หนิงเฟยหลงรู้ดีว่าลำพังตนเองกับผู้ติดตามทั้งหกคนยังไม่เพียงพอสมควรจะมีกำลังคนมาหนุนเสริมและที่นั้นต้องใกล้ที่สุด สมควรจะเป็นค่ายชายแดนตะวันออกที่ซึ่งมันได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองแม่ทัพ นั่นจึงถือเป็นขุมกำลังสำหรับมัน
ค่ายชายแดนตะวันออกอยู่ใกล้กับทะเลตะวันออกคอยดูแลควบคุมสินค้าและกำจัดโจรสลัด ค่อนข้างจะสัดทัดการใช้เรือส่วนใหญ่แล้วพวกมันจะฝึกฝนการรบทางเรือมากกว่าทางบกแต่ก็ยังมีทหารส่วนหนึ่งที่ฝึกฝนการรบทางบกทหารราบและทหารม้าอยู่ ทว่ากลับมีน้อยกว่ามากค่ายบูรพาก็คล้ายกับค่ายทักษิณ แต่ค่ายนั้นจะเล็กกว่าและมีจำนวนทหารน้อยกว่า
เมื่อมาถึงค่ายแล้วหนิงเฟยหลงก็ชูราชโองการทหารยามรีบเปิดประตูค่ายนำทางไปกองบัญชาการหแม่ทัพพิทักษ์ตะวันออกไม่ได้ออกมาต้อนรับเพียงแต่รออยู่ในโถง
หนิงเฟยหลงเข้าไปในโถงนั้นแล้วก็เห็นบุรุษร่างกายกำยำยืนถือหนังสืออ่านอยู่พร้อมกับจดจ้องไปยังแผนที่ทหารก็พอเข้าใจว่ามันเป็นใคร
“ท่านแม่ทัพ”หนิงเฟยหลงประสานมือทำความเคารพ
แม่ทัพพิทักษ์ตะวันออกพยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าว “ยินดีด้วยกับตำแหน่งรองแม่ทัพด้วยจงเฉิงจื่อ” แม่ทัพผู้นี้มีเอกลักษณ์ที่หนวด ซึ่งเป็นสีที่แปลกประหลาดมันคือสีครามคล้ายกับสีของมหาสมุทร
“ท่านแม่ทัพเกรงใจข้าเกินไปแล้ว” หนิงเฟยหลงทำสีหน้าอย่างละอายแล้วจึงเอ่ยถาม “ข้าน้อยขอบังอาจถามนามของท่าน”
“ข้าชื่อ ‘สวี่หยางสือ’ เจ้าเรียกข้าว่าอาสวี่ก็ได้ข้ากับบิดาของเจ้าค่อนข้างจะมีไมตรีต่อกัน”
“ขอรับท่านอาสวี่”
สวี่หยางสือไม่ค่อยเข้าใจนักว่าหนิงเฟยหลงมาทำไมปปกติแล้วชายหนุ่มสมควรจะอยู่ที่นครหลวงไม่น่าจะออกมาเพราะต้องทำการศึกษาที่สำนักยุทธ์หลวงเรื่องนี้มันก็พอทราบ
“เสี่ยวหลง เจ้ามาที่นี่ทำไมกัน?” สวี่หยางสือไม่ปิดบังถามโดยตรง
“หลานมาเพื่อทำภารกิจ ทว่าภารกิจเกิดความผิดพลาดเล็กน้อยจึงอยากให้ท่านอาช่วยส่งเสริมผู้หลานเสียหน่อย”หนิงเฟยหลงเปลี่ยนจากข้าน้อยมาเป็นแทนตัวเองว่าหลานแล้ว จากคำเรียกขานว่าท่านอา
“ว่ามาเถอะ หากข้าช่วยได้ก็จะช่วย”
“ขอรับ” หนิงเฟยหลงเล่ารายละเอียดที่ต้องมาทำภารกิจคุ้มกันคณะทูตและถล่มค่ายโจรให้ฟังสวี่หยางสือยิ่งฟังก็ยิ่งขมวดคิ้วจนมันจะถักร้อยเป็นปมได้แล้ว
สวี่หยางสือถอนหายใจยาว แล้วเอ่ยขึ้นอย่างหนักใจ “เรื่องนี้ไม่ธรรมดาแล้วคณะทูตนี้สำคัญมาก คาดว่าแค่กลุ่มของโจรเหล่านี้คงไม่กล้าลงมือส่วนที่เจ้าจะขอกองกำลังไปบุกนั้น....ข้าขอคิดดูก่อนเจ้าคงไม่คิดว่าภายในค่ายมีคนเพียงหลักร้อยหรอกนะ?”
หนิงเฟยหลงตอบราบเรียบ “คงไม่ต่ำกว่าหลักพันเป็นแน่”
สวี่หยางสือส่ายศีรษะแล้วพูดอย่างเน้นหนัก “หลักหมื่น!”
“!!!!!” หนิงเฟยหลงหน้ามืดคล้ำคำพูดเมื่อสักครู่ทำให้มันเกิดความหวาดหวั่น “อะไรกันหลักหมื่นเชียวหรือ?”ใจมันหายแวบไปเลย “นี่นะหรือภารกิจสามดาวขาว มันจะยากเกินไปแล้ว!!” หนิงเฟยหลงแทบอยากจะร้องตะโกน
เมื่อเห็นสีหน้าของชายหนุ่ม สวี่หยางสือจึงกล่าวขึ้นให้คลายวิตก “แต่ว่ามันก็อาจจะไม่ถึง..ข้าไม่แน่ใจนักส่วนใหญ่สายสืบที่ส่งไปล้วนไม่ได้กลับมา ข้าจึงทำสิ่งใดได้ไม่มากนัก”สวี่หยางสือยิ้มขื่น
“ถึงข้าจะไม่อาจช่วยเจ้าได้มาก แต่ก็จะช่วยส่วนอื่น ภารกิจนี้กลับเกี่ยวพันระดับแคว้นขอเพียงมีคำอธิบายที่เหมาะสมก็สมควรจะไม่เกิดสงครามได้ ส่วนภารกิจของเจ้าจะผ่านหรือล้มเหลวก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเองข้าไม่อาจนำทหารนับหมื่นไปยุ่งเกี่ยวได้”
“ข้าเข้าใจขอรับ”
สวี่หยางสือพยักหน้าพร้อมกับขบคิด “เด็กคนนี้ไม่เลวเลย มีจิตใจที่แข็งแกร่งแม้อุปสรรคของเขาจะยากเช่นนี้ก็ยังมีความมุ่งมั่นดังเดิมข้าสมควรจะต้องสนับสนุนให้เต็มที่ แต่ก็คงให้ไปได้ไม่ง่ายนัก”คิดได้ดังนั้นสวี่หยางจึงยื่นขอเสนอให้
“เสี่ยวหลงข้าอนุญาตให้เจ้ารับสมัครทหารเรื่องนี้ข้าจะส่งคำขอไปยังท่านเสนาบดีแต่คงให้เจ้ารับสมัครได้ไม่เกินสามพันคน หากเจ้าสามารถฝึกฝนพวกเขาเป็นทหารกล้าได้ข้าจะส่งทหารให้เจ้าเพิ่มอีกสองพันคน เจ้าตกลงหรือไม่?”
ตอนนี้ชายหนุ่มไม่มีทางเลือกแล้ว สวี่หยางสือยื่นข้อเสนอให้มันแล้ว ถึงแม้ว่ากำลังทหารที่รวบรวมมาทั้งหมดสุดท้ายแล้วจะเป็นรองค่ายโจรนั่นอยู่แต่ก็นับว่ายังมีโอกาส!
“ตกลง!”
“ตอนนี้ถึงแม้เจ้าจะเป็นรองแม่ทัพ ทว่ายังขาดประสบการณ์ข้าไม่อาจมอบทหารมากมายให้เจ้าได้ เพียงแต่ทหารห้าร้อยคนข้าก็พอจะมอบให้ได้รอสักครู่หัวหน้ากองทั้งห้าจะมารายงานตัวกับเจ้าและนี่คือตราสัญลักษณ์ของรองแม่ทัพเจ้าเก็บไว้ให้ดี”สวี่หยางสือกล่าวเสร็จก็หยิบเอาตราบนโต๊ะมอบให้
ตราสัญลักษณ์นี้ช่วยบ่งบอกถึงฐานะทางทหารของมันได้ชัดเจน ชายหนุ่มมองดูแล้วก็สังเกตว่ามันเป็นแค่ตัวอักษรรองแม่ทัพเท่านั้น
หนิงเฟยหลงขอตัวลาออกจากห้องโถงแล้ว รอสักพักหัวหน้ากองทั้งห้าก็มารายงานตัวและพาไปดูกองทหารของตน
ทหารทั้งห้าร้อยดูไปแล้วก็รู้สึกว่าเหมือนตนเองโดนกลั่นแกล้ง “ทำไมทหารของข้ามันผอมแห้งเช่นนี้เล่า?!!” หนิงเฟยหลงรู้สึกเดือดดาลไม่น้อยอยากจะสบถด่าสวี่หยางสือสักบท ทว่าพอนึกถึงความหวังดีแล้วก็พอจะสงบสติอารมณ์ได้
“ท่านอาคงอยากขัดเกลาข้า แต่ว่า.....” มันรู้สึกกล่าวอะไรไม่ออกอีกใบหน้าเต็มไปด้วยความขมขื่น
ซู่เฟิงและคนติดตามที่เหลือก็ไม่รู้จะกล่าวอะไรได้แต่รู้สึกสงสารคุณชายของมัน
นายกองทั้งห้าคนต่างมองมาที่หัวหน้าของมันด้วยแววตาที่เฉยเมยมันไม่มีความหวังกันนานแล้ว ดูทหารของพวกมันสิ แต่ละคนให้ไปทำนายังลำบากเลยอย่าว่าให้ไปรบเลย หากไปคงไม่วายได้เดินเรียงแถวไปตายแน่ ๆ
“ท่านแม่ทัพมีอะไรจะสั่งหรือไม่?”หัวหน้ากองผู้หนึ่งกล่าวขึ้น ร่างกายหน้าตาของชายทั้งห้าแทบไม่ต่างกันแต่ก็ยังดีกว่าทหารทั้งห้าร้อย พวกมันทั้งหมดล้วนมีสิ่งที่เหมือนกันคือ แก้มที่ตอบร่างกายที่ซูบผอม ที่แตกต่างก็มีแค่ความสูงเท่านั้นที่เหลือล้วนคล้ายกันหมด
หนิงเฟยหลงหันมองเหล่าทหารสังกัดตนช้า ๆแล้วออกคำสั่ง “ทหารทุกนายจงฟังต่อแต่นี้ ข้าจะทำให้พวกเจ้าอิ่มท้องเสบียงอาหารจะพร้อมสรรพ ลูกเมียจะไม่อดอยาก แต่ว่าพวกเจ้าต้องทำการฝึกฝนด้วยความมุ่งมั่นร่างกายต้องแข็งแรง เพื่อเป็นทหารกล้าให้แก่ข้า!” กล่าวจบใบหน้าของชายหนุ่มต้องเหยเกเมื่อเห็นใบหน้าที่เฉยชาของเหล่าทหาร
“นี่มันอะไรกัน?”ซู่เฟิงและคนอื่นต่างอึ้ง “มันน่าจะดีใจไม่ใช่หรือ?”
“ขออภัยด้วยท่านแม่ทัพพวกเขาล้วนได้ยินคำพวกนี้มาบ่อยแล้ว จากแม่ทัพคนก่อน ๆแต่เดิมแล้วพวกเรามีกันเป็นพัน แต่ล้มตายด้วยความอดอยากไปเกือบห้าร้อยลาออกอีกจำนวนหนึ่ง จึงเหลือกันแค่นี้” หัวหน้ากองเล่าออกมาด้วยความผิดหวัง
หนิงเฟยหลงรู้ดีว่าการกล่าวสิ่งใดต่อไปนี้คงไม่เป็นผลจึงหันไปบอกกับหัวหน้ากองเท่านั้น “เอาล่ะข้าขอเวลาอีกสิบห้าวันแล้วจะกลับมาพร้อมกับเสบียงอาหารให้พวกเจ้านำทหารออกจากค่ายใหญ่มุ่งไปทางทิศตะวันตก ห่างจากค่ายโจรตงซานร้อยลี้”
“รับคำสั่ง!”
หนิงเฟยหลงรีบเข้าไปเบิกเสบียงให้เพียงพอกับสิบห้าวันให้ทหารแล้วตนเองก็นำองครักษ์มุ่งหน้าไปทางตะวันตกลงไปทางใต้
“ข้าล่ะสงสัยว่าภารกิจแรกคงจะได้สำเร็จก่อน..”หนิงเฟยหลงแทบอยากจะร้องไห้ ภารกิจแต่ละอย่างยากเกินไปแล้ว!
ซู่เฟิงพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกับตบบ่าคุณชายของมันอย่างลืมตัว
เปรี้ยง!
“ดูนั่นพี่ซู่เฟิงลอยได้เข้าลอยจากหลังม้าขึ้นไปเชียวนะ” ลู่คงและคนอื่นต่างพากันขบขันมีเพียงซู่เฟิงที่มีใบหน้าบูดเบี้ยว แต่ก็ไม่กล้าแสดงความไม่พอใจออกมา มันหันมาสบตาชายหนุ่มแล้วเอ่ยอย่างนอบน้อม“ขอบคุณขอรับคุณชายสำหรับบาทาพาเหินนภานี้” แล้วก็ควบม้าไล่ตามไป