God Equipment Super Armor

    ตอนที่ 75 สุสานของพื้นที่ระดับ 2 (3)

    ตอนที่ 75

    สุสานของพื้นที่ระดับ 2 (3)

              ผ่านไป 5 วัน

              บอสอีวานเจอรีนและเหล่าสัตว์เลี้ยงได้ต่อสู้กับพวกมิเนอรัลอย่างดุเดือดมาตลอด 5วันเต็ม เขาสามารถเคลียร์ชั้นที่ 6 ได้แล้วในแต่ละชั้นจำนวนของมิเนอรัลจะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน
    เลขคี่ ในชั้นที่ 3 บอสต้องสู้กับมิเนอรอล 5 ตัว โดย 1 ใน 5 นั้นมีตัวที่มีชื่อว่า
    Prime mineral มันมีพลังชีวิตเป็น 4 เท่าของมิเนอรอลแบบปกติบอสต้องใช้เวลานานกว่า 4 ชม. กว่าจะเคลียร์ชั้นนั้นได้สำเร็จ

              ในชั้นที่ 4เขาสู้กับมิเนอรอล 7 ตัว มี Prime mineral ถึง 2 ตัว เขาต้องใช้เวลานานกว่า 10 ชม. กว่าจะผ่านมาได้ ในชั้นที่ 5 มี Primemineral 3 ตัว และมิเนอรัลแบบปกติ 9 ตัว เขาใช้เวลาเกือบ 24 ชม.ในการจัดการพวกมัน และในชั้นที่ 6 มี Prime mineral 4 ตัวและมิเนอรัลแบบปกติ 11 ตัว! เขาใช้เวลาเกือบ 3วันในการฆ่ามันทีละตัว

              ในตอนที่เขาลงชั้นที่3 - 6 นั้นมักจะมีเสียงดังขึ้นในหัวตลอดเขาลองนำมาปะติดปะต่อก็พบว่ามันเป็นประโยคที่กวนบาทามาก

              ‘คุณ...กลับ...มา...หา...มารดา...ของคุณเหรอ...’

              มันเหมือนกับการสาปแช่งแม่ของเขาหากเขารู้ว่าเจ้าของเสียงเป็นใครแล้วละก็มีหงายแน่นอน

              ประตูสู่ชั้นที่ 7เปิดแล้วแต่เขาและอีวานเจอรีนเลือกที่จะนอนหลับพักผ่อนก่อนเนื่องจากพวกเขาไม่ได้นอน5 วันแล้ว หนังตาแทบจะลืมไม่ขึ้นอยู่แล้วเขานอนกอดร่างบางและนุ่มนิ่มพร้อมกับสูดดมกลิ่นตัวอันหอมหวนของอีวานเจอรีนราวกับว่าเธอเป็นหมอนข้าง

              วันต่อมา

              บอสตื่นตอน 6โมงเช้าเขาพบว่าอีวานเจอรีนยังคงนอนหลับอยู่หน้าของเธอเวลาหลับน่ารักมากหากตื่นเช้ามาแล้วพบว่าด้านซ้ายของเขาเป็นบลูและด้านขวาเป็นอีวานเจอรีนแล้วมีกิ่งนอนทับร่างของเขาอยู่คงจะมีความสุขมากแน่แต่กว่าจะถึงวันนั้นเขาจะต้องจัดการกับปัญหาของชีวิตให้ได้เสียก่อน

              เขานำเตา ท่อนไม้และถ่านไม้ออกมาจากนั้นก็ทำการก่อไฟแล้วนำไข่ไก่ดวงดาวเบคอนเนื้อหมูตาไฟ และอื่นออกมาทำอาหารเช้าสำหรับวันใหม่อันแสนสดชื่นและสดใสของเขาวันนี้ในชั้นที่ 7เขาไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับตัวอะไรกันแน่แต่เขาจะสู้ให้เต็มที่และต้องผ่านมันไปให้ได้เพื่อสมบัติที่เอาไว้พัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

              ความแข็งแกร่งในตอนนี้ของเขานับว่ายังอ่อนแออยู่มากเมื่อเทียบกับคนที่อยู่บนโลกแล้วเขายังนับได้ว่าเป็นเพียงหนูตัวหนึ่งเท่านั้นเองพวกนักฆ่ามีระดับสูงมากจนเขาไม่สามารถต่อกรกับมันได้หากอยู่บนโลก

              อีวานเจอรีนตื่นขึ้นเพราะกลิ่นหอมของอาหารที่บอสทำเธอคลานมากอดเอวของเขาจากด้านหลังด้วยความอ่อนโยนหน้าอกนุ่มนิ่มและใหญ่โตของเธอได้ชนเข้ากับแผ่นหลังของเขาทำให้บอสต้องหายใจติดขัดและอดไม่ได้ที่จะหอมแก้มของเธอ

              [หวานกันจริงๆฉันคิดถูกไหมคะเนี่ยที่ให้คุณบอสเก็บเธอเอาไว้?]

              เมื่อได้ยินหนอนน้อยบ่นบอสหัวเราะออกมาเล็กน้อยแล้วกล่าวในใจว่า

              ‘แน่นอนว่าถูกหากไม่มีเธอฉันคงไม่มีกำลังใจที่จะเคลียร์สุสานนี้น่ะสิ’

              [เชอะ!คนเจ้าชู้!]

              บอสไม่เถียงเพราะเขายอมรับว่าตนเองเจ้าชู้จริงๆ

              หลังจากทานอาหารเช้าและยืดเส้นยืดสายเสร็จบอสและอีวานเจอรีนก็พร้อมที่จะไปยังชั้นต่อไปพลังของอีวานเจอรีนพัฒนาไปเยอะมากเพราะเธอใช้พลังเกินขีดจำกัดบ่อย
    หนอนน้อยบอกเขาว่าหากเป็นแบบนี้ต่อไปอีกไม่นานเธอจะได้รับความสามารถใหม่ของพลังมา

              เมื่อพวกเขาเดินไปถึงที่ใจกลางของห้องโถงที่มีสภาพเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนก็ได้มีบางอย่างงอกขึ้นมาจากพื้น ทั้ง 2คนรีบกระโดดถอยหลังเพื่อตั้งหลักแต่พอผ่านไปสักพักก็พบว่ามันไม่ใช่พวกมิเนอรัลแต่มันคือประตูมิติ!

              [เดินเข้าไปด้านในได้เลยค่ะไม่ต้องกลัวสงสัยศพน่าจะถูกเก็บภายในมิติเอกเทศ]

              ‘มิติเอกเทศ?ทำไมไม่เคยได้ยินมาก่อนมันคืออะไรเหรอ?’

              [มิติเอกเทศคือ มิติส่วนตัวที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้มีความรู้แตกฉานในด้านมิติและเวลามิติที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นจะเป็นโลกอีกใบที่มีลักษณะเฉพาะตามวัตถุประสงค์ของผู้สร้างค่ะ]

              ‘โอ้!?แล้วโลกของมอนสเตอร์นับเป็นมิติเอกเทศรึเปล่า?’

              [ไม่ค่ะโลกแห่งมอนสเตอร์คือสถานที่ที่มีอยู่เองโดยธรรมชาติถึงแม้ว่ามันจะใช้ประตูมิติในการเดินทางมาแต่มันก็เป็นการลดระยะทางไม่ใช่การเปิดประตูไปยังโลกใหม่ค่ะ]

              บอสดีใจมากที่คอยมีอาจารย์คอยแก้ไขเรื่องข้องใจได้แทบจะทุกอย่างอยู่กับตัวแบบนี้เขาจับมือของอีวานเจอรีนแล้วเดินเข้าไปในประตูมิติ เมื่อเข้าไปภายในมุมมองของทั้ง2 ก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน บรรยากาศโดยรอบมันเต็มไปด้วยธรรมชาติสายลมอ่อนๆได้กระทบเข้ากับใบหน้าและร่างกายของทั้ง 2เหนือหัวของพวกเขามีท้องฟ้าและพระอาทิตย์เหมือนกับโลกไม่มีผิดแต่ที่นี่กลับน่าอยู่ยิ่งกว่า

              “ที่นี่สวยมากเลย~”อีวานเจอรีนกล่าวและมองไปรอบๆ

              บอสมองเห็นป้ายหินที่คล้ายกับป้ายหลุมศพตั้งอยู่ด้านหน้าไม่ไกลจากระยะนี้เขาสามารถมองเห็นตัวอักษรได้อย่างชัดเจนมันถูกสลักชื่อเอาไว้ชื่อนั้นคือฟางเซียน เป็นชื่อเดียวกันที่เขาอ่านทางเข้าของสุสาน

              “แล้วสมบัติอยู่ที่ไหน?”บอสพึมพำ

              เขามองไม่เห็นอะไรที่มันแวววาวเหมือนกับในหนังเลยแม้แต่อย่างเดียวอย่าบอกนะว่าเขาต้องเหนื่อยตั้ง 6 วันแบบฟรีๆ?

              ‘หรือว่าป้ายหลุมศพมันคือสมบัติที่ทำมาจากแร่ที่ล้ำค่า?’

              [จะไปใช่ได้ไงเล่า!! คิดไปได้นะคะเดินเข้าไปดูก่อนค่ะมันจะต้องมีทรัพย์สินของผู้ตายอยู่แน่นอนค่ะหากไม่มีเราก็ขุดหลุมศพแล้วเก็บศพเอามาฟื้นฟูกลายเป็นลูกน้องสุดแกร่งสำหรับคุณบอสไงละคะ]

              ‘จริงด้วย!!ฮ่า! ฉันลืมไปได้ยังไงถึงจะไม่มีสมบัติแต่ฉันก็ได้ศพกลับไปอยู่ดี! เดี๋ยวนะนี่ฉันเหมือนกับสัปเหร่อเลยไม่ใช่เหรอ?’

              [สัปลง สัปเหร่ออะไรละคะ ต้องเรียกว่า คนรีไซเคิลศพถึงจะดูดี!]

              ‘เข้าใจคิด!’

              บอสบอกอีวานเจอรีนว่าอย่าเดินไปไหนไกลจากนั้นเขาก็เดินตรงไปที่หลุมศพเขาพบว่าที่หน้าหลุมศพมีดอกไม้วางเอาไว้อยู่

              “ดอกไม้มันยังใหม่อยู่เลยหรือว่ามีคนมาที่นี่ก่อนหน้านี้?”บอสกล่าว

              เขามองซ้ายขวาก็พบว่ามันเป็นดอกไม้แบบเดียวกันที่เติบโตในมิติแห่งนี้บอสซื้อดอกไม้สีขาวและธูปมาจากร้านค้าจากนั้นก็วางดอกไม้ลงที่หน้าหลุมศพแล้วจุดธูปพร้อมปักมันเอาไว้ที่หน้าหลุมศพแล้วกล่าวในใจ

              ‘ผมขอยืมศพหน่อยนะครับ สัญญาว่าจะไม่เอามาคืน’

              จากนั้นเขาก็นำพลั่วออกมาแล้วขุดหลุมศพในตอนนั้นเองก็มีเสียงบางอย่างดังขึ้นมา

              “นั่นเจ้าจะทำอันใด!!”

              บอสสะดุ้งแล้วมองไปยังทิศทางของเสียงก็พบกับสาวสวยคนหนึ่งที่มีร่างโปร่งแสงเธอคือวิญญาณนั่นเอง ระบบไม่มีการแจ้งเตือนหรือมีชื่อของเธอขึ้นมาเลยแต่บอสก็เดาว่าเธอน่าจะเป็นผู้หญิงที่ชื่อ ฟางเซียน แน่นอน

              “สมบัติอยู่ไหน?”บอสถาม

              สาวสวยขมวดคิ้วแล้วกล่าว“สมบัติ? สมบัติอันใด?ข้ามิมีอันใดติดตัว...”

              “แล้วคุณเป็นใคร!?”

              “ข้าควรจะถามเจ้า! ว่าเจ้าคือผู้ใดแล้วมาที่นี่ได้อย่างไร?”

              “ผมคือนักรีไซเคิลศพมาที่นี่โดยการเดินทางผ่านประตูมิติ”

              สาวสวยทำหน้าตามึนงง

              ‘นักรีไซเคิลศพมันคืออันใดกัน?’

              “ที่อยู่ใต้ดินนี่คือศพของคุณใช่ไหม?”บอสถามด้วยความใคร่รู้

              เธอพยักหน้าเบาๆแล้วกล่าว“ใช่แล้ว! ทำไมรึ?”

              “ผมขอยืมศพคุณหน่อยนะไม่สิ! ผมจะเอาศพคุณออกไปจากที่นี่!!”

              สาวสวยหน้าซีดเป็นไก่ต้มเธอรีบกล่าวด้วยความร้อนรน

              “ไม่!! เจ้าห้ามเอาศพข้าออกไปเด็ดขาด!!”

              “ทำไม? กลัวเห็นหน้าตัวเองตอนเน่าแล้วขายหน้าเหรอ? โอ้ย! ไม่ต้องห่วงหรอกพี่สาวต่อให้ร่างกายจะเน่าเหี่ยวขนาดไหนผมก็สามารถฟื้นฟูขึ้นมาได้!”บอสกล่าวติดตลก

              ท่าทางของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อยแล้วถาม“เจ้าสามารถทำได้จริงงั้นรึ?”

              “แน่นอนแต่ผมจะต้องเห็นสภาพศพก่อนถึงจะบอกเวลาฟื้นฟูศพได้ว่าแต่พี่สาวตายแล้วทำไมไม่ไปเกิดใหม่ อยู่ที่นี่คนเดียวไม่เหงาเหรอ?”บอสสงสัย

              “ข้า....ข้าไปเกิดใหม่ไม่ได้....ข้าไม่เหงาเพราะมีคนมาหาข้าอยู่”

              บอสคิดว่าวิญญาณดวงนี้เหมือนเด็กสาวขี้เหงาเพราะท่าทางของเธอเหมือนกับคนที่ไม่ค่อยได้พบผู้คนมาเป็นเวลานานหากเธอไม่เหงาจริงแล้วทำไมถึงได้บอกทุกอย่างเวลาเขาถามละ? เหมือนว่าเธอจะคันปากและอยากจะพูดมาก

              บอสเอาพลั่วขุดหลุมศพของเธอต่อไปสาวสวยคนนั้นก็ได้แต่ลอยไปมาแล้วถามเขาหลายสิ่งหลายอย่างเขาถามเธอว่าเธอตายยังไงเธอก็บอกว่าจำไม่ได้ เธอจำอะไรไม่ได้แม้แต่อย่างเดียวหนอนน้อยบอกว่าสงสัยเธอจะโดนฟาดที่หัวอย่างแรกก่อนตายวิญญาณเลยได้รับผลกระทบทำให้เสียความทรงจำไปด้วย

              พอขุดไปได้ไม่นานบอสก็พบกับโลงศพที่ทำจากไม้บนโลงมียันต์มากมายแปะเอาไว้มันทำให้ดูขลังมาก แต่บอสหาได้สนใจไม่? เขาทำการเปิดฝาโลงออกทันทีภายในมีศพที่แห้งเหี่ยวอยู่จริงๆสาวสวยที่มองศพของตนเองก็หน้าแดงด้วยความเขินอายเพราะมันดูน่าเกลียดมาก! เทียบกับเธอที่เป็นวิญญาณเลยไม่ได้เลยแม้แต่ส่วนเดียว

              ในมือของเธอถือไหที่ปิดด้วยผ้ายันต์สีแดงอยู่เขาหยิบมันออกมาจากมือแล้วใช้ระบบตรวจสอบทันที

              [ไหผนึกวิญญาณ]

              [มีบางสิ่งบางอย่างถูกผนึกอยู่ภายในหากอยากรู้ก็ลองเปิดดู!]

              ‘เอายังไงดีหนอนน้อยฉันควรจะเปิดมันดีไหม?’บอสไม่แน่ใจ

              [เก็บเอาไว้ก่อนก็แล้วกันค่ะ ค่อยเปิดดูทีหลังก็ได้ดูจากสภาพศพของเธอแล้วน่าจะต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูประมาณ 1 ปีเป็นอย่างต่ำค่ะ]

              ‘นานขนาดนั้นเลย?หากเราฟื้นฟูแล้ววิญญาณของเธอนี่ละ?’

              [ในกรณีนี้เธอจะถูกดึงเข้าร่างโดยอัตโนมัติค่ะแต่ว่าในศพมีนาโนเทคฯที่เป็นโฮสต์แล้วเธอไม่มีทางขัดขืนได้แน่นอน!]

              บอสมองไปยังวิญญาณสาวสวยแล้วกล่าว

              “ฟางเซียนเธอจะออกไปข้างนอกกับผมไหม?”

              เธอดีใจชั่วครู่ก็เศร้าใจแล้วกล่าว“ข้า ข้าสามารถออกไปได้ด้วยเหรอ? คนคนนั้นบอกว่าข้าไม่สามารถออกไปไหนได้...”

              หนอนน้อยบอกว่ามีตุ๊กตาที่เอาไว้ให้วิญญาณสิงสู่ขายอยู่ในร้านค้าราคาของมันอยู่ที่1 ล้านทองบอสยังไม่ซื้อมันเพราะเขาจะต้องดูท่าทางของฟางเซียนก่อนว่าเธอต้องการที่จะกลับไปด้วยไหม

              “หากผมบอกว่ามีวิธีละ? เธออยากจะไปด้วยไหม?”

              สายตาของฟางเซียนเป็นประกายเธอพยักหน้ารัวๆแล้วกล่าว

              “เจ้าช่วยเขียนข้อความเอาไว้ได้หรือไม่?”

              บอสยิ้มแล้วพยักหน้าจากนั้นเขาก็เขียนภาษาโบราณให้เธอตามที่เธอขอโดยมีหนอนน้อยช่วยบอกอีกทีหลังจากเขียนเสร็จแล้วเขาก็ซื้อตุ๊กตานางฟ้าตัวเล็กเท่าฝ่ามือแล้วให้ฟางเซียนลองสิงสู่ดูพอเธอเข้าไปอยู่ในร่างตุ๊กตาแล้วลองขยับตัวดูก็พบว่ามันสะดวกมากกว่าที่คิดมากเธอปีนขึ้นมาบนหัวของบอสแล้วกล่าว

              “โอ้!? ข้าจะอยู่ตรงนี้ก็แล้วกันข้าสามารถมองเห็นรอบด้านได้ชัดกว่ายืนที่ไหล่เยอะเลย”

              ‘ดูเหมือนว่าจิ้งจอกน้อยจะโดนแย่งที่ประจำซะแล้ว’บอสกล่าวในใจ

              บอสเก็บศพของเธอเอาไว้ในระบบแล้วเริ่มกระบวนการฟื้นฟูศพในทันทีพอเอาศพขึ้นจากโลงบอสก็พบว่ามีเมล็ดพันธุ์วิญญาณอยู่ในโลงด้วย 1 เมล็ดเขาเก็บมันเอาไว้ก่อนแล้วค่อยตรวจสอบมันทีหลังจากนั้นเขาและอีวานเจอรีนก็ออกมาจากสุสานแล้วมุ่งหน้าขึ้นไปยัง
    ไฮกราวด์ต่อ

         ..........................................................................................................................