Demonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก

    สงครามเทวะ:การหายไปของศิลา

                นาฬิกาเวียนหมุนมิหยุดนิ่ง สรรพสิ่งแปรเปลี่ยนเรื่อยลอยหาย จากวันเยาว์เราสิ้นชีวาวาย  สัตว์ทั้งหลายล้วนพบประสบพบดูจะเข็มสั้นหรือยาวเหมือนชีวิต  คอยสะกิดเตือนใจให้อดสู  ทั้งชราแก่เฒ่าตัวของตู
    กว่าจะรู้เมื่อสายวายชีวา
                หลังจากสงครามเมืองจันทราจบลงวันเวลาไหลผ่านจากวันเป็นคืน  จากคืนเป็นอาทิตย์  จากอาทิตย์เป็นเดือน  จากหนึ่งเดือน  เป็นสองเดือน  ร่วงเลยผ่านไปถึงสี่เดือน

                ภายในโลกของ Demonlord มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวง ทั้งผู้เล่นที่เพิ่มมากขึ้นเพราะการแถลงการณ์ของรูเซียโนว่าเครื่องโคคูลสามารถทำให้มนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัดไปได้  ทั้งกองกำลังทหารของทุกประเทศทั่วโลกมุ่งหน้าเข้ามาสู่โลกของ Demonlord ด้วยเหตุผลเดียวคือสร้างกองทัพทหารที่มีประสิทธิภาพหากปล่อยให้ประเทศใดมีกองกำลังทหารที่ก้าวข้ามขีดกำจัดร่างกายไปโลกจะเกิดการเสียความสมดุลในฐานอำนาจ  ทำให้มีผู้เล่นแข็งแกร่งปรากฎตัวขึ้นมามากมายราวดอกเหด  

               เรื่องราวในอดีตต่างค่อยๆถูกกลบกลืนไปด้วยคำว่าเวลา  ความเกรงกลัวที่เคยมีต่อผู้เล่นที่ชื่อศิลาแปรเปลี่ยนเป็นการท้าทายและเรียกหาอย่างจะดวลเดี่ยวหรือทำสงครามกิลด์

               สถานที่เคยเป็นเมืองบาดาล เมืองอาคม เมืองวาโนะ  แน่นอนทั้งสามเมืองนี้ตั้งอยู่รายล้อมนครมนตราซึ่งตอนนี้ได้ปรากฎกำแพงเมืองสีส้มคล้ายสีของดวงตะวันยามอัศดง  ยาวกว่ากำแพงเมืองจีนคุมเมืองทั้งสามเอาไว้เพื่อตัดขาดกับนครมนตราที่เป็นศัตรูกับสุริยเทพ  เมืองกาลสุริยันได้กลายเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุด  มีขุมกำลังมากที่สุดทั้งผู้เล่นและยักษ์รวมถึงมังกร  ลองลงมาคือกองทัพจอมเวทย์ที่เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อตามหาตัวอดีตจันทราเทพและศิลาผู้เป็นนาย

                ตามมาด้วยกองกำลังของสามกิลด์ยุคใหม่นำโดยโมนาหัวหน้ากิลด์ยอดยุทธ์ โจโฉหัวหน้ากิลด์พิทักษ์จันทร์ เล่าปี่และขงเบ้งหัวหน้ากิลด์พิทักษ์สุริยัน ผู้เล่นเรียกพวกเขากองทัพไตรภพ สุดท้ายคือกองกำลังสมาพันธ์ุฮีโร่ประกอบด้วย ฟันโอ หัวหน้ากิลด์จตุรศาสตรา บูรพาหัวหน้ากิลด์สวรรค์สร้างเนื่องจากกิลด์เก่าของบูรพาได้สลายไปหลังจากแพ้สงคราม  และอีกสองกิลด์คือกิลด์เก้ามายาของโรมิโอและจูเรียตอีกหนึ่งกิลด์คือกิลด์เจ็ดปาบนำโดยเบลเซบับ และอีกหน่วยงานคือกองกำลัง C.P.O หรือที่ทั่วโลกรู้จักกันในชื่อ International Criminal Police Organization(INTERPOL) ตำรวจสากลพวกเขาเข้ามาเล่นเกมเพื่อจะวิวัฒนาการร่างกายของตนเอง

                ภายในเมืองกาลสุริยันที่คุ้มคลั่งไปด้วยชีวิตชีวา สิ่งปลูกสร้างรูปทรงสถาปัตกรรมแบบจีนโบราณตั้งเรียงรายกว้างใหญ่สุดสายตาโดยใจกลางเมืองเห็นพระราชวังสีส้มคล้ายแสงตะวันเด่นสง่าและมีกำแพงเมืองล้อมพระราชวังไว้อีกชั้น
                ภายในห้องโถงหรูหราตกแต่งอย่างดีเสาทุกต้นทำจากเพชรบลูไดม่อนสีน้ำเงินแกะสลักอย่างปราณีตวิจิตรปรากฎชายหนุ่มสองคนและหนึ่งหญิงสาวกำลังนั่งคุยกันซึ่งในห้องโถงกว้างมีบัลลังก์ทองถึงสามบัลลังก์
                “โถ่วเว่ย....” ชายหนุ่มสวมชุดผ้าฝ้ายสีส้มคลุมมิดชิดตวาดขึ้นเอามือทุบที่วางแขนของบัลลังก์เขามีนามว่าโอนิ
                “ใจเย็นๆ...โอนิ” เสียงหญิงสาวเอ่ยห้าม เธอมีนามว่าอินาริ ผู้มีเรือนผมสีดำยาวผิวขาวอมชมพูใบหน้าคมหวานมีปิ่นปักผมสีเขียวทัดขมวดผมยาวนั้นไว้สวมชุดผ้าแพรสีชมพู
                “แต่ฉันเข้าใจความรู้สึกของโอนินะ นี่ก็ผ่านมาสี่เดือนแล้วแต่ไม่มีผู้เล่นคนไหนเห็นอาชญากรเลย ไม่มีข่าวคราว” ชายหนุ่มในชุดเกราะหนังสีเทาใบหน้าเข้มดุดันผมสีดำพูดขึ้น
                “แต่ว่ายิ่งกว่านั้น” อินาริพูดริมฝีปากอมยิ้ม “ฉันล่ะยอมในสมองการคิดแผนการของคนที่ชื่อศิลาจริงๆ”
                “จะบ้าหรือไงอินาริ” โอนิตวาดลั่น “ตอนนี้พวกเราขยับตัวทีก็เป็นข่าว  ครั้งที่แล้วฉันปะทะกับคิงไฮดรายังถูกถ่ายทอดสดเลย ขืนเป็นแบบนี้ทั้งพลัง  ฝีมือ ทั้งสกิล ทุกอย่างของพวกเราคงถูกมันเอาไปวิเคราะห์หาทางรับมือแน่สมองอย่างไอ้คนที่ชื่อศิลามันต้องวิเคราะห์และหาทางรับมือได้แน่  หมอนี่มันเป็นคนยังไงกันแน่นะ”  โอนิพูดเสียงขรึม  “บางครั้งก็ทำอะไรโผลงผลางเหมือนคนขาดสติ  แต่ในใจกับเยือกเย็นและวางแผนไว้ละเอียดยิบอย่างแยบยล  หมอนี่มันอ่านตำราสามก๊กมาหรือไง  สงสัยคงเป็นดังคำคนที่เขาว่าใครอ่านนิยายสามก๊กจบสามครั้งคนนั้นคบไม่ได้”

               “ฮืม....ฮืม” นีโอหัวเราในลำคอ “คงจริงอย่างที่นายว่า  แถมไอ้หมอนี่กัดใครแล้วกัดที่สูงเล่นจมเขี้ยวเสียด้วย  แต่เรื่องนั้นเราก็ต้องยอมรับเองว่าเราพลาด  ฉันเองก็คิดไม่ถึงว่ามันจะยอมแพ้สงครามและสละเมืองทั้งสามเพื่อรากเราออกมาจากเงามืด”

                อินาริอมยิ้มหวานที่มุมปากก่อนจะพูดขึ้น “เป็นผู้ชายที่น่าสนใจจริงๆ คนแบบนี้แหละฉันชอบ” หญิงสาวหันหน้าไปมองบุรุษที่ยืนข้างกาย “สุริยเทพนายส่งเจ็ดยมเทพออกตามหาเขาแล้วใช่ไหม”
                สุริยเทพก้มหัวคราหนึ่ง “ครับนายหญิง”
                “แล้วที่เมืองตำหนักศิลาล่ะ มีวี่แววว่ามีคนของพวกมันบ่างไหม” โอนิหันมาถามสุริยเทพ
                สุริยเทพส่ายหัว “ไม่พบเลยครับ เมืองตำหนักศิลา” สุริยเทพชะงัก “ไม่ซิต้องบอกว่าเคยเป็นเมืองตำหนักศิลา ผมให้ลูกน้องจับตาดูแต่ไม่พบแม้แต่ไส้เดือนเลยครับ”
                “ฉันว่ามันแปลกๆ” นีโอเอามือจับคาง “อาณาเขตของเมืองตำหนักศิลา หลังจากจบสงครามทำไมถึงกลายเป็นหลุมลึกกว้างขนาดนั้นคล้ายกับมีใครเอาจอบหรือเสียมขุดยกเมืองเอาไปไว้ที่อื่นอย่างงั้นแหละ”            “จะบ้าหรือไง” โอนิตวาดสุดเสียง “ต่อให้มันยกเมืองไปได้แต่การจะแอบซ่อนพื้นที่ขนาดนั้นมันเป็นไปไม่ได้  นั่นพื้นที่ทวีปหนึ่งเลยนะเว่ย....มันคงเอาเข้าไปแอบในรูหนูได้หรอก  พื้นที่เกือบทวีปยังไงมันต้องมีคนเห็นบ่าง  แต่นี่กลับไม่มี!?....”
                “สุริยเทพนายใช้เวทมนต์ตรวจสอบแล้วใช่ไหม” อินาริหันไปถาม
                “ครับนายหญิง  เราไม่พบกลไกเวทมนต์หรือเวทมนต์พลางตาเลย”            “หรือพวกมันมุดดินหนี”  นีโอเปรยออกมา            “จะบ้าเล่อ....” โอนิตวาดอีกครั้ง “คนนะเว่ยไม่ใช่ตัวตุ่น แต่จะว่าไปก็น่าคิดแหะพื้นที่อาณาเขตของเมืองตำหนักศิลามีขนาดสองร้อยตารางกิโลเมตรพวกมันจะเอาไปซ่อนที่ไหนได้ หรือไอ้ศิลามันลบเมืองตัวเองทิ้งไปแล้ว”            อินาริส่ายหัว “เป็นไปไม่ได้ ถ้าเขาลบเมืองตัวเองทิ้งไปแล้วจริงๆ ป่าไม้ ภูเขา ทางจีเอมก็ต้องซ่อมกลับมาให้เหมือนเดิม แต่ตอนนี้เขตเมืองตำหนักศิลากยังคงเป็นหลุมลึกกว้างไร้สิ่งใด คิดได้อย่างเดียวคือเมืองตำหนักศิลายังอยู่ ทางจีเอ็มจึงไม่สามารถสร้างป่าภูเขาพวกนั้นขึ้นมาใหม่ได้หากพวกจีเอ็มปรับปรุงพื้นที่เมืองตำหนักศิลาก็จะกลายเป็นศิลามีพื้นที่เพิ่มขึ้นมา ทั้งพื้นที่ที่พวกมันยกไปซ่อน และพื้นที่ที่จีเอ็มปรับปรุง  จะเกิดสิ่งที่เรียกว่าพื้นที่ทับซ้อน”            “เฮอ....” นีโอเอนตัวถอนหายใจ “ชนะสงครามก็จริง แต่รู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนกระดานของไอ้ศิลาอย่างไงไม่รู้ซิ”            “ฉันก็คิดแบบนั้น หลังจากสงครามเมืองจันทรา พวกเราก็เคลื่อนไหวไม่ได้เหมือนแต่ก่อน” อินาริถอนหายใจ นัยน์ตาสุกสระกราว “ผู้ชายแบบนี้หายากนะเนี่ย” หญิงสาวเปรยออกมาก่อนจะหันไปมองนีโอ “จะว่าไปนายไปเจอฟ้าครามมายัง?...”

                นีโอสายตาวูบสลดไปชั่วขณะ “ฮึ...อย่าว่าแต่เจอเลย  แค่ไปยืนหน้ารั้วบ้านก็โดนเลเซอร์สไนเปอร์ต่อต้านรถถังจ่อกลางหน้าผากแล้ว”  นีโอหลับตานึกย้อนภาพในหัว  “แต่จะว่าไปตอนนั้นฉันก็เห็นชายวัยรุ่นคนหนึ่งเข้าออกได้อย่างสบาย  อีกอย่างดูเหมือนคนในตระกูลอัลไซสก็จะเชื่อฟังและเกรงๆเขาด้วย” ชาบหนุ่มถอนหายใจดังเฮอ  “ไม่ใช่ว่าศิลาเจอกับฟ้าครามในโลกความจริงแล้วหรอกนะ”

                โอนิส่ายหัว “ปัญญาอ่อนมากนายน่ะ...เรื่องในอดีตสมัยสี่ห้าขวบนายยังจะยึดติด  แถมตอนนั้นที่แกเคยบอกว่าโตขึ้นจะขอฟ้าครามแต่งงานมันก็เรื่องสมัยเรายังสี่ห้าขวบเอง  แถมที่ฟ้าครามตอบตกลงก็เพราะเธอคิดว่าการแต่งงานคือการแต่งหน้าขนมเค๊ก  แกมันคิดเองเออเองฝ่ายเดียวหัดอยู่ความเป็นจริงบ่างไอ้เดวิน  ฉันไม่สนเรื่องรักๆอะไรนั่นหรอก  ถึงเวลาก็มีเองถ้าหาไม่ได้ก็บวชให้เป็นเจ้าอาวาสไปเลยจบ”

                ตัดมาทางเมืองยุทธภพ เสียงฝีเท้าดังขึ้นคล้ายเสียงเดินที่ร้อนรน
                ปึง....เสียงบานประตูของห้องโถงถูกเปิด ไม่ซิถูกเท้าถีบมากกว่า “พี่ค่ะ...ยังไม่ได้ข่าวศิลาอีกหรอ” นีวาถามดังลั่นสีหน้าหงุดหงิด จ้องโมนาที่กำลังนั่งประชุมกับโจโฉและเล่าปี่
                “ยังเลย” โมนาส่ายศรีษะ “แต่ในรายชื่อเพื่อนยังแสดงว่าเขาออนไลน์อยู่” 
                “จะว่าไปนายบอกว่าเจอเขาในโลกความจริงมาเหรอ” โจโฉหันไปพูดกับโมนา
                “อ๋อ...ใช่แล้ว ฉันย้ายสำนักงาน E-sport ใหม่เลยไปหาซื้อตึกแถวๆบ้านเขาพอดี เขาเรียนจบการออกแบบตกแต่งภายในมาฉันเลยจ้างเขาให้มาออกแบบและตกแต่งตึกสำนักงานให้ ต้องบอกว่าฝีมือการตกแต่งออกแบบเยี่ยมไปเลยล่ะ พวกที่อยู่ในค่าย E-sport ของฉันก็บอกว่าอยู่แล้วให้ความรู้สึกสบายตารื่นรมณ์ใจไม่อึดอัดดูเป็นธรรมชาติสงบดี”
                “เป็นคนแบบไหนกันแน่นะ” โจโฉเปรยออกมา “ไม่ใช่ว่าเขายังเรียนที่มหาลัยอัลไซสอยู่หรอ”
                “เป็นคนยังไงฉันไม่รู้  แต่สัมผัสของเขาในโลกความจริงมันดูแปลกๆ ราวกับมีความกดดันแผ่ออกมาจากตัวเขาตลอดเวลา” โมนานึกย้อนภาพเหตุการณ์  “ใช่เป็นความกดดันที่คนเราไม่น่าจะมีได้  คนเราจะสามารถแผ่คสามกดดันจนแทบจะมองเห็นเป็นคลื่นด้วยตาเปล่าได้เลยหรอ”  โมนานึกถึงตอนที่เจอศิลาในโลกความจริง “อีกอย่างคนที่มากับเขา..?  ไม่มั้ง”
                ฟิ้ว..... เสียงสายลมโบกสะบัดพัดผ่านหู  แสงแดดยามอรุณรุ่งกระทบหน้าเห็นดวงตะวันกำลังโผล่ขึ้นเผยโฉม บนหินใหญ่สูงเทียมฟ้าที่กระทบคลื่นลมแรงปรากฎบุรุษชุดผ้าฝ้ายสีดำตัดลายสีแดงผมสีดำยาวสะบัดไปตามสายลม
               ฟ้าครามยืนอยู่หินสูงด้านล่างเงยหน้ามองแผ่นหลังที่กว้างของศิลาด้วยสีหน้าแววตาแสดงถึงอารมณ์อันหลากหลาย เจ้าหล่อนลอยตัวเข้าไปด้านหลังของชายหนุ่มก่อนสอดมือน้อยโอบรัดเอวนั้นอย่างแช้มช้อยราวกับไม่ได้เจอกันมาเป็นเวลานาน
               “เหนื่อยไหมค่ะพี่” เจ้าหล่อนถามเสียงแผ่ว ยื่นใบหน้าข้ามไหลของชายหนุ่มเข้ามาแนบชิด ในมือซ้ายของหญิงสาวเห็นแหวนวงหนึ่งสีเงินที่นิ้วนางข้างซ้ายสลักตัวอักขระหรืออะไรสักอย่าง
               “ถ้าบอกว่าไม่เหนื่อยก็คงจะโกหก” ศิลาเอ็นหน้าเข้าแนบชิดตอบเสียงนุ่ม “พี่ได้สิ่งที่พี่ปราถนามาแล้ว พี่ได้ทุกอย่างมาไว้ในกำมือนี้ ที่เหลืออย่างสุดท้ายคือศักดิ์ศรีการรักษาคำพูดของพี่ที่ให้ไว้ว่าอาชญากรจะพิชิตโลกนี้เท่านั้นที่พี่ยังทำไม่สำเร็จ  สิ่งนี้ถือเป็นศักดิ์ศรีที่ต้องแลกด้วยชีวิตพี่ก็ยอม”
                “ค่ะ  เค๊ารู้พี่ยอมตายดีกว่ายอมกลืนคำพูดของตัวเอง แต่การแข่งขันในเกมนี้ยิ่งดุเดือดมากขึ้นหลังจากที่พ่อเพิ่มรางวัลเข้าไปอีก  เริ่มมีข่าวออกมาแล้วว่ามีการทำร้ายกันในโลกจริงเพราะขัดแย้งผลประโยชน์ภายในเกมนี้ ฟ้าเป็นห่วงพี่นะ”
               ศิลาอมยิ้มสีหน้าแววตาของเขาคล้ายกับหยามหยันในทุกสรรพสิ่งของโลกนี้ 
               เมื่อจบสงครามเมืองจันทรารูเซียโน่ได้เพิ่มรางวัลการพิชิตเกมขึ้นมาอีกหนึ่งอย่างนั่นคือหากใครพิชิตเกมได้จะได้เงินและหุ้นส่วน 40% ของบริษัทอัลไซส์ เอ็นเตอร์ไพร และนั่นยิ่งทำให้ทุกคนทั่วโลกอยากจะได้ซึ่งไม่แปลกเลยเพราะบริษัทอัลไซส เอ็นเตอร์ไพร ไม่ได้ผลิตแค่เกม แต่ยังผลิตอาวุธสงคราม อุปกรณ์เทคโนโลยีล้ำยุค  อุปกรณ์ทางการทหาร และมีสถาบันศึกษา สถาบันการแพทย์ และอื่นๆอีกมากมาย นั่นหมายถึงเงินทองมหาศาลและอำนาจ
                ฟ้าครามเคยถามรูเซียโน่ว่าทำไมถึงต้องทำถึงขนาดนั้นคำตอบที่ได้คือเขาต้องการให้ทุกองค์กร ทุกคนที่หวังในอำนาจการเงิน การทหาร หันมาสนใจศิลาและตามเล่นงานศิลาในโลกความจริง เพื่อที่จะดูว่าศิลาจะเอาตัวรอดได้ไหมหากถูกคนใหญ่คนโตจ้องจับตามอง  ฟังดูไร้เหตุผลว่าใครจะมาสนใจเด็กเพียงคนเดียวแต่ทว่าเด็กคนนั้นที่พูดถึงเป็นผู้เล่นที่กำลังจะได้ขุมอำนาจนั้นทุกฝ่ายต่างก็ต้องมาเชิญให้เขาไปเข้าสังกัดและเล่นเกม Demonlord ให้กับตน และปัจจุบันศิลาก็ไม่สามารถอยู่บ้านของตนเองได้ซึ่งเพิร์จที่เห็นแบบนั้นจึงพาศิลา อดัม อีฟ กลับญี่ปุนและอยู่ในการคุ้มครองของยากูซ่าแทบทวีปเอเชีย
               “รอพี่อีกหน่อยนะคะ” ศิลาหันไปพูดกับหวานใจ
                พูดจบเขาก็ใช้เวลาอยู่กับเจ้าหล่อนอีกสักพักก่อนจะกลับเข้าเมือง
               ภายในเมืองตำหนักศิลาที่เคยมีชีวิตชีวากลับเงียบเหงา มีแต่อาชญากรที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ สิ่งปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนถูกสร้างขึ้นใหม่ดูผ่านๆคล้ายกับเมืองตำหนักศิลาไม่มีอะไรเปลี่ยนแต่หากสังเกตุดูจะเห็นว่ามีป้อมปืนใหญ่เวทมนต์ที่คล้ายกับอาร์ติแฟคเพิ่มขึ้นมาซึ่งตั้งอยู่ทั่วเมืองและบนกำแพงเมืองคือป้อมปราการใจกลางเมืองที่เป็นจตุรัสเห็นต้นไม้คล้ายต้นสาละที่พระพุทธเจ้าประสูติสูงร้อยกว่าเมตรลำต้นใหญ่ขนาดร้อยคนโอบแผ่กิ่งก้านใบขยายปกคลุมแทบจะทั่วตัวเมืองที่น่าแปลกคือดอกของต้นสาละเป็นผลึกหลากสี และมีม่านพลังสีขาวใสแผ่ขยายออกมาจากต้นไม้ครอบคลุมทั่วตัวเมืองคล้ายเขตแดนหากเข้าไปมองใกล้ๆต้นไม้จะเห็นอักขระอาคมเวทมนต์แห่งสูญของศิลา และอักขระผนึกตรงกลางลำต้นในผนึกนั้นจะเห็นเศษวิญญาณธรรมชาติสองดวงมีสีทองและสีฟ้า