กู้ไฉอี้ยิ้ม
“เจ้าในตอนนั้นแม้จะโกรธ แต่ก็ทำตามคำสั่งของอาจารย์อย่างเคร่งครัดและดีมาก นำพาสำนักไปสู่จุดสูงสุดด้วยความสามารถของเจ้าเอง เพียงแต่ว่าวิธีที่เจ้าใช้ อาจจะบ้าบิ่นไปหน่อย ทำให้ความทรงจำของเจ้าได้รับผลกระทบ แน่นอนว่าเจ้าย่อมจำไม่ได้ แต่เจ้าในปีที่อายุยี่สิบยังไม่มีพลังปราณขั้นหนึ่งด้วยซ้ำตามปกติการจสำเร็จขั้นใดขั้นหนึ่งต้องใช้เวลา ยิ่งถึงขั้นพิเศษ เวลาที่ต้องฝึกฝนอาจนานนับสิบปีหรือชั่วชีวิตก็ไม่แน่ว่าจะสำเร็จ แต่เจ้าสำเร็จได้ในเวลาเพียงครึ่งปี เจ้าทรมานตัวเอง ฝึกฝนวิชาอย่างหนักจนข้ามขีดจำกัดของร่างกายและจิตใจ เจ้าทำสำเร็จ บรรลุขั้นสูงสุดของการฝึกกระบี่จัดอยู่ในขั้นพิเศษ เหนือกว่าเจ้าสำนักด้วยกัน แต่เจ้าก็ต้องจ่ายค่าตอบแทน เป็นความทรงจำของเจ้า”
นั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความทรงจำของกู้เลี่ยงรุ่ยหายไปงั้นหรอ?
“อาจารย์ งั้นทำไมความทรงจำที่หายไปของข้าต้องเกี่ยวข้องกับสหายประหลาดผู้นั้นด้วย แต่ความทรงจำอื่นๆ ยังคงอยู่ครบ”
กู้ไฉอี้ได้หาคำตอบเรื่องนี้ไว้แล้วตั้งแต่กลับมา มีวิชาเพียงอย่างเดียวที่สามารถทำให้กู้เลี่ยงรุ่ยสำเร็จได้ในเวลาอันสั้นแค่วิชาเดียว
“อาจารย์เห็นว่าวิชาที่เจ้าฝึกคือวิชาเร่งรัดที่มีชื่อว่า ผลาญใจ เป็นวิชาที่อยู่ตรงกลางระหว่างฝ่ายอธรรมและธรรมะ มีคนน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยในประวัติศาสตร์ที่สำเร็จวิชานี้ ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระบวนการที่จะสำเร็จไปสู่วิชานั้นทำได้ยาก เทียบเท่าโดนลงโทษด้วยอัสนีบาตพิโธนับหมื่นครั้ง เปรียบดังเจ้าตายแล้วเกิดใหม่ทุกย่างก้าว แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเพื่อเป็นค่าครู ผู้ฝึกวิชาจะต้องเสียของล้ำค่าที่สุดของชีวิตไป อาจารย์ถึงได้รู้ว่าความทรงจำที่หายไปของเจ้าคือสิ่งที่มีค่าที่สุด มีค่าเสียยิ่งกว่าชีวิตของเจ้า...”
ความทรงจำที่มีค่าเสียยิ่งกว่าชีวิตงั้นเหรอ?!
กู้เลี่ยงรุ่ยได้ฟังก็รู้สึกขนกายลุกชูชัน นี่มันถือว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากเลยนะ ความทรงจำที่ต้องหายไปเป็นสิ่งที่เจ้าสำนักกู้หวงแหนและให้ค่ามากที่สุด มากกว่าชีวิต... แสดงว่าสหายประหลาดผู้นั้นได้เข้ามานั่งในใจแล้ว ทว่าน่าสงสารไม่น้อยเพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เจ้าสำนักกู้ตัวจริงก็ไม่อยู่แล้ว
หากว่าวันหน้าได้พบสหายประหลาดผู้นั้นของเจ้าสำนักกู้ กู้เลี่ยงรุ่ยก็ไม่รู้จะพูดอะไร ดังนั้นตนจึงคิดว่าจะเลิกตามหาคนผู้นั้นแล้ว ให้เขาเป็นเพียงความทรงจำอันมีค่าของเจ้าสำนักกู้ต่อไป
ทว่าก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่กู้เลี่ยงรุ่ยยังคงสงสัย อยากจะถามให้กระจ่าง หากว่าใช่ก็แล้วไปหากไม่ใช่ก็ช่างมัน แต่ตนไม่ชอบความรู้สึกค้างคา
“อาจารย์ ท่านว่าสหายประหลาดของข้าในอดีตอาจจะเป็นฉีอ๋องหรือไม่?”
“เหตุใดถึงคิดว่าเป็นฉีอ๋อง” กู้ไฉอี้ถาม
“ข้าแค่คิดเล่นๆ วันที่สิบเอ็ดเดือนสาม เป็นวันเกิดท่านอ๋องนี่ขอรับ” ในนิยายเขียนไว้เช่นนี้ ปีหนึ่งในวันที่สิบเอ็ดเดือนสาม ฉีอ้ายอันพาเจ้าสำนักกู้ไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของฉีอ๋อง จะบังเอิญเกินไปหรือไม่ที่ท่านอ๋องก็เกิดวันนั้นพอดี
“เป็นไปไม่ได้หรอกรุ่ยเอ๋อร์ ฉีอ๋องเมื่อสิบปีก่อนไม่ได้อยู่รัฐฉี เขาไปรบอยู่ชายแดน อีกอย่างฉีอ๋องเป็นคนธรรมดาไม่อาจจะผ่านเขตอาคมได้ หากว่าไม่ได้รับอนุญาต เขาเข้ามาในป่าไผ่ไม่ได้หรอก”
ก็จริงอยู่ แม้ว่าฉีอ๋องจะมีวรยุทธ์ล้ำเลิศอย่างไรแต่เขาไม่มีคาถาอาคมและพลังปราณพิเศษตามแบบพวกเขา ฉีอ๋องอาจจะเก่งทัดเทียมกับเจ้าสำนักคุ้มภัย แต่ถ้านับกันที่อาคมแล้ว ฉีอ๋องสู้ไม่ได้หรอก เขานับเป็นแค่คนธรรมดาเท่านั้น
ดังนั้นเป็นไปไม่ได้เลยจริงๆ ที่ฉีอ๋องในอายุสิบกว่าๆ จะเข้ามาในเขตอาคมของสำนักได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเข้ามาถึงป่าไผ่ได้ มันเหลวไหลเกินไป
หลังจากการพูดคุยที่ป่าไผ่วันนั้นกับอาจารย์กู้ กู้เลี่ยงรุ่ยก็เหมือนได้เข้าใกล้ชิดตัวตนของร่างใหม่อีกก้าว ตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตในร่างของเจ้าสำนักกู้ให้ดีขึ้นอีกขั้นหนึ่งอย่างทนุถนอม แม้แต่การตอบจดหมายฉีอ้ายอัน
กู้เลี่ยงรุ่ยก็ประณีตมาก ทุกครั้งจะต้องวาดรูปแนบไปด้วยเป็นการ์ดเล็กๆ เพื่ออวยพรในวาระต่างๆ จนเวลาล่วงเลยมาอีกหนึ่งสัปดาห์ กู้เลี่ยงรุ่ยเริ่มสนิทสนมกับฉีอ้ายอันแล้ว ทั้งยังไม่รู้สึกแปลกแยกหรือรู้สึกว่าไม่ใช่ที่ของตัวเองอีก เรียกได้ว่าตอนนี้ กู้เลี่ยงรุ่ยได้กลายเป็นเจ้าสำนักกู้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งยังไม่รู้สึกสับสนในเพศของตัวเองอีก
ต่อไปนี้กู้เลี่ยงรุ่ยก็คือเขา! เจ้าสำนักกู้ก็คือเขา!
วันนี้ก็เช่นกัน หลังจากให้คนส่งจดหมายไปแล้ววันที่ห้า กู้เลี่ยงรุ่ยพาปันน่าไปเล่นน้ำพุร้อนที่เชิงเขา ทีแรกก็ตั้งใจจะชวนอู๋เยี่ยนด้วย แต่ว่าอาจารย์อาอิ่นซือเฉิงขอตัวไปก่อน อู๋เยี่ยนย่อมเลือกอาจารย์อาอยู่แล้ว จึงปฏิเสธเขาอย่างไรเยื่อใย น้ำพุร้อนมีอยู่สองสาย มีสามบ่อ แบ่งแยกกันระหว่างชายหญิง และมีบ่อกลางบ่อหนึ่ง กู้เลี่ยงรุ่ยสวมชุดแช่น้ำ ส่วนปันน่าไม่ค่อยชอบลงน้ำ นั่งเล่นอยู่ตรงบ่อกับฝูงผีเสื้อจำลองที่กู้เลี่ยงรุ่ยเสกให้
ไหนๆ ก็พูดเรื่องเสกผีเสื้อแล้ว กู้เลี่ยงรุ่ยก็ขออวยหน่อยว่าไปได้ร่ำเรียนวิชานี้มาจากไหน ก็ย่อมต้องเป็นวิชาไร้สาระในสายตาของอู๋เยี่ยนแต่เป็นวิชาที่น่าสนใจในสายตาของเขา กู้เลี่ยงรุ่ยไม่สนใจ เขาเลือกจะเรียนแต่วิชาที่อยากจะเรียนตามใจ เพราะอาจารย์กู้ทำตามที่เคยพูดไว้ว่าจะไม่บังคับอะไรเขาแล้ว จะให้เขาใช้ชีวิตตามที่ต้องการ อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องสนใจเรื่องสำนักจนกว่าจะพร้อม ซึ่งเข้าทางคนอย่างเขามาก
แต่ก็ใช่ว่าจะทำอะไรก็ได้เลย ในระหว่างสามเดือนที่เหมือนเวลาต่อชีวิตนี้ อาจารย์กู้ขออย่างหนึ่งกับเขาไว้ คือเรื่องของการผูกวิญญาณกับปันน่าว่าต้องหาหนทางมาแก้อาคมตรงนี้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นวันหน้าจะยิ่งแก้ตัวต่อทางสมาคมลำบาก และหากมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้นกับใครคนใดคนหนึ่ง ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายก็สูงเกินไป อาจารย์กู้จึงระดมสมองกับอาจารย์อาเพื่อหาช่องโหว่งของอาคมที่ไม่เคยมีใครแก้ได้มาก่อนอย่างจริงจัง อ่านตำราและศึกษาทุกอย่างที่พอมีเบาะแส กู้เลี่ยงรุ่ยเองก็ไม่อยู่เฉย วันๆ หนึ่งก็ร่วมทดลองโน่นนั่นนี่ไม่น้อย เพื่อหาความหมายของคำว่าผูกวิญญาณให้ละเอียดมากขึ้น
กู้เลี่ยงรุ่ยพบว่าถ้าเขาหิว ปันน่าก็จะหิว ถ้าเขาง่วง ปันน่าก็จะง่วง ถ้าเขาเจ็บป่วย ปันน่าก็จะเจ็บป่วยด้วยบาดแผลเดียวกันเหมือนคราวนั้นที่เขาขาแพลงและถูกยิงด้วยธนูของลู่เผิงฮวา ปันน่าก็เป็นเหมือนเขาเป๊ะ กู้เลี่ยงรุ่ยสรุปออกมาสั้นๆ ว่าอาคมผูกวิญญาณเหมือนจะมีคนๆ หนึ่งที่เป็นนาย ซึ่งก็คือเขา
ผลกระทบที่เกิดขึ้นทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับกู้เลี่ยงรุ่ยมากกว่าปันน่า เหมือนว่ากู้เลี่ยงรุ่ยเป็นเลือด ปันน่าเป็นน้ำ เป็นของเหลวเหมือนกัน แต่ระดับความเข้มข้นไม่เหมือนกัน
ผลจากการทดสอบยังแสดงให้เห็นด้วยว่าพอนานวันเข้า กู้เลี่ยงรุ่ยสามารถสื่อสารทางวิญญาณกับปันน่าได้ด้วย ความหมายคือ ต่อให้อยู่ไกลกันแค่ไหนหรือคิดอะไรอยู่ แม้กระทั่งความรู้สึก หากว่ากู้เลี่ยงรุ่ยจงใจอยากจะส่งไปให้ปันน่า เขาก็ทำได้ แต่ในทางกลับกัน ปันน่าทำไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าปันน่าไม่ส่งผลต่อเขา เพียงแต่ว่าเขาเป็นนายและปันน่าเป็นรองกว่าหนึ่งขั้นเท่านั้น
กฎเดิมของอาคมผูกวิญญาณที่ว่าหากใครคนหนึ่งตาย อีกคนก็ตาย ยังคงอยู่
วันที่สิบเดือนที่สาม
กู้เลี่ยงรุ่ยนั่งเอกเขนกอยู่บนต้นไม้ ให้สายลมเย็นๆ ในฤดูร้อนได้พัดผ่านร่างกาย
ตอนนั้นเขารู้สึกคอแห้งขึ้นมาเล็กน้อยแต่ขี้เกียจเดินเหลือเกิน ไม่อยากขยับตัวด้วยจึงตั้งสมาธิและส่งสารไปหาปันน่า ขอให้นางเอาน้ำชามาให้จิบหน่อย
ทว่าผู้มาไม่ใช่ปันน่าแต่เป็นอู๋เยี่ยน
“ศิษย์น้องอู๋ เจ้าช่างมีน้ำใจนัก มาสิ มานั่งด้วยกัน”
เขาขยับที่นั่งว่างให้อย่างใจกว้าง
“...”
อู๋เยี่ยนมองเมิน โยนกระบอกน้ำขึ้นมาให้แทน ทำเอากู้เลี่ยงรุ่ยเกือบรับไม่ได้แนะ แต่ก็รับได้ละนะ แต่ก็เกือบร่วง ดีที่มือเหนียว เกาะต้นไม้ได้ทัน
“ชื่นใจจังเลยอู๋เยี่ยน ว่าแต่วันนี้เจ้าจะไปไหนกัน ทำไมแต่งตัวดีอย่างดี”
กู้เลี่ยงรุ่ยเช็ดน้ำที่หยดอยู่ตรงคาง พลางมองอู๋เยี่ยนที่สวมชุดที่เดิมแต่เพิ่มเติมคือผ้าพันข้อมือที่เป็นสีใหม่ นี่นับว่าแต่งตัวอย่างดีแล้วนะ ปกติอู๋เยี่ยนสวมชุดเดินที่ตัดเย็บเหมือนกันและไม่เปลี่ยนอะไรเลย
‘จวนว่าการ’
“หืม ไปทำอะไรที่จวนว่าการ นั้นไม่ใช่ที่ๆ พวกเราควรไปนี่น่า เจ้าไปทำอะไรกัน”
พอได้ยินว่าจวนว่าการ กู้เลี่ยงรุ่ยก็โดดลงมาเลย ถ้าจะไปจวนว่าการก็ต้องเข้าเมือง แล้วก็ผ่านตลาด ซึ่งพรุ่งนี้เป็นวันดี กู้เลี่ยงรุ่ยมีของที่จำเป็นต้องใช้พอดี
ต้นที่เขานั่งชมบรรยากาศไม่สูงมาก จึงโดดลงมาได้เลย ผลุบเดียวก็ถึงพื้น กู้เลี่ยงรุ่ยเดินกระแซะไปหา พยายามตีสนิทเต็มที่นอกจากหน้าที่รองเจ้าสำนักแล้ว อู๋เยี่ยนก็รับบทบุรุษไปรษณีย์ฝีเท้าเร็ว ถ้าเทียบกับในปัจจุบัน อู๋เยี่ยนก็คือแมนเซนเจอร์ที่ดีที่สุด
‘ส่งของขวัญวันเกิดให้ฉีอ๋อง ไม่มีเวลาเถลไถล’
อู๋เยี่ยนดักทาง การส่งของขวัญให้ฉีอ๋องเป็นไปตามธรรมเนียนหน้าที่ อันที่จริงคนส่งควรจะเป็นกู้เลี่ยงรุ่ย...แต่อีกฝ่ายไม่ยอมทำ
“โธ่ อู๋เยี่ยน ข้าฝากเจ้าซื้อขนมมาให้หน่อยได้หรือไม่ หน่าน่ะอู๋เยี่ยน แค่ขนมกุ้ยฮวาก็พอ ข้าอยากกินขนมหวานๆ จริงๆ ข้าฝากเจ้าซื้อกลับมาหน่อยเถอะ แค่ก้อนเดียวก็ได้”
อู๋เยี่ยนทำหน้าเมื่อย ‘ถ้าอยากได้นักก็ไปเองเสียสิ’
“ได้ไงเล่า ข้าบอกแล้วไงว่าไม่ว่าง เจ้าก็รู้นี้น่าว่าวันพรุ่งนี้เป็นวันสำคัญ ปกติเจ้าใกล้ชิดกับเจ้าสำนักกู้จะตาย ไม่มีทางไม่รู้กระมังว่าเมื่อก่อนเขามักจะชอบหลบไปไหนบ่อยๆ”
‘สิบปีแล้วที่ศิษย์พี่ไม่ไปที่นั้น ข้าว่าเจ้าอย่าหาเรื่องดีกว่า’
ป่าไผ่หลังสำนักไม่ใช่เขตหวงห้าม ทว่าไม่มีใครชอบไปแถวนั้น บรรยากาศไม่ค่อยน่าอภิรมย์เมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ จะมีก็แค่ศิษย์พี่ที่ชอบไปที่นั้น เมื่อก่อนอู๋เยี่ยนเคยตามไปด้วย แต่ก็ถูกศิษย์พี่ไล่ เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ถูกศิษย์พี่ไล่
และด้วยความที่ทุกคนในสำนักรู้ดีว่าไผ่เป็นที่โปรดของศิษย์พี่กับสหายแปลกหน้า คนทั้งหมดเลยไม่ไปย่างกรายแถวนั้นด้วยความเคารพ ยิ่งโดยเฉพาะวันที่สิบเอ็ดเดือนสาม ที่นับเป็นวันสำคัญของสหายศิษย์พี่ ไม่มีใครกล้ารบกวนแม้แต่ส่งเสียงดัง แน่นอนว่าอู๋เยี่ยนก็เช่นกัน
แม้ว่าภายหลังศิษย์พี่จะไม่ไปป่าไผ่อีกเพราะจำเรื่องราวเกี่ยวกับสหายผู้นั้นไม่ได้ แต่ทุกคนก็ยังเว้นที่และทำเหมือนป่าไผ่เป็นเขตหวงห้าม ห้ามเข้าไปเด็ดขาด
“ข้าแค่อยากจะรู้อะไรบางอย่างเท่านั้น”
‘เจ้าคิดว่าคนผู้นั้นเป็นฉีอ๋อง?’