จารึกที่ 86 : วิชาของคนขี้เกียจ : เส้นด้ายที่มองไม่เห็น
ภายในกระท่อมท้ายสำนัก
อาเจียนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น เบื้องหน้าของเขามีม้วนตำราไม้ไผ่เก่าคร่ำคร่า 'เคล็ดวิชา : เส้นด้ายวิญญาณ' กางแผ่หราอยู่ ข้างๆ กันมีอุปกรณ์ประกอบการฝึกที่ดูไม่เข้ากันสุดๆ วางอยู่ นั่นคือ... เข็มเย็บผ้า 10 เล่ม และ ม้วนด้ายสีขาว 1 หลอด
"เอาล่ะ..." อาเจียสูดหายใจลึก "วิชาสังหารเงียบ... มาเริ่มกันเลย"
เขาเริ่มอ่านเคล็ดวิชาตามที่เขียนไว้ในตำรา
'จงสงบจิตให้ดุจผิวน้ำ... เปลี่ยนลมปราณให้เป็นเส้นใย... เชื่อมต่อปลายนิ้วเข้ากับวัตถุ... ดุจชักใยหุ่นกระบอก...'
อาเจียลองทำตาม เขาโคจรลมปราณไปที่ปลายนิ้วชี้ทั้งสิบ พยายามบีบอัดมันให้เล็กและยาวยืดออกไปเพื่อไปผูกกับเข็มเย็บผ้าที่วางอยู่
ฟิ้ว...
ลมปราณแตกกระจายหายไปในอากาศทันทีที่พ้นจากปลายนิ้ว
"ยากชะมัด!" อาเจียบ่นอุบ "ลมปราณมันเหมือนน้ำ จะให้ปั้นเป็นเส้นด้ายได้ยังไง? คนคิดวิชานี้ต้องบ้าแน่ๆ"
"เจ้าต่างหากที่บ้า" มู่เฉินกล่าวแทรก "เจ้ากำลังใช้วิธีของ 'จอมยุทธ์' (ใช้แรงดันปราณ) ...แต่วิชานี้คือวิชาของ 'ผู้ใช้อักขระ' เจ้าต้องใช้ 'จิต' นำทาง ไม่ใช่ใช้ 'แรง' ดัน"
"ลองจินตนาการใหม่... ไม่ใช่การพ่นน้ำออกจากนิ้ว แต่เป็นการ 'เขียนเส้น' ในอากาศด้วยพู่กันที่มองไม่เห็น"
อาเจียเลิกคิ้ว "เขียนเส้น?"
เขาหลับตาลง นึกภาพตอนที่ตนเองตวัดพู่กันเขียนอักขระ... ความรู้สึกที่ลื่นไหล ต่อเนื่อง และมั่นคง
เขาขยับนิ้วชี้ข้างขวาช้าๆ วาดเส้นตรงกลางอากาศ... แต่คราวนี้เขาไม่ได้แค่ปล่อยลมปราณทิ้ง แต่เขาใช้ 'อำนาจราชัน'(ในระดับจิ๋ว) กดข่มอนุภาคของลมปราณให้เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ ไม่ให้แตกกระจาย
วิ้ง...
เส้นแสงสีจางๆ ปรากฏขึ้นที่ปลายนิ้ว มันยาวยืดออกไปอย่างช้าๆ ราวกับเส้นไหมโปร่งแสง ปลายสายเลื้อยเข้าไปพันรอบรูเข็มเย็บผ้าเล่มแรก
"ได้แล้ว!" อาเจียร้องอย่างดีใจ
"ยก!"
เขาตวัดนิ้วขึ้น เข็มเย็บผ้าเล่มนั้นลอยวูบขึ้นมาตามการควบคุม แต่ทว่า...
ติง!
เส้นด้ายปราณขาดผึง เข็มร่วงตกลงพื้น
"โธ่..." อาเจียทำหน้าเซ็ง "เปราะบางอย่างกับเต้าหู้"
"ฝึกต่อไป" มู่เฉินสั่งเสียงเข้ม "วิชานี้หัวใจสำคัญคือ 'ความต่อเนื่อง' และ 'ความเนียน' ...เจ้าต้องจ่ายลมปราณเลี้ยงเส้นด้ายให้สม่ำเสมอ ไม่มากไปจนเส้นขาด ไม่น้อยไปจนเข็มร่วง... ที่สำคัญคือ ต้องทำให้มัน 'มองไม่เห็น' ด้วยตาเปล่า"
อาเจียถอนหายใจยาวเหยียด "เฮ้อ... นึกว่าจะง่ายเหมือนสั่งตำราลอยมาหา..."
แต่ถึงจะบ่น อาเจียก็ไม่ยอมแพ้ (เพราะความงกเสียดายวิชาที่อุตส่าห์ขโมยมา... เอ้ย ได้มา)
เขาเริ่มฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง...
หนึ่งชั่วยามผ่านไป... เข็มหนึ่งเล่ม ลอยได้นิ่งๆ
สองชั่วยามผ่านไป... เข็มสามเล่ม บินวนรอบตัวได้แต่ยังชนกันเอง
สี่ชั่วยามผ่านไป...
อาเจียนอนแผ่หลาบนพื้น เหงื่อท่วมตัว สมาธิถูกใช้ไปจนเกือบหมดหลอด
"พอแค่นี้ก่อน" มู่เฉินเตือน "ฝืนไปเดี๋ยวเจ้าจะเป็นบ้า... แต่ดูเหมือนเจ้าจะจับเคล็ดลับได้แล้วนะ"
อาเจียยิ้มมุมปาก เขาดีดนิ้วเบาๆ หนึ่งครั้ง
ฟุ่บ!
กาน้ำชาที่วางอยู่บนโต๊ะไกลออกไปสามเมตร ลอยวูบมาหาเขาอย่างนุ่มนวล ราวกับมีผีจับมาวางใส่มือ
อาเจียรินน้ำชาใส่ปาก อึก อึก แล้วดีดนิ้วอีกที กาน้ำชาก็ลอยกลับไปวางที่เดิม
"วิชานี้... มันไม่ได้มีดีแค่ฆ่าคน" อาเจียหัวเราะร่า "มันคือสุดยอดวิชาสำหรับ 'คนขี้เกียจ' อย่างข้าจริงๆ!"
"ไม่ต้องลุกไปหยิบของ... ไม่ต้องเดินไปเปิดประตู... แถมยัง..."
สายตาเจ้าเล่ห์ของเขาเหลือบไปเห็น 'ถุงมิติ' ของตัวเองที่วางอยู่
"ถ้าข้าใช้เส้นด้ายนี่... ล้วงถุงเงินคนอื่นจากระยะไกลล่ะ?"
มู่เฉินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ
"ข้าว่าแล้ว... ว่าเจ้าต้องคิดเรื่องนี้"
...
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ โรงอาหาร
อาเจียเดินเข้ามาหาข้าวเช้ากินด้วยท่าทีสบายๆ วันนี้เขาดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
เขาเดินผ่านกลุ่มศิษย์สายนอกที่กำลังมุงดูอะไรบางอย่าง
"เฮ้ย! ถุงเงินข้าหายไปไหน?"
"อ้าว! ของข้าก็หาย!"
"ปิ่นปักผมข้าด้วย!"
เสียงโวยวายดังระงม อาเจียแอบยิ้มกริ่มในใจ ขณะที่นิ้วมือของเขาขยับยุกยิกเล็กน้อยอยู่ใต้แขนเสื้อ
เส้นด้ายวิญญาณ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า กำลังเลื้อยไหลไปตามพื้น ลอดผ่านขาโต๊ะ ขาเก้าอี้ เข้าไปฉกฉวยเศษเงินที่ตกหล่นอยู่ตามพื้น (ไม่ได้ขโมยจากตัวคนนะ อาเจียมีจรรยาบรรณ... นิดหน่อย)
เหรียญอีแปะที่คนทำตกไว้ใต้โต๊ะ ถูกด้ายวิญญาณพันรอบแล้วดึงกลับมาเข้ากระเป๋าอาเจียอย่างเงียบเชียบ
"หนึ่งอีแปะ... สองอีแปะ... สะสมเล็กผสมน้อย..." อาเจียฮัมเพลงเบาๆ
ทันใดนั้น...
หมับ!
เส้นด้ายวิญญาณของเขาถูกใครบางคน 'จับ' ไว้ได้!
อาเจียสะดุ้งโหยง รีบตัดการเชื่อมต่อทันที แต่สายไปแล้ว แรงกระตุกจากปลายสายดึงร่างเขาให้เซถลาไปข้างหน้า
"โอ๊ะ!"
อาเจียเงยหน้าขึ้นมองคนที่จับด้ายของเขาอย่างเลิ่กลั่ก
ไม่ใช่ใครที่ไหน... หลินชิงเสวี่ย ศิษย์พี่หญิงคนงามจากยอดเขาพู่กันหยก ผู้เป็นทั้ง 'เจ้าหนี้' และ 'ตัวอันตราย' อันดับหนึ่งสำหรับเขา ยืนจ้องหน้าเขาด้วยแววตาคมกริบ ในมือของนางกำ 'ความว่างเปล่า' เอาไว้ (ซึ่งจริงๆ คือด้ายปราณของอาเจีย)
นางไม่ได้ใช้ตามอง... แต่นางใช้ 'โสตสวรรค์'
"เจ้าทำอะไร?" หลินชิงเสวี่ยถามเสียงเย็น "ข้าได้ยินเสียง 'อากาศที่ถูกแหวก' อย่างผิดธรรมชาติมาจากนิ้วของเจ้า... วิ่งไปที่ใต้โต๊ะตัวนั้น"
อาเจียเหงื่อแตกพลั่ก 'ซวยแล้ว! ยัยหูทิพย์นี่... นางจับได้คาหนังคาเขาเลยรึ!'
"เอ่อ... ศิษย์พี่หญิงหลิน!" อาเจียยิ้มแห้งๆ พยายามเก็บมือไพล่หลัง "ข้า... ข้าแค่กำลังฝึกวิชา 'โยโย่' อยู่ขอรับ! เป็นการละเล่นพื้นบ้านของบ้านเกิดข้า เพื่อฝึกสมาธิ!"
"โยโย่?" หลินชิงเสวี่ยเลิกคิ้ว ปล่อยมือจากด้ายปราณ (ซึ่งสลายไปทันที) นางเดินเข้ามาประชิดตัวอาเจียจนเขารู้สึกได้ถึงไอเย็นยะเยือก
"อย่ามาเล่นลิ้นกับข้า อาเจีย..." นางกระซิบเสียงเบาที่ได้ยินกันแค่สองคน "ตั้งแต่วันที่เจ้าทำสุสานถล่ม ข้าก็จับตาดูเจ้ามาตลอด... เจ้าซ่อนอะไรไว้เยอะกว่าที่คนอื่นเห็นนะ"
อาเจียกลืนน้ำลายเอือก "ศิษย์พี่เข้าใจผิดแล้ว... ข้าเป็นแค่ศิษย์สายนอกตัวเล็กๆ ที่โชคดีรอดตายมาได้..."
"โชคดีงั้นรึ?" หลินชิงเสวี่ยหรี่ตาลงเหมือนจะมองทะลุคำโกหก "แล้วเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ข้าได้ยินเดินตามเจ้าในป่า... กับเสียงด้ายที่แหวกอากาศเมื่อกี้นี้... เรียกว่าโชคด้วยรึเปล่า?"
นางยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนอาเจียต้องถอยหลังชนโต๊ะ
"ข้าจะไม่ถามว่าเจ้าฝึกวิชาอะไร... แต่ช่วงนี้มีคนหายตัวไปในสำนัก และมีกลิ่นอายมารปะปนอยู่"
นางเว้นจังหวะ ก่อนจะพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่มีความนัย
"ถ้าเจ้าเอาวิชานี้ไปทำเรื่องชั่ว หรือคิดจะหนีหนี้ข้าล่ะก็... ข้าจะจัดการเจ้าด้วยกฎของยอดเขาพู่กันหยกเอง จำไว้"
หลินชิงเสวี่ยสะบัดชายเสื้อเดินจากไป ทิ้งให้อาเจียนั่งหน้าซีดเผือด ท่ามกลางสายตาของศิษย์คนอื่นที่มองมาอย่างสงสัยว่าทำไมศิษย์พี่หญิงคนงามถึงมาคุยกับเจ้าขยะนี่
"เกือบไปแล้ว..." มู่เฉินถอนหายใจ "ข้าเตือนแล้วว่าอย่าเล่นในที่แจ้ง... โดยเฉพาะต่อหน้าแม่นางคนนี้ นางรู้ทันเจ้าทุกก้าว"
"รับทราบแล้วขอรับ..." อาเจียปาดเหงื่อที่หน้าผาก "นางน่ากลัวชะมัด... หนี้เก่าก็ยังไม่ใช้ ความลับใหม่ก็จะแตก..."
"ต่อไปข้าจะใช้แค่ตอนกลางคืน... หรือตอนที่นางไม่อยู่เท่านั้น!"
อาเจียรีบโกยข้าวเข้าปาก แล้วรีบชิ่งออกจากโรงอาหาร ก่อนที่ 'ความซวย' จะมาเยือนอีกรอบ
วิชา เส้นด้ายวิญญาณ สำเร็จขั้นต้นแล้ว... แต่มันก็มาพร้อมกับบทเรียนใหม่: ยิ่งวิชาลับมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องใช้ให้เนียนมากเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อมี 'ศิษย์พี่หญิงจอมจับผิด' คอยจ้องอยู่!