ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 322 : ค่ายกลลบล้างสัจธรรม

จารึกที่ 322 : ค่ายกลลบล้างสัจธรรม : เงาทัณฑ์แห่งเซียนอมตะ


เมื่อละอองแสงสีทองบรรพกาลสายสุดท้ายถูกซึมซับเข้าสู่จุดตันเถียน ทารกวิญญาณสูญตาของอาเจียที่เคยแตกร้าวและเปราะบาง บัดนี้ได้ควบแน่นจนกลายเป็นแก่นแท้สีเงินยวงที่ทอประกายเร้นลับ


รอยขีดสีดำบรรพกาลบนแผ่นศิลาจารึกเบื้องหน้าค่อยๆ เลือนหายไปประหนึ่งหมึกที่ละลายในสายน้ำ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ลึกซึ้งและปริศนาแห่งมรรคาที่เปิดออกกว้างยิ่งกว่าเดิม


อาเจียค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ลมหายใจของเขาเข้าออกเป็นจังหวะที่สอดคล้องกับการเต้นของเอกภพ บาดแผลฉกรรจ์ตามร่างกายเริ่มสมานตัวด้วยปราณวิถีพฤกษาที่เย่ปิงอวิ๋นคอยหล่อเลี้ยงผสานเข้ากับเจตจำนงแห่งการก่อเกิดใหม่


แม้ตบะของเขาจะยังคงรั้งอยู่ในขอบเขตวิญญาณแรกเริ่ม ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมากลับมีความหนักอึ้งและสงบนิ่ง ราวกับขุนเขาที่ผ่านพ้นพายุฝนมานับหมื่นปี


"ความว่างเปล่า... มิใช่การปฏิเสธการมีอยู่ ทว่าคือการตระหนักรู้ว่าทุกสรรพสิ่งล้วนถือกำเนิดและดับสูญไปในพื้นที่เดียวกัน"


อาเจียเอื้อนเอ่ยเสียงแผ่วเบา สายตาทอดมองไปยังความมืดมิดเบื้องหลังลานศิลาจารึก "ท่านอาจารย์... รอยขีดบรรพกาลนี้ เป็นเพียง 'กุญแจ' ใช่หรือไม่ขอรับ?"


เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและมั่นคงดังขึ้นเบื้องหลัง ร่างกายอันสูงโปร่งของมู่เฉิน อดีตมหาปรมาจารย์แห่งสำนักหมื่นอักขระ ก้าวเดินเข้ามาหยุดอยู่เคียงข้างศิษย์รัก


ร่างเนื้อที่เพิ่งหล่อหลอมขึ้นมาใหม่แผ่กลิ่นอายของยอดคนผู้ผ่านโลกมาเนิ่นนาน ท่านวางฝ่ามืออันอบอุ่นลงบนบ่าของอาเจีย เขาลูบเครายาวของตนเอง แววตาแฝงความรวดร้าวระคนภาคภูมิใจ


"สายตาของเจ้ามองทะลุเปลือกนอกได้แล้ว อาเจีย... ถูกต้อง แผ่นศิลานี้คือบททดสอบแรกเพื่อคัดกรองผู้ที่คู่ควร"


มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยตบะ "หากผู้ใดดันทุรังใช้กำลังเข้าหักหาญ ย่อมถูกเจตจำนงของบรรพชนบดขยี้ดังเช่นเงาเหล่านั้น ทว่าเมื่อเจ้าเข้าถึงมหาภาวะซวี กุญแจดอกนี้ก็ได้เปิดเส้นทางที่แท้จริงสู่ 'สุสานสัจธรรม' แล้ว"


ฉับพลัน พู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) ในมือของอาเจียพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ลำแสงสีเงินสว่างวาบก่อนที่ร่างขององค์หญิงน้อย จิตวิญญาณแห่งพู่กันระดับตำนาน จะปรากฏกายขึ้นลอยอยู่กลางอากาศ


นางกอดอกพลางทำแก้มป่อง จ้องมองอาเจียด้วยแววตาประหนึ่งจะกินเลือดกินเนื้อ ทว่าในความโกรธนั้นกลับแฝงไปด้วยความห่วงใยอย่างลึกซึ้ง


"เจ้าคนบ้า! เจ้าเกือบจะทำลายภาชนะวิญญาณของข้าแหลกเป็นผงแล้วรู้ตัวหรือไม่!"


องค์หญิงน้อยโวยวายเสียงแหลมเล็กทว่าเฉียบขาด "ฝืนดึงพลังปฐมกาลเข้ามาซ่อมแซมทารกวิญญาณโดยไม่ประเมินกำลังตนเอง หากข้าไม่ได้ช่วยตรึงแกนอักขระไว้ ป่านนี้เจ้าคงกลายเป็นละอองเลือดไปแล้ว! หนทางข้างหน้าอัดแน่นไปด้วยกระแสมิติที่วิปริต หากเจ้ายังบ้าระห่ำเช่นนี้อีก ข้าจะไม่ช่วยเจ้าแล้วนะ!"


อาเจียเผยรอยยิ้มบางเบาอย่างระอาใจ ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความขอบคุณ "ข้าทราบแล้ว องค์หญิงน้อย... หากไม่มีเจ้า ครานี้ข้าคงรอดได้ยากจริงๆ ต้องรบกวนเจ้าต่อจากนี้แล้ว"


องค์หญิงน้อยสะบัดหน้าหนี แสร้งทำเป็นไม่สนใจ ทว่านางยังคงลอยตัววนเวียนอยู่รอบกายเขาเพื่อเฝ้าระวังรอยร้าวในจิตวิญญาณอย่างเงียบเชียบ


มู่เฉินหันไปกวาดตามองกลุ่มสหายของอาเจีย ทั้งฉินมู่หลางผู้มีเจตจำนงกระบี่ตั้งตรงดุจไม้บรรทัดสวรรค์ เฟิงอี้หรานผู้ครอบครองเพลิงอัคคีบรรพกาล หลินชิงเสวี่ยผู้มีโสตสวรรค์อันแหลมคม และเย่ปิงอวิ๋นผู้เป็นดั่งสายธารแห่งชีวิต ทุกคนต่างก้าวเข้ามาสมทบด้วยแววตาที่มุ่งมั่น


"หนทางต่อจากนี้ จะมิใช่เพียงการเผชิญหน้ากับความล้มเหลวของอดีต ทว่าพวกเจ้าจะต้องเผชิญหน้ากับ 'ความจองหอง' ของสวรรค์ในปัจจุบัน"


มู่เฉินกล่าวเสียงหนักแน่น ฝ่ามือของท่านกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน "เมื่อหนึ่งพันปีก่อน วิหารเทพอนันตกาลมิได้เพียงแค่สังหารล้างสำนักหมื่นอักขระ ทว่าพวกมันได้จองจำมรดกและรากฐานทั้งหมดของเราไว้ในส่วนลึกของหุบเขาสูญตา ด้วยค่ายกลระดับราชันย์เซียน..."


"สถานที่แห่งนั้น กาลเวลาถูกบิดเบือนอย่างรุนแรง หนึ่งพันวันในนั้น อาจเท่ากับเพียงหนึ่งชั่วยามของโลกภายนอก ทว่าหากรากฐานวิญญาณของพวกเจ้าทนรับการกัดกร่อนไม่ไหว อายุขัยของพวกเจ้าก็จะถูกสูบกลืนจนหมดสิ้นในพริบตา"


"หากสวรรค์ต้องการฝังกลบความจริง พวกเราก็จะเป็นผู้ขุดมันขึ้นมาประจานให้โลกหล้าได้รับรู้"


อาเจียตอบกลับด้วยความเด็ดขาด แววตาของเขาไร้ซึ่งความลังเล เขาหันหลังกลับ ก้าวเดินนำทุกคนขึ้นสู่มหานาวาปราณสูญตา "เจ้าสัว เดินเครื่องแกนปราณ มุ่งหน้าเข้าสู่สุสานสัจธรรม!"


"รับบัญชา นายท่าน"


ศิลาพิทักษ์สูญตา หรือเจ้าสัว หุ่นกลศิลาที่เพิ่งได้รับการจุติใหม่ด้วยสมการอักขระ ตอบรับด้วยเสียงทุ้มต่ำที่ไร้ซึ่งกลไกฟันเฟือง ทว่าดวงตาอัญมณีสีเงินยวงกลับสาดประกายความภักดีอย่างเต็มเปี่ยม มันประทับฝ่ามือศิลาลงบนหางเสือ ถ่ายทอดพลังปราณที่ผสานด้วยอักขระหลิง (零) เข้าสู่แกนกลางคุ้มครองเรือ


มหานาวาปราณสูญตาสั่นสะท้านเบาๆ ก่อนจะพุ่งทะยานแหวกม่านความมืดมิดเบื้องหลังลานศิลาจารึกเข้าไปอย่างรวดเร็ว


ทันทีที่ตัวเรือข้ามผ่านเส้นขอบเขต ทัศนียภาพรอบด้านพลันพลิกตลบ! ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีเทาหม่นแปรเปลี่ยนเป็นห้วงอวกาศที่เต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพังของตำหนัก วิหาร และยอดเขาหยกขาวที่ลอยเคว้งคว้างอย่างไร้แรงโน้มถ่วง ชิ้นส่วนเหล่านี้คืออดีตอันรุ่งโรจน์ของสำนักหมื่นอักขระที่ถูกฉีกทึ้งและจองจำไว้ในมิติที่บิดเบี้ยว


แรงกดดันที่นี่แตกต่างจากที่ผ่านมา มันมิใช่การกดทับทางกายภาพ ทว่ามันคือ 'ความแปรปรวนของกาลเวลา'


อาเจียสัมผัสได้ถึงเส้นผมของตนเองที่ยาวขึ้นเล็กน้อยในเสี้ยวลมหายใจ ก่อนจะหดกลับไปเป็นเช่นเดิม คลื่นความถี่ของกาลเวลาตีรวนจนน่าสะอิดสะเอียน ร่างกายรุ่มร้อนและหนาวเย็นสลับกันจนแทบจะกระชากตบะให้หลุดลุ่ย


"กางค่ายกลสี่ทิศ! ตรึงมิติรอบตัวเรือไว้!" อาเจียสั่งการทันที


ฉินมู่หลางชักกระบี่นิรันดร์ออกจากฝัก ปราณกระบี่พุ่งทะยานขึ้นเป็นเสาหลักทางทิศบูรพา เฟิงอี้หรานปลดปล่อยเพลิงอัคคีบรรพกาลเป็นกำแพงทิศทักษิณ เย่ปิงอวิ๋นและหลินชิงเสวี่ยร่ายรำปราณพฤกษาและม่านเหมันต์คุ้มกันทิศประจิมและทิศอุดร การผสานพลังของสหายทั้งสี่ก่อเกิดเป็นโดมปราณที่ช่วยต้านทานความผันผวนของกาลเวลาภายนอกไว้ได้ชั่วคราว


"ระวังตัวด้วย!"


หลินชิงเสวี่ยตวาดเตือน โสตสวรรค์ของนางจับความผิดปกติที่สะท้อนมาตามคลื่นความถี่ได้ "มีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว... มันมิใช่วิญญาณอาฆาต แต่มันคือ... กฎเกณฑ์ที่ถูกตราค่ายกลบังคับไว้!"


ครืนนน!


ห้วงมิติเบื้องหน้ามหานาวาพลันฉีกขาด โซ่ตรวนสีทองคำขนาดมหึมานับหมื่นเส้นพุ่งทะลุออกมาจากความว่างเปล่า โซ่แต่ละเส้นสลักด้วยอักขระสวรรค์ที่แผ่กลิ่นอายแห่งการลงทัณฑ์และการสะกดข่ม พวกมันพุ่งเข้ารัดรึงเศษซากตำหนักรอบด้าน ก่อนจะดึงรั้งเข้าหากันตรงศูนย์กลาง ก่อกำเนิดเป็นลานประหารกลางอากาศธาตุอย่างน่าสยดสยอง!


เหนือลานประหารนั้น ปรากฏร่างเงาขนาดยักษ์ของบุรุษในชุดเกราะทองคำสว่างไสว รัศมีที่แผ่ออกมาจากร่างเงานี้เหนือล้ำกว่าเซียนอมตะไป๋จื่อที่อาเจียเคยเผชิญหน้าหลายเท่านัก มันคือกลิ่นอายของผู้ที่ควบคุมกฎเกณฑ์ธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์... 'เซียนอมตะ' ขั้นสมบูรณ์ หรืออาจเทียบเคียง 'ราชันย์เซียน' (Immortal King)!


"ผู้ใดบังอาจล่วงล้ำเข้าสู่เขตแดนผนึกแห่งวิหารเทพอนันตกาล"


เสียงของร่างเงาทองคำดังกังวานประหนึ่งอสนีบาตฟาดฟันทะลวงมิติ มันมิใช่สิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อ ทว่ามันคือ 'เงาทัณฑ์' ที่ถูกสร้างขึ้นจากเจตจำนงของเซียนสวรรค์ชั้นสูง เพื่อเฝ้าสุสานแห่งนี้มานับพันปี นัยน์ตาสีทองที่ไร้แววปรานีจ้องมองลงมายังมหานาวาปราณสูญตา


"หนอนแมลงจากโลกเบื้องล่าง... กลิ่นอายของพวกเจ้าช่างน่ารังเกียจเฉกเช่นพวกมารอักขระในอดีต จงคุกเข่ารับการชำระล้าง และมอบวิญญาณของพวกเจ้าเป็นเครื่องสังเวยแก่กฎเกณฑ์แห่งสวรรค์เสีย!"


แรงกดดันระดับราชันย์เซียนกดทับลงมาในพริบตา! โดมปราณค่ายกลสี่ทิศของสหายทั้งสี่เกิดรอยร้าวลึก ฉินมู่หลางกระอักเลือดออกมาเต็มปาก ทว่าสองขายังคงหยัดยืนต้านทานด้วยความอหังการแห่งวิถีกระบี่


อาเจียหรี่ตาลง เขาก้าวออกมายืนที่หัวเรือ เผชิญหน้ากับเงาทัณฑ์สวรรค์โดยไร้ซึ่งความหวาดหวั่น การตีหน้าเศร้า เล่าความชอบธรรมของเขา มิใช่การอ้อนวอน ทว่ามันคือการย้อนศรด้วยสัจธรรมที่เหนือกว่า


"สวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ อ้างตนเป็นผู้รักษาสมดุลแห่งวัฏสงสาร... ทว่ากลับต้องใช้โซ่ตรวนนับหมื่นเส้น เพื่อกักขังเศษซากของสำนักที่ล่มสลายไปแล้วนับพันปี"


อาเจียส่ายหน้าช้าๆ แววตาเต็มไปด้วยความเวทนาที่เย้ยหยัน "พวกท่านกำลังหวาดกลัวสิ่งใดกัน? หวาดกลัวว่าความจริงของวิถีแห่งหมื่นอักขระ จะเปิดโปงความเปราะบางในกฎเกณฑ์ของพวกท่านกระนั้นหรือ?"


"วาจาสามหาว!"


เงาทัณฑ์คำราม โซ่ตรวนสีทองนับร้อยเส้นพุ่งทะยานเข้าใส่มหานาวาประหนึ่งอสรพิษคลั่ง "สัจธรรมของสวรรค์คือความสมบูรณ์แบบ พวกมารอักขระที่พยายามบิดเบือนกฎเกณฑ์ ย่อมต้องถูกลบเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์!"


"ถ้าเช่นนั้น ข้าก็จะเป็นผู้จารึกประวัติศาสตร์บทใหม่ ด้วยหมึกแห่งความว่างเปล่านี้เอง!"


อาเจียไม่ได้สั่งให้สหายปะทะด้วยกำลังดิบ เขาตระหนักดีว่าการนำพลังปราณของขอบเขตวิญญาณแรกเริ่มไปปะทะกับกฎเกณฑ์ของราชันย์เซียน ย่อมไม่ต่างจากการเอาไข่ไก่ไปกระทบหิน เขาสูดลมหายใจลึกยาว ปรับสภาวะจิตเข้าสู่มหาภาวะซวี


"องค์หญิงน้อย! ช่วยข้าตรึงพิกัดอักขระที!" อาเจียส่งกระแสจิตเรียกร้อง


"เออรู้แล้ว! เจ้าห้ามทำพู่กันข้าหักเด็ดขาดนะ!" องค์หญิงน้อยแผดเสียงตอบ ก่อนจะสลายร่างกลับเข้าไปในพู่กันนิรันดร์ ปลดปล่อยแสงสีเงินยวงห่อหุ้มปลายขนพู่กันจนคมกริบประดุจใบมีดแห่งมิติ


"ท่านอาจารย์... กฎเกณฑ์ที่มันใช้ คือ 'การแช่แข็งกาลเวลา' ใช่หรือไม่?" อาเจียถามมู่เฉินที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้าง


มู่เฉินสะบัดแขนเสื้อ ปลดปล่อยปราณเซียนแท้จากร่างเนื้ออันทรงพลังออกมารองรับแรงกดดันช่วยสหายรุ่นเยาว์ "ถูกต้อง อาเจีย ค่ายกลนี้เรียกว่า 'มหาทัณฑ์สถิตนิรันดร์' มันใช้เจตจำนงในการหยุดยั้งความเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง หากพวกเจ้าถูกโซ่ตรวนนั่นรัดพัน กาลเวลาในร่างของพวกเจ้าจะถูกหยุดนิ่ง และถูกบดขยี้ด้วยแรงดันของมิติ!"


"การหยุดนิ่ง... ย่อมมีความขัดแย้งกับวัฏสงสารที่ต้องหมุนเวียน!"


อาเจียวิเคราะห์อย่างเยือกเย็น เขาค้นพบจุดอ่อนในความสมบูรณ์แบบจอมปลอมนั้น "สหายเอ๋ย! อย่าโจมตีที่โซ่ตรวน! ทว่าจงใช้พลังของพวกเจ้า 'กระตุ้น' ให้เศษซากตำหนักรอบด้านเกิดความเคลื่อนไหว!"


สหายทั้งสี่แม้จะตกอยู่ในสภาวะกดดันแสนสาหัส ทว่าความเชื่อใจในตัวอาเจียนั้นลึกซึ้งเกินกว่าจะลังเล


"รับทราบ!"


เฟิงอี้หรานตวาดลั่น เขารวบรวมเพลิงอัคคีบรรพกาล ซัดเข้าใส่เศษยอดเขาหยกขาวที่ลอยอยู่ไกลออกไป เพลิงมิได้ทำลายยอดเขา ทว่าความร้อนทำให้มิติรอบๆ เกิดการขยายตัวและแปรปรวน


"วิถีกระบี่... สะบั้นกระแสลม!" ฉินมู่หลางตวัดกระบี่ สร้างพายุเจตจำนงกระบี่พัดพาเศษหินและซากตำหนักให้หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง


การกระทำของพวกเขาดูเหมือนไร้จุดหมาย ทว่าในสายตาของอาเจีย มันคือการ 'สร้างตัวแปร' ที่ทำให้ค่ายกลมหาทัณฑ์สถิตนิรันดร์เกิดความสับสน! เมื่อสรรพสิ่งรอบด้านถูกบังคับให้เคลื่อนไหว โซ่ตรวนสวรรค์ที่ทำหน้าที่แช่แข็งกาลเวลาจึงต้องกระจายพลังงานออกไปเพื่อควบคุมความโกลาหลนั้น


และนั่นคือ 'ช่องว่าง' ที่อาเจียรอคอย!


เด็กหนุ่มทะยานร่างขึ้นสู่อากาศธาตุ ไม่สนแม้หยาดโลหิตที่ไหลซึมจากบาดแผลเดิม เขาใช้พู่กันนิรันดร์ตวัดวาดอักขระกลางห้วงเวลาที่กำลังบิดเบี้ยว ครั้งนี้เขาไม่ได้วาดอักขระหลิง (零) เพียงตัวเดียว ทว่าเขากำลัง 'ผสาน' อักขระอย่างรวดเร็วเป็นสมการใหม่!


"ในเมื่อท่านอ้างสิทธิ์เหนือความสถิตนิรันดร์... ข้าก็จะขอมอบ 'ความเสื่อมสลาย' ให้เป็นของขวัญ!"


อาเจียกัดปลายลิ้น บีบเค้นแก่นโลหิตผสมผสานกับปราณเซียนแท้ เขาวาดอักขระธาตุ 'ไม้' (การเจริญเติบโต) และอักขระธาตุ 'ไฟ' (การเผาผลาญ) ซ้อนทับกัน ทว่าตรงกึ่งกลางของสมการ เขาจารึกอักขระหลิง (零) ลงไปเพื่อทำหน้าที่เป็น 'สะพานเชื่อม'


นี่คือการทดลองที่อันตรายที่สุด! หากสมการผิดพลาด พลังแห่งการเติบโตและการทำลายล้างจะตีกลับเข้าสู่ผู้ร่าย ทว่าด้วยความช่วยเหลือขององค์หญิงน้อยที่คอยจัดระเบียบโครงสร้างภายในพู่กัน และความเข้าใจที่ลึกซึ้งจากแผ่นศิลาจารึก อาเจียสามารถควบคุมความขัดแย้งนั้นได้อย่างงดงาม


"มหาจารึกสูญตา... วัฏจักรกัดกร่อนสวรรค์!"


วงแหวนอักขระสามชั้นที่ส่องประกายสีเงิน สีเขียว และสีแดง พุ่งทะยานออกจากปลายพู่กันนิรันดร์ มันมิได้พุ่งเข้าปะทะกับเงาทัณฑ์ทองคำ ทว่ามันพุ่งเข้าไปประทับลงบน 'จุดศูนย์กลาง' ของลานประหารที่โซ่ตรวนทั้งหมดเชื่อมต่อกัน!


ทันทีที่มหาจารึกสูญตาสัมผัสกับแกนกลางของค่ายกลสวรรค์...


เปรี๊ยะ!


เสียงปริแตกที่ละเอียดอ่อนทว่าดังกังวานไปถึงจิตวิญญาณดังขึ้น อักขระหลิงของอาเจียแทรกซึมเข้าไปในกฎเกณฑ์ของการ 'หยุดนิ่ง' และเปิดช่องว่างให้พลังแห่งการเติบโตและการเผาผลาญเข้าไปทำงานจากภายในโครงสร้างรากฐาน!


โซ่ตรวนสีทองคำที่เคยแข็งแกร่งประดุจสัจธรรม พลันมีตะไคร่น้ำแห่งกาลเวลาผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะลุกไหม้ด้วยเพลิงที่แฝงความว่างเปล่า กฎเกณฑ์ที่ตายตัวถูกบีบให้ต้องเข้าสู่วัฏสงสารของการเกิดและดับไปทีละส่วน!


"เป็นไปไม่ได้! เจ้าใช้เศษเสี้ยวปราณของมนุษย์ บิดเบือนกฎเกณฑ์ระดับราชันย์เซียนได้อย่างไร!"


เงาทัณฑ์ทองคำแผดเสียงคำรามด้วยความตกตะลึง ร่างขนาดยักษ์ของมันเริ่มสั่นกะพริบและมีรอยร้าวปรากฏขึ้น เมื่อค่ายกลที่มันพึ่งพาถูกรื้อถอนจากโครงสร้างรากฐานจนหมดความขลัง


"กฎเกณฑ์ของท่านมันแข็งกระด้างและไร้ซึ่งชีวิต... เมื่อเผชิญกับวิถีที่คล้อยตามธรรมชาติ มันย่อมเปราะบางยิ่งกว่าเศษกระดาษ"


อาเจียร่อนร่างลงมายืนบนดาดฟ้าเรือ พู่กันนิรันดร์ในมือยังคงแผ่กลิ่นอายความลึกล้ำ "สวรรค์ของพวกท่าน ยึดติดกับอำนาจมากเกินไป จนลืมเลือนไปว่า สัจธรรมที่แท้จริง ต้องรู้จักการปล่อยวาง!"


เงาทัณฑ์ทองคำคลุ้มคลั่ง มันละทิ้งค่ายกลโซ่ตรวนที่กำลังพังทลาย และรวบรวมพลังงานทั้งหมดพุ่งทะยานเข้าหามหานาวาด้วยเจตจำนงสังหารที่บ้าคลั่ง หมายจะระเบิดตัวตนเพื่อกวาดล้างศัตรูให้สิ้นซากในคราเดียว!


"มันคิดจะพลีชีพพร้อมกับมิติแห่งนี้!" ฉินมู่หลางเตือนเสียงหลง พยายามกางม่านกระบี่เข้าขัดขวาง


อาเจียไม่ลนลาน เขากวาดสายตามองสหายทั้งสี่และมู่เฉินที่ยืนพิทักษ์อยู่ "ถึงเวลาแล้ว... จงผสานพลังทั้งหมดของพวกเจ้า เข้าสู่พู่กันของข้า!"


"รับทราบ!"


ทุกคนรวมถึงมู่เฉินตอบรับอย่างพร้อมเพรียง มู่เฉินรีบส่งปราณเซียนแท้จากร่างเนื้ออันทรงพลังผสานเข้ากับปราณกระบี่ อัคคี พฤกษา และเจตจำนงแห่งความเยือกเย็นของสหายทั้งสี่ เข้าสู่จุดตันเถียนของเด็กหนุ่ม


อาเจียไม่ได้ดึงพลังนั้นมาเก็บไว้ในภาชนะของตนเอง ทว่าเขาใช้ร่างกายและพู่กันนิรันดร์เป็นเพียง 'ท่อผ่าน' ส่งพลังมหาศาลเหล่านั้นให้สอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ องค์หญิงน้อยภายในพู่กันกรีดร้องสุดเสียงเพื่อขยายแกนรองรับพลังงานระดับข้ามขอบเขตนี้


เมื่อพลังรวมศูนย์อยู่ที่ปลายพู่กัน อาเจียไม่ได้ใช้มันโจมตีสวนกลับ ทว่าเขาวาดสัญลักษณ์ มหาภาวะซวี ( ⦾ ) ขนาดมหึมาขึ้นกลางอากาศธาตุ เบื้องหน้าเส้นทางที่เงาทัณฑ์กำลังพุ่งเข้ามาบดขยี้!


"จงกลับคืนสู่ความว่างเปล่า... ที่ซึ่งสวรรค์จอมปลอมของท่านถือกำเนิดขึ้น!"


ตูมมมมม!


ร่างของเงาทัณฑ์ราชันย์เซียนพุ่งชนเข้ากับสัญลักษณ์มหาภาวะซวีอย่างจัง! ทว่าแทนที่จะเกิดการระเบิดที่ทำลายล้างมิติ พลังงานทั้งหมดกลับถูก 'กลืนกิน' เข้าไปในความว่างเปล่านั้นอย่างเงียบเชียบและไร้สรรพเสียงใดๆ!


กฎเกณฑ์ของเซียนสวรรค์ เจตจำนงสังหาร และพลังปราณอันมหาศาล ล้วนถูกอักขระหลิงลบล้างและย่อยสลาย จนเหลือเพียงความเงียบงันที่สมบูรณ์แบบ วงแหวนมหาภาวะซวีค่อยๆ หดตัวลง จนกลายเป็นเพียงหยาดน้ำค้างสีเงินยวงหยดหนึ่ง ที่ร่วงหล่นลงมาบนฝ่ามือของอาเจีย


มันคือ 'แก่นสัจธรรม' ที่บริสุทธิ์ที่สุด ซึ่งหลงเหลือจากการสกัดกฎเกณฑ์ของราชันย์เซียน!


สหายทั้งสี่ทรุดตัวลงกับพื้นเรือ หอบหายใจรุนแรงทว่าใบหน้าเป้วนไปด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ พวกเขาเพิ่งรื้อถอนค่ายกลระดับราชันย์เซียนและสังหารเงาทัณฑ์สวรรค์ได้สำเร็จ ด้วยการผสานปัญญา อักขระ และความเชื่อใจอย่างแท้จริง


อาเจียกำแก่นสัจธรรมในมือแน่น เขามองขึ้นไปยังห้วงมิติที่เปิดออกกว้าง ไร้ซึ่งโซ่ตรวนกางกั้นอีกต่อไป เผยให้เห็นยอดวิหารหยกขาวอันวิจิตรตระการตาที่ตั้งตระหง่านอยู่ ณ ใจกลางสุสานสัจธรรม


"พวกเราก้าวผ่านด่านแรกมาได้แล้ว..."


อาเจียกระซิบเสียงเด็ดขาด แววตาสาดประกายความมุ่งมั่นที่จะขุดรากถอนโคนสวรรค์จอมปลอม "หนทางสู่การเป็นผู้ปกครองหมื่นอักขระ ไม่ได้ปูด้วยผลประโยชน์หรือศพของศัตรู... ทว่ามันปูด้วยความเข้าใจในสัจธรรม และการทำลายล้างความอยุติธรรม!"


มหานาวาปราณสูญตาเคลื่อนตัวช้าๆ เข้าสู่วิหารหยกขาว ที่ซึ่งความลับสูงสุดแห่งมหาเวทสูญตา และประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของวัฏสงสาร กำลังรอคอยให้พวกเขาไปเปิดเผย!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน