สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 1 บทที่ 30 แรร์ไอเทมสามกล่อง

            แม้ว่าพลังของทักษะ 'คำราม' จะอ่อนลงไปมากเมื่อตะโกนลงไปข้างล่างแต่มันก็มากเกินพอสำหรับม้าธรรมดาๆ ทั้งสี่ตัว ม้าสีดำทั้งสี่ตัวถูกเสียงตวาดของซุนเฟยทำให้ปั่นป่วนจนร้องออกมาอย่างหวาดกลัว จากนั้นกีบเท้าของพวกมันก็เหมือนอ่อนแรง คุกเข่าลงกับพื้น เพราะถูกเสียงนั่นทำตกใจมันจึงปัสสาวะราด

     

            อัศวินเกราะดำทั้งสามนายรีบกระโดดลงจากหลังม้าแทบไม่ทัน

     

            “ไอ้ม้าสมควรตาย!”

     

            แส้หนังกระหน่ำฟาดไปที่ม้าสีดำราวกับห่าฝนที่เทกระหน่ำลงมา

     

            แต่ไม่ว่าพวกเขาจะฟาดพวกมันไปมากแค่ไหนม้าศึกที่ผ่านการฝึกมาอย่างดีนั้นเหมือนถูกสาปแช่ง เอาแต่คุกเข่ากับพื้น ร้องคร่ำครวญไม่หยุด ไม่ว่าจะทำอย่างไรพวกมันก็ไม่ลุกขึ้น

     

            “โอ๊ะโอดูสิ ม้าคงกลัวจนฉี่ราด ฮ่าๆๆ”

     

            “ไอ้พวกลูกหมาไสหัวไปซะ! ไปหยิบดาบหรือหอกออกมาสู้กันซะ!”

     

            “อยากให้พวกข้ายอมจำนน? ฝันไปเถอะ มาลองชิมรสขวานของปู่เจ้านี่!”

     

            “เมืองแซมบอร์ดไม่ใช้สิ่งที่พวกหนอนแมลงสกปรกอย่างพวกเจ้าจะได้มันไปพวกข้าจะสั่งสอนพวกเจ้าให้จำไปจนตาย...”

     

            “ฮ่าๆกลัวหรือเปล่า? ไปเรียกแม่เจ้ามาช่วยสิ!”

     

            “...”

     

            เห็นฉากที่ได้ระบายความโกรธเช่นนี้ทหารและเหล่าชาวบ้านบนกำแพงก็พลันหัวเราะออกมาเสียงดัง ทหารกล้าบางคนก็หัวเราะเยาะใส่แม้กระทั้งบางคนควัก...ออกมา แล้วฉี่ลงไปด้านล่าง...

     

            ตึง ตึง ตึง!

     

            เหล่าทหารเคาะอาวุธในมือตัวเองจนเกิดเสียงกระทบกันของโลหะที่ทรงพลังเป็นฉากที่น่าตื่นตาตื่นใจและสอดคล้องกับการกระทำของแลมพาร์ดและซุนเฟยเมื่อครู่นี้ ทำให้ความกลัวในใจทุกคนค่อยๆ สลายไปทันทีแม้แต่ทหารที่ขี้ขลาดตอนนี้ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกฮึกเหิมจนแทบจะอดใจรอไม่ไหว อยากจะให้สงครามเริ่มขึ้นเดี๋ยวนี้อยากจะสังหารข้าศึกสักคนสองคนด้วยมือตัวเอง

                ……

     

            ริมชายฝั่งแม่น้ำจู่ลี่ฝั่งตรงข้าม

     

            ชายหน้ากากเงินมองเห็นฉากนี้จากไกลๆ ท่าทางชิลๆ มาตลอดตอนนี้ก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปจนโกรธจนหน้าเขียวไปในทันที

     

            เดิมทีเขาอยากจะยืมความขัดแย้งระหว่างประชาชนและราชวงศ์ของเมืองแซมบอร์ดมาทำลายขวัญกำลังใจทหารของเมืองหากสามารถทำสำเร็จก็จะสามารถสร้างความขัดแย้งและความเคลือบแคลงระหว่างประชาชนและราชวงศ์ได้แต่แม้ว่าสุดท้ายจะยุแยงไม่สำเร็จแต่ก็อาจจะสร้างความขัดแย้งภายในได้พลังการรบก็จะลดลงแบบนี้เมืองแซมบอร์ดก็จะตกอยู่ในกำมือของตัวเองได้เร็ว

     

            แต่...

     

            คาดไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้

     

            นั่นเป็นเพราะการกระทำงี่เง่าของไอ้โง่ 'หมายเลข 1' ที่ดันทำลายประเพณีการเจรจาสงครามทำให้ฝ่ายตรงข้ามหาเหตุผลลงมือจู่โจมได้อย่างชอบธรรมไม่เพียงตัวเองจะตาย ยังถูกอีกฝ่ายคว้าโอกาสนี้มาปลุกขวัญกำลังใจทหารฝ่ายตัวเองขึ้นมาได้ในขณะเดียวกันก็ทำลายขวัญกำลังใจฝ่ายทหารเกราะดำ

     

            “สมควรตาย...”

     

            ชายหน้ากากเงินอดไม่ได้ที่จะด่าออกมาไม่รู้เพราะอะไรเขาถึงรู้สึกว่าการโจมตีเมืองแซมบอร์ดครั้งนี้ดูท่าจะไม่ง่ายดายเหมือนที่ตัวเองคาดคิดไว้

     

            “นายท่านให้ข้าไปสังหารนักรบสามดาวที่บ้าบิ่นคนนั้นเพื่อท่านเถอะ!”

     

            แรนดุ๊ก นักรบระดับสามดาวรู้สึกว่านี่จะเป็นโอกาสดีที่ตัวเองจะได้แสดงความสามารถ จึงรีบกระทุ้งม้ามาด้านหน้าเพื่อขอร้อง

     

            อัศวินเกราะดำคนอื่นๆ ก็ทนไม่ไหวเช่นกัน

     

            เห็นสหายถูกสังหารเหล่าอัศวินเกราะดำต่างรู้สึกศักดิ์ศรีของตัวเองในฐานะที่เป็นคนใกล้ชิดของชายหน้ากากเงินกำลังยั่วยุจึงพากันร้องขอให้บุกเข้าโจมตีเมืองทันที ละเลงเลือดเมืองแซมบอร์ดซะเพื่อแก้แค้น

     

            แต่

     

            ชายหน้ากากเงินกำแส้ม้าในมือแน่น

     

            ข้อต่อนิ้วมือของเขาก็ขาวซีดเพราะออกแรงกำแน่นเกินไป เห็นได้ชัดว่าเขาพยายามอย่างหนักเพื่อยับยั้งความโกรธของตัวเอง

     

            หลังจากคิดวิเคราะห์ชั่วครู่ในที่สุดเขาก็โบกมือให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหยุด ทำให้ทุกคนพากันแปลกใจเขากระซิบพูดว่า “ถ่ายทอดคำสั่งข้า ให้กองทัพเราไม่ต้องเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้นหลังอาหารเที่ยงค่อยเริ่มโจมตีเมือง!”

     

            แรนดุ๊กและเหล่าอัศวินเกราะดำพากันตกตะลึงคาดไม่ถึงว่าจะออกคำสั่งเช่นนี้

     

            “พวกชาวนาชั้นต่ำเหล่านั้น ตอนนี้ขวัญกำลังใจพวกมันกำลังลุกโชนเข้าโจมตีตอนนี้ก็เข้าแผนไอ้ราชาปัญญาอ่อนน่ะสิ...”ชายหน้ากากเงินสะบัดแส้ม้าไปทางเมืองแซมบอร์ดที่ตั้งอยู่ห่างไกล ก่อนจะพูดอย่างเย็นชาว่า“รอจนถึงช่วงบ่ายขวัญกำลังใจพวกมันคงลดลงและนั่นจะเป็นโอกาสของพวกเรา เมื่อเวลานั้นมาถึงก็ให้รีบเข้าโจมตีเมืองนำบันไดยึดเมืองและอุปกรณ์ทั้งหมดเข้าสู่สนามรบ ข้าอยากยึดเมืองเล็กๆ นี่ภายในครึ่งชั่วโมงและละเลงเลือดไปสามวัน แก้แค้นให้กับนักรบของข้า”

     

            พูดจบชายหน้ากากเงินก็ตะโกนเสียงดังใช้แส้ฟาดม้าให้กลับค่าย

     

            ……

     

            เมืองแซมบอร์ด

     

            สามนาทีต่อมา

     

            ซุนเฟยและบรู๊คมองหน้ากันและกัน

     

            เดิมทีทุกคนบนกำแพงต่างคิดว่า หลังจากที่บรู๊คสังหารชายเกราะดำไปข้าศึกจะบุกเข้าโจมตีด้วยความโกรธ เหล่าทหารก็เตรียมรบตั้งนานแล้ว...

     

            แต่ใครจะรู้ว่าเวลาผ่านไปตั้งสามสี่นาทีแล้วการโจมตีอย่างดุเดือดที่คาดไว้ก็ไม่มาสักทีกองทัพชายชุดดำก็ยังคงอยู่ขบวนรบแบบเดิม ปักหลักอยู่ตรงสะพานไม่เข้ามา แต่ก็ไม่ถอยกลับ และยังอยู่นอกขอบเขตระยะการยิงธนูของพลธนูที่จ้องตะครุบเหยื่อดั่งพญาเสือ

     

            “เวรเอ๊ยนี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?”

     

            ซุนเฟยรู้สึกงงมากเขารู้สึกว่าสมองของผู้บังคับบัญชาการฝ่ายศัตรูคงถูกลาเตะทิ้งจากหัวไปแล้ว หรือว่าจะเล่นลูกไม้อะไรอีก?

     

            บรู๊คกลับก้มหน้าครุ่นคิด

     

            เขารู้สึกว่าเจตนาของผู้บังคับบัญชาลึกลับของฝ่ายศัตรูช่างเข้าใจยากดีแท้แม้แต่การโจมราวกับพายุคลั่งที่เขาคาดการณ์ไว้ก็ไม่มาแต่ในความเงียบสงบเหมือนกับว่าจะเกิดพายุที่น่ากลัวและทรงพลังยิ่งกว่าเดิมขึ้นมา

     

            ได้รับการแต่งตั้งจากฝ่าบาทให้เป็นผู้บังคับบัญชาการทหารสูงสุดในสงครามปกป้องเมืองแซมบอร์ดบรู๊ครู้สึกว่าตัวเองมีภาระหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่จำเป็นต้องวิเคราะห์เจตนาของฝ่ายศัตรูให้ออกโดยเร็ว

     

            คิดสักพักดวงตาของบรู๊คก็มองไปทางยอดเขารอบๆ

     

            เพื่อมั่นใจว่าข้าศึกจะไม่บุกเข้ามาโจมตีจากทางภูเขาบรู๊คได้สั่งให้ทหารที่มีไหวพริบสองสามคนไปตรวจดูยอดเขาสามลูกที่อยู่นอกเมืองแซมบอร์ดเพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูแอบส่งยอดฝีมือปีนขึ้นภูเขามาโจมตี

     

            ผ่านไปอีกสิบนาที

     

            เวลาผ่านไปอย่างช้าๆบรรยากาศบนกำแพงเมืองเริ่มเปลี่ยนไป

     

            ทันใดนั้นซุนเฟยก็พบว่าจิตวิญญาณของเหล่าทหารเริ่มหย่อนยานลงมาค่อยๆ คลายอาวุธในมือเล็กน้อย ดวงตาที่มองไปด้านนอกเมืองมีความหดหู่เล็กน้อยหากเป็นเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว สภาพจิตวิญญาณและขวัญกำลังใจของเหล่าทหารที่เหมือนคันธนูที่ถูกง้างออกเป็นรูปพระจันทร์เต็มดวงอย่างแข็งขันแต่ตอนนี้ความแข็งขันก็เปลี่ยนไปเป็นหย่อนหยาน

     

            สถานการณ์ไม่ดี

     

            ขวัญกำลังใจที่เขาเพียรพยายามปลุกเร้าขึ้นมากลับถูกการกระทำที่แปลกประหลาดของศัตรูทำลายลงในอีกไม่นานความรู้สึกคงเหมือนกับใช้พลังงานทั้งร่างอย่างหนักหน่วงเพื่อชกออกไปแต่กลับต่อยไม่ถูกเป้าหมายเหมือนชกอากาศคงรู้สึกอึดอัดมาก

     

            ในหัวของซุนเฟยพลันนึกถึงบทเรียนหนึ่งในโลกเก่าขึ้นมาด้วยความบังเอิญ

     

            การอภิปรายของเฉากุ้ย

     

            ที่ว่าขวัญกำลังใจหากปล่อยไว้นานมันก็จะค่อยๆ ลดถดถอยลง!

     

            “เป็นไปได้ว่าผู้บัญชาการลึกลับของฝ่ายศัตรูจะใช้กลยุทธ์เดียวกันกับความคิดของเฉากุ้ย? หากเป็นอย่างนั้น...”

     

            ซุนเฟยใจเต้น

     

            ถ้าเป็นอย่างที่พูดมันคงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากแน่ๆ

     

            เมื่อได้ค้นพบข้อมูลจำนวนมากซึ่งนี่เป็นสิ่งที่แน่ชัดที่สุดแล้วผู้บัญชาการฝ่ายศัตรูฉลาดกว่าที่เขาคิดไว้มากเขาไม่เพียงควบคุมตัวเองได้ แต่ยังเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์อีกด้วย หลายครั้งไม่ว่าขวัญกำลังใจจะมากหรือน้อย หากใช้ดีๆ จะเป็นประโยชน์อย่างมากแม้กระทั่งสามารถตัดสินแพ้ชนะในการรบได้

     

            จะทำอย่างไรดี?

     

            เมื่อเดาเจตนาของฝ่ายศัตรูได้ซุนเฟยกลับไม่สามารถหาวิธีจัดการได้

     

            เห็นได้ชัดว่าแม้ว่าอุบายที่ผู้บัญชาการฝ่ายตรงข้ามใช้จะถูกซุนเฟยมองออกด้วยสถานการณ์ในเมืองแซมบอร์ดตอนนี้ที่มีทหารจำนวนจำกัดเมื่อแรงจูงใจในการโจมตีตอนแรกได้ชะงักลง คงยากที่จะฟื้นฟูขวัญกำลังใจทหารขึ้นมาใหม่ แต่จะให้ละทิ้งความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และเป็นฝ่ายโจมตีก่อนมันจะต่างอะไรกับเดินไปหาความตาย

     

            แต่ถ้าให้รอต่อไปแบบนี้คงจะทำให้จิตวิญญาณทหารทุกคนจะตึงเครียดมากยิ่งขึ้นไม่ช้าก็เร็วก็จะถูกแรงกดดันมหาศาลกดดันจนจิตวิญญาณสูญสลายไป

     

            ซุนเฟยคิดไปคิดมาสุดท้ายก็เรียกบรู๊คมาข้างๆ จัดการดำเนินการอย่างรอบคอบโดยการแบ่งทหารป้องกันเมืองเป็นสองฝ่ายภายใต้สถานการณ์ที่ศัตรูยังไม่เข้ามาโจมตี ให้ฝ่ายหนึ่งไปพักผ่อนอีกฝ่ายหนึ่งเฝ้าระวังต่อไปเปลี่ยนกะทุกๆ ยี่สิบนาทีเพื่อให้แน่ใจว่าสภาพจิตใจและพละกำลังของเหล่าทหารเป็นปกติ...

     

            นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ซุนเฟยคิดได้ในเวลานี้

     

            ผ่านไปประมาณยี่สิบกว่านาทีพระอาทิตย์ก็ค่อยๆ ขึ้นสู่ท้องฟ้า

     

            ตอนนี้แสงอาทิตย์ก็เปลี่ยนเป็นร้อนระอุขึ้นมาอาวุธและหมวกเกราะที่หนัก รวมทั้งแรงกดดันทางจิตใจมหาศาลที่กองทัพศัตรูนำกำลังมาแบบมืดฟ้ามัวดิน ทำให้เหล่าทหารบนกำแพงเมืองแซมบอร์ดเริ่มเหงื่อไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

     

            ซุนเฟยยืนอยู่บนกำแพงเฝ้าสังเกตการณ์อย่างระมัดระวังเมื่อเห็นว่าฝ่ายศัตรูยังคงไม่มีทีท่าจะบุกเข้ามาสักนิด

     

            เขาคิดแล้วคิดอีก

     

            ตัดสินใจที่จะไม่รออย่างโง่ๆ อีกต่อไป

     

            เวลาทุกนาทีทุกวินาทีสำหรับซุนเฟยมีค่าเขาจำเป็นต้องคว้าโอกาสเข้าไปในโลก Diablo เพื่อฝึกฝนและอัพความแข็งแกร่งซึ่งมันดีกว่าจะมานั่งรอแบบนี้มากนัก

     

            ซุนเฟยหมุนตัวกลับไปที่หอสังเกตการณ์ให้เพียร์ซที่สะพาย 'กระบี่ราชา' ไว้ด้านหลังเฝ้าระวังอยู่ด้านนอกซุนเฟยนั่งบนก้อนหินแล้วหลับตาลง รวบรวมพลังจิตสื่อสารกับเสียงลึกลับในหัว

     

            ไม่นานก็ได้รับการตอบรับ

     

            “พลังจิตเพียงพอ...สแกนจิตวิญญาณ...จิตวิญญาณถูกต้อง...นับถอยหลังเข้าสู่โลกDiablo ใน สาม...สอง...หนึ่ง...ดิ๊งด๊องเข้าสู่โลก Diablo!”

     

            ……

     

            กลับเข้าสู่โลก Diablo ซุนเฟยอยู่ในตัวละคนคนเถื่อนที่ตัวเองเลือกอยู่

     

            เขาปรากฏตัวขึ้นในสุสานของ 'โคลด์เพลส'

     

            ศพของ 'บลัด เรเว่น' ยังคงนอนอยู่ตรงหน้ามีไอเทมเปล่งแสงสีเหลืองและเหรียญทองสีส่องประกายกองบนพื้น แต่เขาไม่ได้มีเวลาที่จะหยิบมันขึ้นมาเพราะเมื่อเขาเข้าเล่นเกมอีกครั้ง มอนสเตอร์รอบๆ สุสานก็ได้พากันเกิดใหม่มอนสเตอร์ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น 'ชาแมน' หรือ 'โร้กมืด' ที่มีจำนวนนับไม่ถ้วนเมื่อพวกมันเห็นมนุษย์ปรากฏตัวออกมาก็พลันกรีดร้องแล้วพุ่งเข้ามาอย่างมืดฟ้ามัวดิน

     

            และการต่อสู้ได้เริ่มขึ้น

     

            ใช้เวลาจัดการไม่นานซุนเฟยก็ล้างบางเหล่ามอนสเตอร์รอบๆ สุสานอีกครั้ง

     

            ตอนนี้กำลังเริ่มเก็บเหรียญทองและไอเทมที่ตกออกมา

     

            หลังจากนับแล้วซุนเฟยก็พบว่ารางวัลของตัวเองครั้งนี้ค่อนข้างเยอะพอสมควร

     

            แรร์ไอเทมสามกล่อง อันหนึ่งเป็นโล่ที่ตรงขอบของมันจะมีเหล็กแหลมคมยื่นออกมาอีกอันเป็นกระบี่สั้นรูปร่างแปลกๆ ส่วนอีกอันจะเป็นถุงมือสีบรอนซ์คู่หนึ่ง

     

            แต่ไอเทมทั้งสามกล่องนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบดู จึงไม่รู้ว่ามันมีพลังอำนาจอะไร

     

            นอกจากแรร์ไอเทมแล้วยังมีไอเทมเมจิคระดับ 1 อีกสามกล่อง ซุนเฟยหยิบมันใส่กระเป๋าหลัง คิดว่าคงขายได้ราคาไม่น้อย

     

            ส่วนเหรียญทองที่ได้จากมอนสเตอร์มีทั้งหมดหกเหรียญทองซุนเฟยเก็บพวกมันขึ้นมาทั้งหมด

     

            เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยก็เปิดหน้าจอสเตตัสขึ้นมา