ฟังดูแล้วก็เหมือนการเลื่อนขั้นชั้นเรียนจากปฐมไปมัธยมจากมัธยมไปมหาวิทยาลัยตามลำดับ
"แดนมารงั้นหรือ นั้นซิต้องไปแดนมารก่อน"หวังว่าเ้านั้นจะช่วยเหลือนะไม่เจอกันตั้งนานเขาจะยังจำฉันได้หรือไม่
อย่าคิดว่าดินแดนเทพกับดินแดนมารรบราฆ่าฟันกันเหมือนในหนังเหมือนในละครเพราะไม่ใช่เลยสองดินแดนอยู่กันอย่างสันติสงบสุข มารและเทพสามารถแต่งงานอยู่กินกันได้ หากจะพูดให้เข้าใจก็เปรียบเหมือนเป็ประเทศหนึ่งแต่งงานกับอีกประเทศหนึ่งเท่านั้น
"นายหญิงท่านทำสัญญาเืกับหงหงก่อนเถิดเ้าค่ะ"หากยังไม่ทำสัญญาเืหรือเรียกอีกอย่างว่าพันธสัญญาเืสัตว์ิญญาก็สามารถทรยศเ้าของได้แต่ถ้าทำสัญญาเืแล้วพวกมันจะจงรักภักดีต่อเ้านายตลอดชีวิตและไม่มีใครสามารถแย่งชิงไปได้
"อืม ข้าลืมไปเลย"อวิ๋นเฟยเฟิ่งหยดเืลงบนหน้าผาของหงหงจากนั้นก็มีสายสัมพันธ์ิญญาสองสายยื่นมาเชื่อมต่อกันจนกลายเป็เส้นเดียวกันเป็อันเสร็จสมบูรณ์
ณ ดินแดนเทพ ในสวนที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพรรณส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณเหล่าดอกไม้ต่างแข่งกันเบ่งบานความงามของตนเพื่ออวดโฉมแก่บุรุษหนุ่มรูปงามที่กำลังยืนรับลมที่พัดโชยมาให้ความสดชื่นท่ามกลางแสงอาทิตย์อ่อนๆ หากใครได้มองเป็ต้องตกตะลึงกับความหล่อเหลาทำให้คนมองรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
"คิดอะไรอยู่ ยังคิดถึงนางอยู่งั้นหรือ"นางไม่เข้าใจเลยเหตุใดยังต้องคิดถึงสตรีนางนั้นอยู่ถึงจะรู้ว่าเขาไม่ได้รู้สึกกับนางดังเช่นชายหญิงแต่ใครจะชอบที่เห็นบุรุษที่ตนพึงใจคิดถึงหญิงอื่นไม่ว่าจะด้วยความรู้สึกใดก็ตาม
"งานเลี้ยงจะเริ่มแล้ว เชิญเ้าเข้างานก่อนเถิด"เอ่ยพร้อมกับมอบรอยยิ้มอย่างอบอุ่นให้กับสตรีตรงหน้าทุกกิริยาท่าทางล้วนอ่อนโยนเอาใจใส่เป็สุภาพบุรุษทุกระเบียบนิ้วสมกับเป็บุรุษที่สตรีทุกนางในแดนเทพอยากได้มา
"หงหงข้าอยากตรวจดูว่าตอนนี้ข้ามีธาตุอะไรบ้าง เ้าพอจะทำได้ไหม"การตรวจพลังธาตุต้องใช้หินผลึกศิลาถึงจะสามารถรู้ได้
"ในมิติจิตของท่านก็มีหินผลึกศิลานะเ้าคะ ตามหงหงมาทางนี้เ้าค่ะ"ว่าแล้วร่างเล็กๆก็พาอวิ๋นเฟยเฟิ่งเดินออกมาจากห้องเดินตรงไปด้านข้างของกระท่อมก็เจอสิ่งที่้า
อวิ๋นเฟยเฟิ่งวางมือลงบนผลึกศิลาอย่างไม่รอช้าก่อนจะปล่อยพลังิญญาเข้าไปในผลึกศิลาก่อนที่มันจะเปล่งแสงแสดงพลังธาตุออกมา
"นายหญิงท่านมีพลังธาตุถึงสามธาตุเลยเ้าค่ะ มีธาตุน้ำแข็ง ธาตุพฤกษาและธาตุมิติ หงหงดีใจนัก"ไม่ว่าเปล่าแถมยังตบมือยิ้มกว้างดีใจอย่างกับตัวเองมี
"พลังธาตุสามสายเชียวหรือ ตอนอยู่ดินแดนเทพข้ามีแค่ธาตุพฤกษาเท่านั้นไม่น่าเชื่อว่าข้าจะมีพลังธาตุแอบแฝง"
"นายหญิงหากท่านจะเข้าสำนักศึกษาของแดนมนุษย์ท่านคงต้องคมพลังิญญายุทธ์ให้เหลือแค่ระดับนักรบขั้นกลางและซ้อนพลังธาตุให้เหลือแค่อย่างเดียวเพื่อไม่ให้เป็ที่สงสัยเ้าค่ะ"
"อืม นั้นสิข้าควรเลือกอันไหนดี...เอิ่มม..ธาตุพฤกษาก็แล้วกันถึงยังไงตอนอยู่แดนเทพข้าก็ฝึกจนชำนาญแล้ว"
การที่คนคนหนึ่งจะมีหนึ่งหรือสองธาตุได้นั้นไม่แปลกแต่จะแปลกก็คือการมีพลังธาตุสามสายซึ่งถือว่าหายากมากแม้แต่ดินแดนเทพ มารก็น้อยนักที่จะพบเห็นแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี
พลังธาตุก็จะมีดิน น้ำ ลม ไฟและยังมีธาตุพิเศษคือธาตุน้ำแข็ง ธาตุสายฟ้า ธาตุแสง(รักษา) ธาตุมิติ ธาตุมืด ธาตุพฤกษา
และยังมีนักปรุงโอสถ นักช่างหลอมซึ่งการเลื่อนขั้นพลังก็เหมือนกันกับการใช้พลังิญญายุทธ์ใช้เป็เกณฑ์ เช่นนักปรุงโอสถมีพลังิญญายุทธ์จอมทัพเม็ดโอสถที่ปรุงออกมาก็จะอยู่ในระดับพลังิญญาจอมทัพเป็ต้น
แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าฉันไม่มีธาตุไฟแล้วสามารถหลอมโอสถได้ยังไงนั้นก็เพราะว่าการหลอมโอสถของฉันแตกต่างจากนักปรุงโอสถคนอื่นคือเพียงแค่นำสมุนไพริญญาที่จะหลอมมาวางไว้บนฝ่ามือจากนั้นก็แค่รวบรวมเพ่งสมาธิก็สามารถหลอมยาออกมาได้แล้วโดยไม่ต้องใช้หม้อหลอมและไม่ต้องใช้พลังธาตุไฟ นี่เป็ความพิเศษของฉัน
นอกจากพลังิญญายุทธ์แล้วยังมีผู้ใช้อักขระอีกด้วยแต่ว่าพลังิญญายุทธ์จะแตกต่างจากผู้ใช้อักขระกล่าวคือพลังิญญายุทธ์คือการดูดซับพลังฟ้าดินหรือไอปราณบริสุทธิ์เข้าร่างกาย หรือดูดซับจากแก่นิญญาจากสัตว์ิญญาและฝึกฝนตามธาตุที่ตนมี เช่นผู้มีพลังิญญายุทธ์ระดับนภาขั้นต่ำมีพลังธาตุน้ำก็จะฝึกฝนพลังด้านธาตุน้ำ หรือช่างหลอมมีระดับพลังิญญานภามีพลังธาตุไฟก็จะฝึกฝนพลังด้านธาตุไฟ
ช่างหลอมและนักปรุงโอสถมีพลังธาตุไฟเหมือนกันอยู่ที่ว่าใครจะเลือกศึกษาด้านไหน แน่นอนว่ามีคนเลือกทั้งสองอย่างแต่ว่าการเลือกทำทั้งสองอย่างพร้อมกันทำให้ต้องใช้ทรัพยากรหลายอย่างและต้องใช้พลังิญญายุทธ์มากจึงทำให้ไม่สำเร็จสักทางและยังทำให้ช้ากว่าคนที่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งอีกด้วย ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีใครเลือกฝึกฝนทั้งสองสายพร้อมกัน
ส่วนผู้ใช้อักขระไม่จำเป็ต้องมีพลังธาตุใดๆหรือมีพลังธาตุใดก็ได้เพียงแค่สามารถเรียนรู้และจดจำอักขระต่างๆได้ก็เพียงพอ พูดเหมือนง่ายใครๆก็สามารถทำได้แต่เปล่าเลยวิชาอักขระนั้นยากกว่าการฝึกพลังิญญายุทธ์มากโขเพราะอักษรอักขระโบราณยากนักที่จะมีคนเข้าใจอย่างถ่องแท้ดังนั้นจึงมีผู้ใช้อักขระเพียงแค่หยิบมือเดียวและแต่ละคนที่ใช้อักขระก็มีระดับแค่ศิลาเท่านั้น แต่ก็ไม่แน่ในแดนเซียน แดนมาร หรือแดนเทพอาจมีผู้ใช้อักขระโบราณระดับสูงกว่านั้น
ระดับขั้นพลังของผู้ใช้อักขระก็เหมือนกับลำดับขั้นของพลังิญญายุทธ์ ในดินแดนเทพผู้ที่ใช้อักขระมักจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครปลีกวิเวกอยู่อย่างสันโดษและไม่มีใครรู้ว่าแต่ละคนอยู่ระดับสูงแค่ไหน
จะว่าไปแล้วฉันก็เคยมีความคิดอยากจะเป็ผู้ใช้อักขระเหมือนกันแต่ยังไม่มีโอกาสได้ศึกษาไหนจะยังเกิดเื่ขึ้นซะก่อนถ้ามีโอกาสละก็ฉันจะคว้าเอาไว้แน่นอน