือนเด็กน้อย
เฟนน่าไม่อยู่ที่นี่ ความโล่งใจเล็กๆ ก่อตัวขึ้น แต่ไม่นานก็เห็นเด็กสาวคนนั้นกระทืบเท้าปึงปังออกจากบ้านพักไม่มีใครพูดอะไรหรือหยุดทำสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่ ลัคนาเดาว่าเื่แบบนี้คงเป็เื่ปกติของเฟนน่า
หลังสะกิดอริสให้ตื่น ทุกคนก็ลงไปพร้อมอยู่หน้าบ้านไม้ อากาศยามเช้าเย็นและชื้นมีกลิ่นคล้ายสนามหญ้าโชยมาทั้งที่รอบๆ ไม่มีหญ้าสักต้น เสียงนกร้องแว่วมาจากที่ไกลแสนไกลความรู้สึกของยามเช้าแบบนี้....มีอยู่ในความทรงจำที่เอื้อมไปไม่ถึง
หลังคุยกันครู่หนึ่ง ผู้คนก็แยกย้ายกันไปทำงานของตน อริสยืนอยู่ข้างลัคนา
“อริส...ไม่ต้องไปทำอะไรเหรอ?” เด็กสาวถามเมื่อทุกคนหายกันไปหมด
“ก็ไม่มีอะไรหรอกนะคะ อยู่หน่วยรักษาความปลอดภัย ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่จำเป็ต้องทำอะไรหรอกค่ะแอบอู้หน่อยก็ได้ แต่หวังว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะคะ” อริสยืดเส้นยืดสาย ฮิบิคิเดินหน้าบูดมาหาทั้งสอง
“ชิ... ไปกัน ลัคนา” เด็กหนุ่มกล่าวห้วนๆ ดูอารมณ์ไม่ค่อยดี
“อือ”
“โชคดีนะคะ ฮิจังห้ามทำอะไรแปลกๆ นะ!”
น่าแปลก ถ้าเป็คนอย่างเขาแล้วน่าจะโวยวายกลับไป
แต่วันนี้กลับเงียบ
เมื่อเดินห่างจากบ้านไม้มาพอสมควร ฮิบิคิถอนหายใจเฮือกใหญ่
“หัวหน้าไม่ให้เธอเข้าหน่วยลาดตระเวน” เขาบอกเสียงขุ่น
“...อย่างนั้นเหรอ?”
ลัคนาไม่รู้ว่าจะตอบเขายังไงดี เธอไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรกับการเข้าหน่วยลาดตระเวนสีหน้าของฮิบิคิหงุดหงิดมากกว่าเดิม มีรอยยิ้มเหยียดปรากฏบนใบหน้า
“ ‘อย่างนั้นเหรอ’ แค่นั้นเอง หึ ดูเหมือนว่าฉันจะเอาแต่ใจ ผลักคนอื่นตามใจชอบอีกแล้วสิ”
“เปล่านะ ฉันแค่—”
“คนที่พูดแบบนั้นกับฉันน่ะ เป็คนในความทรงจำ” เด็กหนุ่มขัด
“ความทรงจำ?!” ลัคนาแทบะโ “ได้ยังไงกันน่ะ?”
ฮิบิคิฉีกยิ้มเหมือนแมว
“ที่ฉันเริ่มนึกอะไรออกบ้างเพราะออกไปข้างนอก”
เด็กสาวไม่พูดอะไร เธอกำลังไตร่ตรอง ข้างนอกนั้นออกไปแล้วก็ใช่ว่าจะกลับมาได้
“เื่นั้นไว้ค่อยตัดสินใจ ก่อนอื่นก็ต้องเรียนเื่ที่นี่” เขาพูดตัดบท
“ฉันอยากออกไปข้างนอก” ลัคนาขัดสีหน้าจริงจัง
“ตั้งใจอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ต้องรู้เื่ในบาเรียก่อน”
เด็กหนุ่มกล่าวพร้อมหันหลังเดินออกไป
ฮิบิคิมาอยู่ที่เพิงโทรมๆ คนกลุ่มหนึ่งกำลังตรวจดูอาวุธ พวกมันดูเก่าและไม่ทนทานมีแท่งลับใบมีดที่เก่ามากจนดูเหมือนแท่งเหล็กธรรมดา
“นี่คือฝ่ายอาวุธของหน่วยรักษาความปลอดภัย ที่นี่มีหน้าที่เตรียมอาวุธสำหรับเวลาฉุกเฉินนอกนั้นหน้าที่ของหน่วยรักษาความปลอดภัยโดยทั่วไปคือป้องกันบาเรียจากผู้เล่นหรือมอนสเตอร์จำได้ไหม?” เด็กหนุ่มหยุดเดินแล้วหันมาถาม
“อือ”
ทั้งสองเดินต่อไปยังลานกว้างอีกด้าม มีคนกลุ่มเล็กๆ กำลังใช้อาวุธ คนท่าทางน่าเกรงขามเดินไปเดินมาคอยมองดูพวกเขามีคำว่าครูผุดเข้ามาในหัวของลัคนา
“พวกนั้นคือหน่วยรักษาความปลอดภัยอีกกลุ่ม ส่วนที่เดินไปมานั่นคือพวกครูฝึกมีหน้าที่ฝึกคน ส่วนใหญ่เคยอยู่หน่วยลาดตระเวนก่อนต้องเกษียณเพราะอาการาเ็ ผู้ชายหน้าตาน่ากลัวตรงนั้นคือหัวหน้าประกายมาศเป็หัวหน้าหน่วยป้องกันบาเรียและหัวหน้าครูฝึก” เขาเดินต่อไปโดยไม่ถามความเข้าใจก่อนดูเหมือนอยากจะให้การเดินดูจบลงโดยเร็ว
พวกเขามาถึงศาลาพังๆ มีคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ โต๊ะไม้กลมอยู่ตรงกลาง เหมือนกับกำลังประชุมอะไรสักอย่าง
“นั่นคือพวกหัวหน้ากับรองหัวหน้าหน่วย เหมือนจะไปรวมกันอยู่ตรงนั้นหมดยกเว้นหัวหน้าประกายมาศแฮะนั่นก็หัวหน้าหน่วยลาดตระเวน อรุโณทัย ส่วนนั่นรองหัวหน้าหยางนั่นรองหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยชื่อเฮน็อก ที่เหลือคือพวกหัวหน้าทีมย่อยของหน่วยลาดตระเวน”เขาพูดเสียงเนือยๆ จากนั้นฮิบิคิก็พาลัคนาไปที่ขอบบาเรียด้านหนึ่ง ที่นั่นมีกลุ่มคนนั่งอยู่ดูเหมือนจะแค่นั่งเล่นไม่ได้ทำอะไร
“แล้วพวกนั้นคือพวกไม่ทำอะไรเลย เรียกหรูๆ ว่าคนเฝ้าบาเรีย แค่ชื่อก็รู้แล้ว”แวบหนึ่งลัคนาเห็นเฟนน่า
ฮิบิคิยังเดินต่อไป สถานที่ถัดมาคือขอบของบาเรียอีกด้านหนึ่ง จากตรงนี้สามารถมองเห็นผืนป่ากว้างและเมืองท่ามกลางต้นไม้สีม่วงน่าแปลก ตอนนี้จุดเล็กๆ ที่เคยเดินขวักไขว่กลับเหลือน้อยมาก แสงที่เคยสว่างวูบในป่าก็ไม่มีลัคนาคิดว่าเพราะยังเช้าอยู่ พวกเขาจึงยังไม่ตื่นกัน
“อยากไปที่นั่นจัง”
“ที่ไหนล่ะ?”
“ตรงนั้น”
ฮิบิคิมองตามนิ้วของลัคนาแล้วถอนหายใจเสียงดัง
“อยากตายนักเหรอเธอ?” น้ำเสียงเขาไม่มีความโกรธเขาพูดเหมือนกับเวลาดุเด็กเล็กมากกว่า
“ตรงนั้น คืออะไรเหรอ?” เด็กสาวถาม
“เมือง” เขากล่าวสั้นๆ “เป็เมืองที่มีพวกผู้เล่นอยู่กันเยอะที่สุด ทางที่ดีไม่ว่าเธอฉัน หรือใครก็ตาม ห้ามเข้าไปใกล้เมืองนั้นหรือป่ารอบๆ เมืองนั้น ถ้าก้าวเข้าไปก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้นแหละ”
ลัคนาฟังคำอธิบายของเด็กหนุ่ม ความรู้สึกอันแรงกล้าก็เอ่อล้นขึ้นมา ไม่ใช่ความกลัวหรือความหวาดระแวงมันไม่ใช่ความรู้สึกด้านลบใดๆ มีเพียงความรู้สึกว่า
อยากไปที่นั่น
อยากไปที่นั่นเหลือเกิน