วันถัดมาเหยียนจื่อม่อตื่นแต่เช้าตรู่ เนื่องจากโถงหรงหย่างอยู่ห่างจากศาลาลั่วเสวี่ยพอสมควรและนางไม่อาจไปสายได้ ด้วยไม่รู้ว่าท่านย่าจะหาเรื่องว่ากล่าวอะไรบ้าง
“คุณหนู ฮูหยินส่งคนมาบอกว่าวันนี้ให้ท่านพักผ่อนให้ดีเจ้าค่ะ”
เมื่อเจี่ยวเย่ว์ได้ยินว่าภายในห้องมีเสียงความเคลื่อนไหวมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่ยืนอยู่หน้าประตูจึงรีบเข้ามารายงาน เหยียนจื่อม่อซึ่งกำลังลุกจากเตียงชะงักไปเล็กน้อย นางนิ่งคิดชั่วครู่แล้วส่ายหน้ากล่าว “เตรียมตัวเถอะ!”
“เจ้าค่ะ”
เจี่ยวเย่ว์เห็นว่าคุณหนูตัดสินใจแล้วจึงรับคำแต่โดยดี ถึงแม้นางจะเป็นคนที่ฮูหยินเลือกมาให้อีกฝ่าย ทว่าในภายภาคหน้าคุณหนูห้าจะเป็นเจ้านายของนาง ดังนั้นควรวางตัวเช่นไรย่อมทราบแก่ใจดี
เหยียนจื่อม่อทราบว่าเจี่ยนซื่อรักถนอมนางยิ่งนัก การเอาใจใส่เล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่นางเองไม่อาจทำตัวเหิมเกริมเกินไปได้ อย่างไรเสียคนที่เป็นนายใหญ่ในเรือนหลังตระกูลเหยียนไม่ได้มีแค่มารดาเพียงผู้เดียว ฮูหยินผู้เฒ่านั่นยังอยู่ทั้งคนนี่นะ!
เจี่ยนซื่อเห็นเหยียนจื่อม่อหน้าโถงหรงหย่างพลันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเข้าไปกุมมือนางไว้ “ไม่ใช่บอกให้เจ้าพักผ่อนหรอกหรือ เหตุใดถึงดื้อเพียงนี้”
แม้จะฟังดูเหมือนโกรธเคือง ทว่าความห่วงใยที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงกลับปิดไม่มิดราวกับจะล้นเอ่อออกมาเสียให้ได้ เหยียนจื่อม่อเข้าไปคล้องแขนนางโดยไม่พลาดจังหวะสักก้าว แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงติดกระเง้ากระงอด “ลูกไม่เป็นไรแล้ว ท่านแม่อย่าได้วิตกนักเลยเจ้าค่ะ”
“แล้วแต่เจ้าเถอะ”
เจี่ยนซื่อเห็นใบหน้านางแดงปลั่งด้วยเลือดฝาดจึงวางใจว่าบุตรสาวไม่เป็นอะไรจริงๆ อีกทั้งคนก็มาถึงหน้าโถงหรงหย่างแล้ว หากตนให้นางกลับไปจะอธิบายให้แม่สามีฟังได้ยาก
หลังจากเข้าโถงหรงหย่างมาได้สักพัก คนจากแต่ละเรือนทยอยมาทักทาย ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นเหยียนจื่อม่อนั่งอยู่ข้างกลุ่มคุณหนูทั้งหลายจึงถามเสียงเรียบว่า “ได้ยินว่าเมื่อวานรถม้าของพวกยายหนูหลินเกิดเรื่องตอนขากลับหรือ”
เจี่ยนซื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถามถึงบุตรสาวสายรองของบ้านรอง แต่ไม่พูดถึงบุตรสาวตน สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นปั้นยาก ฮูหยินรองเติ้งซื่อจึงรีบแก้สถานการณ์ “ม่อเอ๋อร์กับหลินเอ๋อร์ต่างได้รับความตกใจ แต่มีความห่วงใยจากท่านนับว่าพวกนางได้รับพรแล้วเจ้าค่ะ”
“เดิมทีงานเลี้ยงท่าชิงเมื่อวานถือเป็นโอกาสดีที่สุดในการทำความรู้จักกับพวกคุณหนูด้วยกัน แต่จื่อม่อกลับเอาแต่หลบไปอยู่คนเดียวโดยไม่มีเหตุผล หรือเจ้าไม่ทราบว่านี่เป็นการทำให้จวนโหวเสียหน้า”
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่รอให้เจี่ยนซื่อเอ่ยปาก แววตาคมกริบพุ่งมาที่ร่างของเหยียนจื่อม่อ “แม้เจ้าจะเติบโตในชนบทห่างไกล แต่การทะเลาะกับพี่หญิงของตนยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นเช่นนี้เหมาะสมแล้วหรือ”
เหยียนจื่อม่อเห็นท่าทีแอบกระหยิ่มยิ้มย่องของเหยียนฉิง แล้วจะไม่ทราบว่าตนกำลังถูกฟ้องได้อย่างไร เดิมทีฮูหยินผู้เฒ่าก็ตะขิดตะขวงใจกับนางมากพออยู่แล้ว เกรงว่าหากมีเรื่องนี้อีกคงไม่อยากเหลือบแลนางยิ่งกว่าเดิม
เหยียนจื่อม่อลุกขึ้นช้าๆ แล้วเดินไปคุกเข่าบริเวณด้านในของห้องโถง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเยียบเย็นแต่หนักแน่น “จริงอยู่ที่หลานเติบโตมาในชนบท ไม่สามารถอ่านเขียนเหมือนพี่หญิงน้องหญิงทั้งหลายได้ และยังไม่รู้จักเรียนรู้มารยาทตามอย่างพวกพี่หญิง แต่ถึงหลานจะไม่ค่อยรู้เรื่องนักกลับยังทราบว่าบุตรสาวสายเลือดตรงของเรือนใหญ่มีเพียงหนึ่งเดียว ย่อมไม่อาจให้บุตรสาวสายรองมาเหยียบย่ำดูถูกได้เจ้าค่ะ”
“นางเป็นพี่สาวของเจ้านะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินเหยียนจื่อม่อกล่าวคำว่าบุตรสาวสายเลือดตรงเพียงหนึ่งเดียวจึงเหลือบมองไปทางเหยียนจื่อหลิงแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่านางมีสีหน้าปกติจึงหันมากล่าวเป็นนัยกับเหยียนจื่อม่อคำหนึ่ง โดยไม่ทราบว่ากำลังพูดถึงเหยียนฉิงหรือเหยียนจื่อหลิงกันแน่
ส่วนเหยียนจื่อม่อกลับไม่สนใจว่าอีกฝ่ายพูดถึงใคร ใช่ว่านางเคยเห็นฮูหยินผู้เฒ่ามีใจเอนเอียงถึงฝ่าเท้าเป็นครั้งแรกเสียเมื่อไร ชาติก่อนหากไม่ใช่เซี่ยจิ่นเหยียนประกาศชัดว่าต้องการขอแต่งตนเป็นภรรยา ยังไม่แน่ว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะยอมให้นางแต่งกับเขา และคงรับปากยกเหยียนเหอให้แต่งกับเขาแทน
...สำหรับฮูหยินผู้เฒ่า นางเป็นแค่หญิงชาวบ้านคนหนึ่ง ไม่ได้เติบโตมาในบ้านตระกูลเหยียนย่อมไม่นับว่าเป็นคนในตระกูล