
ขั้นที่ 2 กระบี่ไร้ลักษณ์
....หลังจากเดือนปีที่ฝึกกระบี่มาตรฐานนับหมื่นครั้ง ท่าฟัน แทง ปัด ตวัด ล้วนซึมลึกเข้าไปในกระดูกและโลหิตของหลี่หานเหวิน
วันหนึ่ง ขณะที่เขายกกระบี่ขึ้นสู่ท่าฟันตรง ร่างกายกลับหยุดชะงัก หัวใจของเขาพึมพำว่า
“เหตุใดข้าจึงต้องยึดติดกับท่านี้?”
ดวงตาของเขาเปล่งประกายราวกับเข้าใจบางสิ่ง
เขาก้าวไปข้างหน้า ยกกระบี่ขึ้นโดยไม่สนใจรูปแบบ แล้วฟาดออกไปตามใจสั่ง
ลมรอบตัวพลันแตกกระจาย คลื่นพลังสะท้อนออกมาจากปราณในกายที่ไม่เดินตามเส้นทางตายตัวอีกต่อไป
ครั้งนี้ ปราณไม่ได้พุ่งจากตันเถียนสู่แขนตรงๆ
หากแต่ไหลวกไปยังเส้นลมปราณข้างซ้าย ก่อนจะเปลี่ยนทิศทะลักออกทางไหล่
เส้นทางบิดเบี้ยว แต่กลับก่อเกิดพลังที่คาดไม่ถึง
“เมื่อไม่มีรูปแบบ ศัตรูย่อมไม่อาจคาดเดา”
เขาฟันออกไปอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ฟันตรง
กระบี่เฉียงลงพื้น ก่อนสะบัดกลับขึ้นเบื้องบน
เสียงลมแตกซ่านราวกับมีคมกระบี่นับสิบฟาดฟันในคราวเดียว
ในกระบวนเดียว กลับซ่อนร้อยพันวิถี
ทุกเช้าเขาฝึกกระบี่แบบไร้รูป
ฟันไปทางซ้าย แต่ปราณแผ่กระจายออกทางขวา
แทงไปข้างหน้า แต่คลื่นพลังกลับสาดซัดออกด้านหลัง
ศัตรูที่จับจ้องวิถีกระบี่ หากมีตัวตนจริง ก็คงสับสนแทบคลั่ง
"ปราณไร้ลักษณ์" ไม่ใช่ปราณที่ถูกสอนในตำราของสำนักทั้งหลาย
เพราะทุกสำนักต่างบังคับให้ผู้ฝึกเดินปราณตามเส้นทางอย่างตายตัว
แต่หานเหวินกลับไม่ยอมผูกมัดตนเอง
ขณะฝึกปราณชายชราหน้ากากเหล็กคอยดูอยู่ไม่ห่าง (และมีอวี้เฟิงนอนไม่ได้สติอยู่ข้างๆเสมอ)
ชายชราให้หานเหวินนั่งสมาธิทุกยามค่ำคืน คืนนี้เขาให้หานเหวินกำหนดลมหายใจให้แผ่วเบา
ปราณในร่างวนเวียนอยู่รอบตันเถียน จากนั้นเขาจงใจปล่อยมันวิ่งย้อนกลับขึ้นศีรษะ
แล้ววกลงสู่ฝ่าเท้า ก่อนจะดีดตัวกลับมาที่แขน
การเดินพลังเช่นนี้ ชายชราหน้ากากกล่าวว่าหากเป็นอาจารย์ทั่วๆไปคงถูกด่าว่ามั่วซั่วเป็นแน่
แต่เขากลับยิ้ม แล้วพูดว่านี่ต่างหากคืออิสระที่แท้จริงของปราณไร้ลักษณ์
วันหนึ่ง หานเหวินลองฝึกต่อสู้กับเงาของตัวเอง
เขาฟันตรง แต่ร่างเงาหลบได้
ทว่าทันทีที่ปราณไหลกลับด้าน แรงสั่นสะเทือนจากคมกระบี่กลับพุ่งเข้าหาเงานั้นอีกครั้ง
เหมือนในหนึ่งฟันมีหลายชั้นพลังซ้อนทับ
เหงื่อไหลชุ่มร่าง เขาหอบหายใจหนัก
แต่ยิ่งเหนื่อย ดวงตากลับยิ่งแจ่มชัด
เขาเริ่มเห็นเส้นทางนับพันของปราณที่สามารถเปลี่ยนทิศทางได้ในพริบตา
ทุกเส้นทางคือตัวเลือก ทุกการเลือกคือคมกระบี่ใหม่
“ผู้ยึดติดย่อมถูกอ่าน ผู้ไร้ลักษณ์ย่อมไม่อาจหยั่งถึง”
หานเหวินเดินออกไปกลางสายฝนยามราตรี
กระบี่ในมือสะบัดไปตามจังหวะหัวใจ
ฟาดออกไปเหมือนสุ่ม แต่ฝนรอบตัวกลับแหวกออกเป็นเส้นตรงยาว
ครั้งต่อมา เขาหมุนตัวสะบัดกระบี่ ปราณพุ่งออกในรูปคลื่นวงกว้าง กรีดเม็ดฝนจนกลายเป็นหมอกขาวฟุ้งกระจาย
ทุกสิ่งที่เขาทำ ไม่มีครูสอน ปล่อยให้ธรรมชาติชี้แนะ
ในความว่างเปล่าของสำนักร้าง
เสียงกระบี่ฝ่าลมดัง ซว่วววว!
บางครั้งเหมือนพายุถล่ม
บางครั้งแผ่วเบาดุจใบไม้ร่วง
ไม่มีท่วงท่าที่ซ้ำกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ร่างของเขาดูเหมือนเต้นรำกับสายลม
กระบี่ในมือไม่ใช่กระบวนท่าที่ถูกตีกรอบ แต่คือการไหลไปตามใจ
เสมือนคลื่นทะเล ที่ไร้รูปแบบตายตัว แต่ไม่มีผู้ใดต้านได้
ชายหน้ากากเหล็กมองเขาด้วยความภูมิใจ
คืนหนึ่งหานเหวินหยุดยืนกลางสายฝน
ยกกระบี่ขึ้นสูง ปล่อยให้ปราณพุ่งออกอย่างไร้ทิศทาง
แต่แปลกนัก… แม้เขาไม่ได้เล็งตรงใดโดยเจตนา
กลับรู้สึกว่ารอบตัวเต็มไปด้วยคมกระบี่ที่มองไม่เห็น
เขายิ้มบางๆ แล้วพึมพำกับตนเอง
“กระบี่ไร้ลักษณ์ มิได้ไร้ระเบียบ แต่คือการก้าวข้ามระเบียบ”
"เอ๊ะ!! ใครพูดพร้อมข้า?"
หานเหวินรีบหันหน้ามองรอบทิศ เมื่อกี้คือเสียงคนไม่ผิดแน่
แต่...มีเพียงความมืดและซากปรักหักพังของสำนักอวิ๋นหลินที่ไร้ชีวิตชีวา
เสียงลมพัดลอดช่องกำแพงแตกหัก ดุจเสียงกระซิบจากอดีตก้องกังวานในหัวใจ
ไม่มีผู้ใดอยู่ที่นี่
ไม่มีศัตรู
ไม่มีสหาย
มีเพียงเขากับความว่างเปล่า
"หรือ....ข้าจะหูฝาดไปเอง"
เขาหลับตาลง สูดลมหายใจยาว รวบรวมจิตให้สงบนิ่ง
ปราณในกายเริ่มเคลื่อนไหวไม่เป็นเส้นทางตายตัว ราวสายน้ำที่ไหลซึมผ่านซอกหิน
แล้วเขาก็ฝึกฟาดกระบี่ต่อ...