นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 331 สงครามย่อม ๆ

        ตอนที่ 331 สงครามย่อม ๆ

         

         

        ภาพที่นิทานเห็นทำให้ม่านตาของเขาหดวูบ เขาตกใจจนเหยียบพลาด เกือบตกลงจากท้องฟ้า สัตว์อสูรระดับนักสลักไตรถึง 4ตัวกลับวิ่งไล่คีตาอย่างเอาเป็นเอาตาย

         

        ทั้ง 4 ออกมาจากอาณาเขตของตัวเองโดยสิ้นเชิง ไม่มีตัวใดมีท่าทีหวงอาณาเขตเลยแม้แต่น้อย บัดนี้โอเอซิสที่ยิ่งใหญ่ไร้ซึ่งผู้ปกครอง เพราะผู้ปกครองทั้งหมดนั้นออกมาวิ่งไล่ล่าม้าแผงคอแดงตัวหนึ่ง

         

        เขาที่คิดว่าตนลำบากวิ่งหนีฝูงจิ้งจอกเมื่อมาเห็นสภาพคีตาจึงได้เข้าใจว่ามันเองก็ลำบากไม่แพ้กัน ตัวคีตานั้นวิ่งหน้าตั้งจนลิ้นห้อย ตัวมันนั้นไม่มีคำแห่งพลังประเภทพลิกแพลงเช่นเขา ดังนั้นตลอดมานี้มันจึงวิ่งหนีด้วยกำลังกายล้วน ๆ

         

        แม้มันจะเหนื่อยล้าหากใบหน้ามันยังคงยิ้มแป้น มันไม่ได้ออกแรงวิ่งเต็มที่เป็นระยะทางไกล ๆ เช่นนี้นานแล้ว กิจกรรมเช่นนี้ทำให้มันนึกถึงสมัยเด็กที่มันชอบวิ่งเล่นในป่ากับนิทาน

         

        ทางด้านนิทานกลับไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นเลย เขามึนงงกับทุกสิ่ง คำถามปรากฏในหัวมากมายว่าคีตาลากอริยะพวกนี้ออกมานอกโอเอซิสไกลขนาดนี้ได้อย่างไร แต่จะอย่างไรก็ช่าง เขาไม่มีเวลาถามแล้ว

         

        ในเมื่ออีกฝั่งออกมาหาเองเช่นนี้ งั้นก็ยิ่งง่ายหากจะให้ทั้งสองฝ่ายสู้กันเอง!

         

        ทางด้านจิ้งจอกทะเลทรายแม้จะโมโหแต่ดูเหมือนตัวจ่าฝูงจะยังพอมีสติอยู่ไม่น้อย เมื่อมันเห็นท่าไม่ดีมันก็รีบสั่งให้ลูกฝูงของมันหยุดอย่างรวดเร็ว ในทางกลับกัน ทางฝั่งอริยะกลับไม่ใช่แบบนั้นเลย

         

        ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดแต่อริยะเหล่านั้นดูจะจงเกลียดจงชังคีตาเป็นที่สุด สายตาของพวกมันประกาศกร้าวว่าจะไม่มีวันขออยู่ร่วมโลกกับม้าตัวนี้ พวกมันยังวิ่งตรงเข้าใส่โดยไม่สนใจฝูงจิ้งจอกทะเลทรายแม้แต่น้อย

         

        ในเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้สิ่งที่ทั้งสองต้องการก็ง่ายขึ้นมาก ทั้งสองวิ่งสวนทางกันอย่างว่องไว ในชั่วขณะที่สวนทางกันนั้น พลังระดับอริยะในร่างก็ได้รับการเติมเต็ม

         

        นิทานพุ่งตัวสวนเข้าหาอริยะทั้ง 4 ร่มปกปักหทัยถูกกางออกพร้อมยันต์คุ้มกายระดับสูง คู่ต่อสู้เช่นนี้เขาย่อมไม่กล้าใช้ยันต์ป้องกันระดับต่ำ หนึ่งใน 4อริยะ ฮิปโปที่มีกรงเล็บแหลมคมตวัดตบเข้าใส่นิทาน หากเขาก็เอาตัวรอดมาได้ด้วยการผลักกรงเล็บนั้นเพื่อลดแรงปะทะ ใช้ร่มปกปักหทัยต้านรับ แล้วจึงเชื่อมโยงทิศทางของกรงเล็บนั้นให้ไถลกับตัวร่มไป

         

        เม่นอีกตัวหนึ่งที่ร่างกายทำขึ้นจากผ้าสะบัดขนหนามมาทางนิทาน ครั้งนี้เขาต้านรับด้วยการเบี่ยงมันพวกมันออก ขนหนามเหล่านี้เบากว่ากรงเล็บมากนัก มันสมควรเป็นการโจมตีที่มีผลอย่างอื่น และเขาก็เดาไม่ผิด เมื่อมันแตะสัมผัสกับพื้น ขนหนามนั้นก็กลายสภาพเป็นเข็มเล่มยาว เจาะเข้าเจาะออกผืนทรายราวกับเย็บผ้า

         

        การโจมตีสุดท้ายของแมลงเต่าทองยักษ์นั้นเป็นละอองหลอนประสาทบางอย่าง ละอองเหล่านี้ถูกป้องกันไว้ด้วยยันต์ระดับสูงที่เขากางไว้คุ้มกาย ยันต์เหล่านั้นกะพริบถี่ ๆ ก่อนจะแตกสลายไป แต่นั่นก็มากพอแล้วสำหรับให้นิทานทิ้งระยะออกมา

         

        นกเหยี่ยวตัวใหญ่ไม่สนใจนิทานแม้แต่น้อย สายตาของมันเพียงจับจ้องไปที่ม้าแผงคอแดงด้วยความแค้นเต็มอก

         

        การยั่วยุของคีตาให้ผลดีเยี่ยม ทั้ง 4 เพียงหันมามองนิทานและส่งการโจมตีหยาบ ๆ เท่านั้น นิทานสามารถหลุดรอดได้อย่างหมดจด ไหลหลุดไปยังด้านหลังทั้ง 4 ได้ในที่สุด ทั้ง 4ตัวนั้นไม่สนใจไล่ตามนิทานแต่อย่างใด หันเหความสนใจกลับไปยังคีตา

         

        ทางด้านม้าแผงคอแดง มันพุ่งตรงเข้าไปในวงล้อมของจิ้งจอกทะเลทรายทั้งฝูงอย่างไม่เกรงกลัว ทั่วทั้งร่างของมันเปล่งประกายสะท้อนแสงอาทิตย์ร้อนฉ่าบนท้องฟ้า ผิวกายทั้งร่างแปรสภาพไปเป็นบางสิ่งคล้ายเหล็กกล้า

         

        ฝูงจิ้งจอกนั้นยังมีสติดีกว่าอริยะทั้ง 4 ระดับหนึ่ง พวกมันยังจดจำม้าแผงคอแดงตัวนี้ได้ว่าเป็นหนึ่งในตัวการที่ทำให้พวกมันต้องสูญเสียเพื่อนพ้อง หลายตัวพุ่งกระโจนเข้ารุมคีตาอย่างรวดเร็ว

         

        การโจมตีส่วนมากถูกขัดขวางด้วยปราการอันแข็งแกร่ง มันแทบไม่ต้องสนใจสิ่งใด วิ่งทะลวงฝ่าฝูงจิ้งจอกทะเลทรายดั่งรถศึก พลังแปลก ๆ ที่ให้ผลลัพธ์ที่มันไม่เข้าใจก็ถูกจัดการด้วยหน้ากระดาษ เพียงมันเข้าไปได้ไม่กี่วินาทีคีตาก็เสียหน้ากระดาษไป 4แผ่นแล้ว ความสูญเสียนี้ทำให้คีตาปวดใจไม่น้อย

         

        สิ่งที่ตามหลังมันมาติด ๆ คืออริยะทั้ง 4 จ่าฝูงจิ้งจอกทะเลทรายเข้าใจทันทีว่าสองตัวนรกนี่ต้องการสิ่งใด เสียงกรีดร้องแหลมสูงคล้ายเสียงหัวเราะดังลั่นออกจากปากของจ่าฝูงจิ้งจอกทะเลทราย คำสั่ง หลบหนี!

         

        นรกส่งมาเกิด 2ตัวนั้นต้องการให้พวกมันเข้าสู้กับอริยะ 4ตัว!

         

        แต่สองตัวนรกนั้นกลับไม่ยินยอม คีตาที่มุ่งเข้าไปจนถึงใจกลางฝูงได้คว้าดาบเล่มยักษ์ออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะเหวี่ยงมันในแนวกว้าง ใช้มันดั่งไม้แผ่นยาว ฟาดจิ้งจอกทะเลทรายทีเดียวหลายสิบตัวให้กระเด็นขึ้นฟ้าไป

         

        พลังดูดสายหนึ่งทำงานอย่างพร้อมเพรียง จิ้งจอกทะเลทรายที่ลอยอยู่บนฟ้าไร้สิ่งใดให้เหนี่ยวรั้ง ทั้งหมดโดนดูดเข้าหาระดับอริยะทั้ง 4 สัตว์อสูรชั้นสูงเช่นนั้นมีหรือจะไม่รำคาญสัตว์อสูรตัวเล็กเหล่านี้ มันสังหารหลายตัวนั้นในพริบตา

         

        จ่าฝูงจิ้งจอกทะเลทรายโมโหจนนัยน์ตาแดงก่ำ หากมันก็รู้ดีกว่านี่ไม่ใช่เวลาต่อสู้ คำสั่งหนียังคงถูกส่งผ่านด้วยเสียงหัวเราะแหลมสูง แต่คำสั่งเริ่มกลับกลายเป็นไร้ผลเมื่อจิ้งจอกทะเลทรายกองแล้วกองเล่าถูกฟาดเข้าไปให้อริยะพวกนั้นฆ่าอย่างง่ายดาย

         

        จิ้งจอกทะเลทรายทั้งมวลไร้ซึ่งความหวาดกลัว ภายในจิตใจมีเพียงแต่ความแค้น สหายของพวกมันถูกฆ่าเอา ๆ! พวกมันแม้จะอ่อนแอแต่แข็งแกร่งที่สุดเมื่อรวมฝูง เหตุใดต้องกลัวแค่อริยะพวกนี้ด้วย!

         

        ทั้งฝูงละทิ้งคำสั่งของจ่าฝูง เข้าห้ำหั่นกับอริยะทั้ง 4 โดยไม่คิดชีวิต คำแห่งพลังมากมายหลากหลายถูกใช้งานออก พลังจิตวิญญาณถูกสาดซัดไปทั่วพื้นที่ ผืนทรายแทบทั้งหมดเกิดผลลัพธ์แปลกประหลาด ไฟ น้ำแข็ง วายุ สายฟ้า เกิดเป็นความโกลาหลสูงสุด

         

        อริยะทั้ง 4 ขาดสติไปโดยสิ้นเชิง เมื่อมันเห็นว่าฝูงจิ้งจอกทะเลทรายเหล่านี้เข้าจู่โจมมันเข้าใจในทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นพวกเดียวกัน การต่อสู้ระเบิดขึ้นในพริบตา เหยี่ยวยักษ์ที่เคียดแค้นคีตาที่สุดไม่สามารถปลีกตัวไปตามหามันได้ พวกจิ้งจอกทะเลทรายเหล่านี้แม้จะอ่อนแอแต่ก็มีจำนวนหลายร้อยตัว

         

        ท่ามกลางความวุ่นวายของสงครามขนาดย่อม ๆ จ่าฝูงจิ้งจอกทะเลทรายขบเคี้ยวฟันด้วยความแค้น มันสอดส่ายสายตาหาตัวต้นเหตุทั้งสอง หวังว่าจะเชือดคอทั้งสองไปโยนให้ทีรานด้วยสี่เท้าของมันเอง

         

        แม้มันจะหาเท่าไหร่ก็ไม่มีทางหาพบ ทั้งสองอาศัยความชุลมุน หายไปจากสนามรบอย่างรวดเร็ว

         

        ———————————————————————————————————————————————

         

        ภายในโอเอซิสแห่งที่ 3 บริเวณหนึ่งลึกเข้าไปจากปลายขอบ สองร่างของนักบวชหญิงและม้าแผงคอแดงนั่งพักหายใจ ใบหน้าของทั้งสองฉายชัดไปด้วยความเบิกบาน

         

        จากตรงนี้ทั้งสองยังสามารถได้ยินเสียงของการต่อสู้และพลังจิตวิญญาณที่ผันผวนได้อย่างชัดเจน ทั้งสองมองหน้ากันน้อย ๆ ก่อนจะหัวเราะลั่น หนึ่งฝ่ามือหนึ่งกีบตบกันกลางอากาศ แผนของทั้งสองสำเร็จไปได้ด้วยดี แม้ระหว่างทางจะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยก็ตาม

         

        ว่าแต่นายทำยังไงให้พวกนั้นหัวร้อนกันถึงขนาดนั้น? นิทานถามขึ้นอย่างสงสัย ทางด้านเขายังต้องใช้วิธีตั้งมากมายเพื่อหลอกล่อให้พวกนั้นติดตามเขามา แต่ทางด้านคีตากลับทำให้พวกนั้นคลั่งไปโดยสมบูรณ์

         

        อ๋อ ถล่มบ้าน! พอไปเจอรังก็โยนควันโยนระเบิดโยนพิษเข้าไปเยอะ ๆ! อ้อ แล้วก็ขนตูดของไอ้ตัวเหม็น ๆ ด้วย! คีตาส่ายหางไปมาอย่างร่าเริง คีตาส่งภาพของรังของอริยะเหล่านั้นไปให้นิทานดูผ่านทางจิต

         

        หลุมที่แมลงเต่าทองตัวนั้นอยู่เต็มไปด้วยควันสีประหลาดและกองดินที่ถล่มลงจากแรงกาย ริมขอบแอ่งน้ำของฮิปโปเต็มไปด้วยซากของกิ่งไม้และแอ่งน้ำก็เองเลอะเทอะไปหมด ทางด้านของเม่น รังของมันมีคราบของพิษหลากหลายชนิดโปรยอยู่ทั่ว

         

        ที่หนักที่สุดคือรังของเหยี่ยวที่เคยอยู่บนต้นไม้สูง ขณะนี้มันร่วงตกลงสู่พื้นดินในสภาพดูไม่ได้ รอบด้านเต็มไปด้วยขนของสกั๊งค์ลายทาง หนึ่งในสัตว์อสูรที่สร้างกลิ่นเหม็นได้สุดขั้วที่สุดในมหาทวีป

         

        นิทานหนังตากระตุกยิก ๆ เขาจำได้ว่าตนเป็นคนช่วยคีตาจัดเตรียมของใส่กระเป๋าเอง พวกควันพวกยาพิษนั้นเขาจำได้ แต่กับขนของสกั๊งค์ลายทางนั้นเขาไม่รู้เลยแม้แต่น้อย

         

        ใจหนึ่งก็ดีใจที่คีตานั้นฉลาดมากพอจะจัดเตรียมสิ่งของเช่นนี้ไว้ใช้งาน หากอีกใจก็เริ่มกลัวความคิดพิเรนทร์ ๆ ของคู่หูข้างกายขึ้นมา เขาอดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่าหลังจากการต่อสู้ข้างนอกนั้นจบลง พวกอริยะจะต้องกลับมาไล่ล่าทั้งสองต่ออย่างแน่นอน

         

        นิทานลูบหัวกล่าวชมคีตาอย่างฝืน ๆ เรารีบไปตรวจสอบกันเถอะ เวลามีไม่มาก

         

        ถึงพวกจิ้งจอกทะเลทรายจะมีจำนวนหลายร้อยตัวนิทานก็มั่นใจว่าอริยะทั้ง 4 จะเป็นผู้ชนะในศึกนั้น พวกมันอาศัยอยู่ใกล้กันมานาน มันจะต้องร่วมมือกันแน่ และเมื่อ 4อริยะร่วมมือกัน เพียงกลุ่มจิ้งจอกทะเลทรายที่มีระดับนักสลักโทเพียงสิบกว่าตัวย่อมไม่มีทางต้านทานได้นาน

         

        “ฟืด!”

        ข่าวดี! ไม่ต้องหาแล้ว!

         

        คีตาตอบนิทานพร้อมทั้งสะบัดหางม้าไปมาอย่างตื่นเต้น ระหว่างที่มันไล่ป่วนพวกอริยะพวกนี้มันได้เจอกลิ่นที่คล้ายกับคันจับของร่มปกปักหทัยเข้า คีตามุดใต้ร่างของนิทานพาขึ้นหลัง ออกวิ่งอย่างรวดเร็ว ในโอเอซิสที่ไร้ซึ่งระดับอริยะพวกเขาไม่จำเป็นต้องกังวลสิ่งใดอีก

         

        เพียงครู่หนึ่งนิทานก็ได้กลิ่นหอมเย้ายวน กลิ่นหอมอันน่าประหลาด เป็นกลิ่นหอมที่ฟุ้งกระจายไปทั่ว ให้ความรู้สึกหวานหากแต่ก็ฉุนในเวลาเดียวกัน สองตาของนิทานทอประกายตื่นเต้น

         

        เมื่อแหวกฝ่าพุ่มหญ้าขนาดใหญ่นิทานจึงได้เห็นต้นไม้หลายต้นที่ขึ้นเรียงรายกันเบียดเสียด ต้นเหล่านั้นทั้งหมดมีความสูงเกือบ 4เมตร ตัวลำต้นเป็นลวดลายไม้ที่คล้ายคลึงยิ่งกับคันร่มของเขา บริเวณกิ่งสูงคือดอกไม้ที่ขึ้นเป็นพุ่มเล็ก ๆ ภายในอัดแน่นไปด้วยดอกไม้หลากสีหลายสิบดอก ตัวกลีบแยกจากกันเป็นสี่แฉก

         

        ต้นหอมแสนลี้! นิทานกล่าวอย่างตื่นเต้น ต้นไม้สูงหลายต้นเหล่านี้คือต้นหอมแสนลี้!

         

        สิ่งที่ดึงสายตาของเขามากที่สุดกลับอยู่เบื้องหลังต้นไม้ใหญ่เหล่านี้ เพราะเบื้องหลังมันคือพุ่มไม้ขนาดใหญ่ที่สูงจนบดบังต้นหอมแสนลี้ที่สูงกว่า 4เมตรได้ เมื่อนิทานดูดี ๆ จึงพบว่าเขานั้นเข้าใจผิด นี่ไม่ใช่ต้นไม้ใหญ่ แต่เป็นส่วนยอดของต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ทางด้านหลัง

         

        เมื่อทั้งสองเดินฝ่าต้นหอมแสนลี้เข้าไปทางด้านหลัง จุดนั้นปรากฏหลุมยุบขนาดใหญ่ที่ลึกเกือบสิบเมตรและกว้างพอจะสร้างบ้านได้หลายหลัง มันไม่ใช่พื้นที่แอ่งแต่เป็นหลุมที่ดูเหมือนจะเกิดจากการที่ทรายโดยรอบยุบตัวลง ใจกลางหลุมนั้นคือต้นพฤกษาขนาดยักษ์ที่สูงเกินกว่า 15เมตร

         

        ต้นลำต้นนั้นแผ่รัศมีพลังอันเข้มแข็งที่ไม่พ่ายแพ้ต่อกาลเวลา ราวกับต้องการจะกู่ก้องบอกว่าต่อให้เป็นเวลานับพันปีก็มิอาจทำให้มันเหี่ยวเฉาลงได้ เปลือกไม้ที่ห่อหุ้มลำต้นเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัยและความหนาแข็ง

         

        เพราะหลุมนี้เองที่ทำให้ทั้งสองไม่อาจมองเห็นต้นหอมแสนลี้ต้นนี้ได้ แต่ในตอนนี้พวกเขาเจอมันแล้ว

         

        ทั้งสองยิ้มกว้าง ชูมือขึ้นฟ้าอย่างลิงโลด ในเวลานี้นิทานเผลอพูดออกเสียงด้วยความดีใจ “เจอแล้ว!”