บุรุษทั้งสามมองหน้ากันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความใคร่รู้และตื่นเต้นกับพลังที่เพิ่งได้รับจากพระอาจารย์ความสงสัยในตัวฮวาเสี่ยวซีและ "โลกอื่น"ของนางยังคงเกาะกุมอยู่ในใจพวกเขาอย่างแรงกล้า
"พวกเจ้า...อยากลองไหม?" อี้เฟยหลงเอ่ยขึ้นเป็นคนแรกน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ก็แฝงความตื่นเต้นที่ไม่อาจปกปิดได้
อี้หานเฟิงพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น"แน่นอน! ข้าอยากรู้ว่า 'บิกินี' นั่นมันอะไรกันแน่และโลกที่เสี่ยวซีจากมาเป็นเช่นไร" เขาหันไปมองฮ่องเต้ ราวกับขอความเห็น
ฮ่องเต้อี้จงเหวินทรงพยักพระพักตร์ช้าๆ พระเนตรทอประกายแห่งความสนใจ"เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ทำความเข้าใจนางให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น...เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีก
ทั้งสามต่างเห็นพ้องต้องกันพวกเขาต้องการรู้เรื่องราวของฮวาเสี่ยวซีในโลกเดิมของนางเพื่อจะได้เข้าใจนางอย่างแท้จริงและไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดจนเป็นเหตุให้นางต้องเจ็บปวดอีก
ทั้งสามบุรุษต่างหลับตาลงพร้อมกันพยายามจินตนาการถึง "วัยเด็กของฮวาเสี่ยวซี" ในโลกที่นางจากมา "ในประเทศคอมมิวนิสต์"เพื่อทำความเข้าใจสภาพแวด ล้อมที่หล่อหลอมนิสัยของนาง
ภาพเบื้องหน้าพวกเขาเริ่มก่อตัวขึ้นมันเป็น อาคารคอนกรีตขนาดใหญ่ที่ดูแข็งแรงทนทาน ผนังสีเทาเรียบ ๆมีหน้าต่างเป็นช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เรียงเป็นระเบียบ ภายในอาคารมีห้องต่างๆ มากมายมีเตียงสองชั้นโลหะเรียงรายอยู่ในห้องนอนรวมอย่างเป็นระเบียบไร้ที่ติและมีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับทำกิจกรรมที่ดูกว้างขวางแต่ไร้ชีวิตชีวา
พวกเขาเห็นฮวาเสี่ยวซีในวัยเด็ก อีกครั้ง นางยังคงตัวเล็กแต่ดูมีวินัยและแข็งแรงกว่าเดิมเล็กน้อย นางกำลังทำกิจกรรมร่วมกับเด็กคนอื่นๆในเครื่องแบบสีเรียบๆ ไม่มีสีสันสดใสแบบที่เคยเห็นก่อนหน้า การเคลื่อนไหวของเด็กๆดูพร้อมเพรียงและเป็นระบบ ไม่มีใครวิ่งเล่นอิสระอย่างที่เคยเห็น
เสียงที่ได้ยินในครั้งนี้ก็แตกต่างออกไปมีเสียงคำสั่งที่เฉียบขาดจากผู้ดูแลซึ่งสวมเครื่องแบบคล้ายทหารมีเสียงเพลงปลุกใจที่ดังมาจากลำโพงและเสียงอ่านหนังสือท่องจำอย่างพร้อมเพรียงของเด็กๆ ทุกคนสีหน้าของผู้ดูแลดูจริงจังและเคร่งขรึม ไม่ได้มีรอยยิ้มหรือความอ่อนโยนมากนัก
ภาพตัดไปยังโรงอาหารพวกเขาเห็นเด็กๆ เข้าแถวรอรับอาหารอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยอาหารมีเพียงไม่กี่อย่าง ดูเรียบง่าย แต่ก็ดูสะอาดและมีปริมาณที่เพียงพอฮวาเสี่ยวซีเองก็ได้รับอาหารในปริมาณที่เท่าเทียมกับคนอื่น นางนั่งกินอย่างเงียบๆและรวดเร็ว ไม่มีเสียงพูดคุยหรือหัวเราะเหมือนเด็กทั่วไปทุกอย่างดูเป็นไปตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด
อี้เฟยหลงขมวดคิ้วแน่นเขารู้สึกถึงความกดดันบางอย่างจากภาพที่เห็น "นี่คือยุคสองพันของนางหรือ...เหตุใดทุกอย่างจึงดูเคร่งครัดและไม่มีชีวิตชีวาเช่นนี้" เขานึกถึงภาพ"บิกินี" และ "อาบแดด" ที่ได้เห็นก่อนหน้าแล้วรู้สึกว่ามันขัดแย้งกับภาพในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง
อี้หานเฟิงถอนหายใจ"พวกเขาไม่มีความสุขเลยหรือไร? เหตุใดจึงต้องทำทุกอย่างพร้อมเพรียงกันเช่นนั้นไม่มีใครเป็นตัวของตัวเองเลยหรือ"เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมนิสัยของฮวาเสี่ยวซีถึงได้รักอิสระและชอบความป่วนวุ่นวายอย่างมาก
ฮ่องเต้อี้จงเหวินทรงทอดพระเนตรภาพนั้นอย่างพิจารณา พระพักตร์ฉายแววครุ่นคิด "นี่คือ 'ประเทศคอมมิวนิสต์' ที่เจ้าว่าหรือ...ผู้คนถูกควบคุมทุกย่างก้าว ไม่มีอิสระในการแสดงออก...ไม่แปลกใจที่นางจะมีนิสัยแข็งกร้าวและตรงไปตรงมาเช่นนี้เพราะนางคงต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อรักษาความเป็นตัวเองไว้ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้"
ภาพนั้นเลือนหายไปอีกครั้งทิ้งให้บุรุษทั้งสามครุ่นคิดถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่ห่างกันลิบลับพวกเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมฮวาเสี่ยวซีถึงมีนิสัยและวิธีคิดที่แตกต่างจากสตรีในยุคของพวกเขาและทำไมความรักอิสระจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนางมากเพียงนี้
ฮวาเสี่ยวซีในวัยสิบขวบ:การดิ้นรนเพื่อชีวิต
หลังจากที่ได้เห็นภาพชีวิตที่เคร่งครัดในบ้านกำพร้าแบบคอมมิวนิสต์บุรุษทั้งสามต่างก็อยากรู้ว่าฮวาเสี่ยวซีเติบโตมาอย่างไรภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนั้นพวกเขานึกภาพนางในวัยที่โตขึ้นเล็กน้อย และแล้ว ภาพก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้ภาพฉายให้เห็น ฮวาเสี่ยวซีในวัยสิบขวบ ตัวนางยังคงเล็กกะทัดรัดแต่แววตากลับฉายแววเฉลียวฉลาดและมุ่งมั่นผิดกับเด็กในวัยเดียวกันภาพไม่ได้อยู่ในบ้านกำพร้าอีกต่อไป แต่นางกำลัง แอบหนีออกมาจากอาคาร ในยามวิกาลอย่างเงียบเชียบทุกย่างก้าวระมัดระวังราวกับกลัวว่าจะมีใครมาพบเห็น
พวกเขาเห็นฮวาเสี่ยวซีเดินไปตามถนนหนทางที่มืดมิดมีเพียงแสงไฟสลัวๆ จากเสาไฟที่ตั้งอยู่ห่างๆ กันเธอเดินเข้าไปในตรอกซอกซอยที่คับแคบและสกปรก และหยุดอยู่หน้า ร้านอาหารเล็กๆแห่งหนึ่ง ที่ดูเก่าแก่และโทรม
ภายในร้านนางกำลังทำงานอย่างขยันขันแข็ง ภาพที่เห็นคือฮวาเสี่ยวซีกำลัง ล้างจานกองโต ด้วยมือเล็กๆของเธอเอง น้ำเย็นเฉียบและเศษอาหารทำให้มือของเธอแดงก่ำและเหี่ยวย่นนางดูผอมลงกว่าเดิมเล็กน้อย เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ดูเก่าและเปื้อนคราบสกปรกบางครั้งนางก็ต้อง ยกถังน้ำหนักๆ หรือ เช็ดโต๊ะอาหาร ด้วยผ้าขี้ริ้วที่ดูไม่สะอาดนัก
เสียงที่พวกเขาได้ยินคือเสียงกระทบกันของจานชามเสียงตะโกนสั่งงานของเจ้าของร้าน และเสียงกระแอมไอเบาๆของฮวาเสี่ยวซีที่ดูเหมือนจะเหนื่อยล้า แต่ไม่ปริปากบ่น นางทำงานอย่างเงียบๆตั้งใจ และรวดเร็ว เพื่อให้งานเสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุดราวกับกลัวว่าหากชักช้าจะถูกไล่ออก
อี้เฟยหลงกัดฟันแน่นด้วยความเจ็บปวดเขามองภาพฮวาเสี่ยวซีตัวเล็กๆ ที่ต้องทำงานหนักเกินวัยอย่างอดสู "นาง...นางต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเองตั้งแต่เด็กขนาดนี้เชียวหรือ!"
อี้หานเฟิงน้ำตาคลอเบ้าเขาอยากจะทะลุเข้าไปในภาพนั้น เพื่อดึงนางมากอดและปลอบโยน "เด็กแค่นี้... เหตุใดจึงต้องเผชิญความยากลำบากเพียงลำพังถึงเพียงนี้"
ฮ่องเต้อี้จงเหวินทรงถอนหายพระทัยอย่างหนักหน่วง พระพักตร์ฉายแววเจ็บปวดอย่างที่สุดพระองค์ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตในโลกของนางจะลำบากถึงเพียงนี้ความแข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยวของฮวาเสี่ยวซีที่เขาเคยเห็น ไม่ได้มาจากความสุขสบายแต่มาจาก การดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ตั้งแต่ยังเยาว์วัย
ภาพเลือนหายไปทิ้งไว้เพียงความรู้สึกผิดและความเข้าใจอันลึกซึ้งในหัวใจของบุรุษทั้งสามพวกเขาเริ่มตระหนักแล้วว่าความซุกซนและความกวนประสาทของฮวาเสี่ยวซีที่พวกเขาเห็นในตอนนี้อาจเป็นเพียงเกราะป้องกันตัวที่นางสร้างขึ้นมาเพื่อซ่อนความเจ็บปวดและเปราะบางที่ต้องแบกรับมาตั้งแต่วัยเยาว์
ภาพเบื้องหน้าบุรุษทั้งสามเปลี่ยนไปอีกครั้งฮวาเสี่ยวซีในวัยสิบขวบ ใบหน้าเล็กๆ ของนางฉายแววดีใจอย่างเห็นได้ชัด มือเล็กๆกำธนบัตรใบหนึ่งไว้แน่น เป็น เงินค่าแรงก้อนแรก ที่นางได้มาจากการทำงานหนักนางกำลังเดินไปตามถนนที่เริ่มมืดมิด มุ่งหน้ากลับสถานเด็กกำพร้าด้วยหัวใจที่พองโตอาจจะคิดถึงการนำเงินนี้ไปซื้ออะไรบางอย่าง หรือนำไปช่วยเหลือคนในบ้านกำพร้า
แต่แล้วความสุขนั้นก็ถูกฉุดกระชากไปอย่างรวดเร็วภาพปรากฏให้เห็นกลุ่มนักเลงวัยรุ่นสามสี่คน รูปร่างสูงใหญ่กว่าฮวาเสี่ยวซีมากพวกเขายืนขวางทางนางอยู่ ใบหน้าของนักเลงแต่ละคนฉายแววเกเรและอันธพาล
"หนูน้อยมีอะไรติดมือมาบ้าง เอามาให้พวกพี่ซะดีๆ!"หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหยาบคายพลางยื่นมือเข้ามาคว้าเงินในมือของฮวาเสี่ยวซี
ฮวาเสี่ยวซีตัวเล็กๆพยายามจะปกป้องเงินของตนเอง นางกอดธนบัตรไว้แน่นดวงตาฉายแววหวาดกลัวแต่ก็ไม่ยอมแพ้ "ไม่ให้! นี่เงินของข้า!"
การขัดขืนของนางทำให้นักเลงเหล่านั้นไม่พอใจพวกเขาหัวเราะเยาะ ก่อนจะเริ่มลงไม้ลงมือนักเลงคนหนึ่งผลักนางอย่างแรงจนล้มลงไปกองกับพื้น ธนบัตรในมือของนางหลุดกระเด็นไปฮวาเสี่ยวซีพยายามจะคลานไปคว้ามันไว้แต่นักเลงคนหนึ่งก็เหยียบเท้าลงบนมือของนางอย่างจงใจ ความเจ็บปวดทำให้นางร้องออกมา
ไม่เพียงเท่านั้นนักเลงเหล่านั้นยังคง "สั่งสอน" นางด้วยการเตะต่อยไม่กี่ครั้งแม้จะไม่ได้รุนแรงถึงตาย แต่สำหรับเด็กตัวเล็กๆ เช่นฮวาเสี่ยวซีมันก็สร้างความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส พวกเขาหัวเราะอย่างสะใจเมื่อเห็นนางนอนขดตัวอยู่บนพื้น ก่อนจะหยิบเงินของนางไปอย่างไม่ใยดีแล้วเดินจากไปอย่างไม่แยแส
ภาพตัดมาที่ฮวาเสี่ยวซีนางค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นมาอย่างช้าๆ ร่างกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและรอยเปื้อนดินเสื้อผ้าขาดวิ่น ใบหน้าเล็กๆ ของนางเปื้อนน้ำตาแต่กลับไร้เสียงสะอื้นนางก้มลงเก็บธนบัตรที่ตกอยู่บนพื้นแต่เมื่อเห็นว่ามันถูกฉีกขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย นางก็ทรุดตัวลงนั่งอีกครั้งดวงตาเหม่อมองธนบัตรที่ไร้ค่าในมือความเจ็บปวดจากร่างกายผสมปนเปกับความเจ็บช้ำในจิตใจ นางค่อยๆเดินโซซัดโซเซกลับไปที่บ้านเด็กกำพร้าในความมืดมิด เพียงลำพัง
อี้เฟยหลงกัดฟันกรอดใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น "พวกสารเลว!กล้าดียังไงถึงทำกับนางได้ถึงขนาดนี้! หากข้าอยู่ในภาพนั้นข้าจะฉีกพวกมันเป็นชิ้นๆ!"
อี้หานเฟิงกำหมัดแน่นจนข้อขาวโพลนน้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความเจ็บปวดและสงสารเขาอยากจะพุ่งเข้าไปปกป้องนางในภาพนั้นเหลือเกิน "เสี่ยวซี...เจ้าต้องเจ็บปวดเพียงใดกัน... ทั้งตัวเล็กและอ่อนแอเพียงนั้น"
ฮ่องเต้อี้จงเหวินทรงถอนหายพระทัยยาว พระพักตร์ฉายแววเย็นชาและโมโหอย่างถึงที่สุด"โลกของนางช่างโหดร้ายยิ่งนัก... การที่นางรอดชีวิตมาได้จนถึงตอนนี้แสดงว่านางต้องเข้มแข็งเกินกว่าที่เราจะคาดคิด"
ภาพนี้ทำให้บุรุษทั้งสามเข้าใจถึงความโดดเดี่ยวความเปราะบางและความจำเป็นที่ฮวาเสี่ยวซีต้องเข้มแข็งเพื่อเอาตัวรอดในโลกที่แตกต่างจากพวกเขาอย่างสิ้นเชิงและมันยิ่งตอกย้ำความตั้งใจที่จะปกป้องนางของพวกเขาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น