แต่ในขณะเธอที่กำลังจะเอื้อมมือไปเปิดประตู เธอก็รู้สึกถึงัันุ่มอุ่นที่มือของเธอ สายตาของเธอเหลือบลงมอง ก็พบว่ามือของเธอจับมือเซียวหยุนเฟยมาตลอดทาง
ใบหน้าของเฉินฮวาลี่แดงก่ำขึ้นมาทันทีด้วยความเขินอายด้วยความคิดจดจ่อกับการหลบหนีทำให้เธอลืมไปเสียสนิทว่าเธอกุมมือเขาไว้ตลอดเส้นทางการหลบหนี เธอรีบปล่อยมือจากนายทหารหนุ่มราวกับถูกไฟลวก
“เอ่อ... ขอโทษนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ...” หญิงสาวพูดตะกุกตะกัก
เซียวหยุนเฟยมองเฉินฮวาลี่ด้วยสายตาอ่อนโยน “ไม่เป็ไรหรอกครับ พวกเราอยู่ในสถานการณ์เป็ตาย ผมมากกว่าที่ต้องขอบคุณที่คุณลากผมติดมือมาด้วย”
ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งสอง เฉินฮวาลี่ได้แต่ก้มหน้าก้มตา เธอรู้สึกถึงความร้อนทั่วทั้งใบหน้า ส่วนเซียวหยุนเฟยก็มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
“เราเข้าไปข้างในกันเถอะครับ” ในที่สุดเขาก็เอ่ยทำลายความเงียบ
เฉินฮวาลี่พยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะรีบเปิดประตูเข้าไปในกระท่อมทันที ก่อนจะปิดล็อคอย่างแ่า
“ตอนนี้พวกเราปลอดภัยแล้วค่ะ“ เธอกล่าวก่อนจะถอนลมหายใจ
“พวกมือปืนคงไม่คิดว่าเราจะออกจากสุสานมากันแล้ว ด้วยรั้วที่สูงชันถึงสามเมตร พวกมันคงไม่คิดว่าจะมีคนออกจากกำแพงอันสูงชันจากรูข้างกำแพง”
เซียวหยุนเฟยพยักหน้าก่อนจะมองไปรอบๆ กระท่อมหลังนี้ดูเก่าแก่ แต่ก็สะอาดสะอ้าน มีเพียงเตียงไม้เก่าๆ โต๊ะ และเก้าอี้ อย่างละตัว
“ขอบคุณนะครับ คุณช่วยชีวิตผมไว้ ผมเป็หนี้บุญคุณคุณอีกแล้ว” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงละมุน
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ ฉันปล่อยให้คุณตายไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้หรอกค่ะ แล้วคุณไปทำให้ใครไม่พอใจหรือเปล่าคะ ถึงได้โดนตามฆ่า”
เขาส่ายหัวก่อนจะถอนหายใจ “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน บางที... มันอาจจะเกี่ยวข้องกับงานของผม”
เฉินฮวาลี่มองเขาด้วยความสนใจ “งานของคุณ?”
เซียวหยุนเฟยพยักหน้า “ผมได้รับมอบหมายให้สืบสวนคดีการค้าอาวุธเถื่อน ซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคลระดับสูง บางที... นี่อาจเป็สาเหตุที่ทำให้ผมตกเป็เป้าหมายของการลอบสังหารในครั้งนี้”
เฉินฮวาลี่รู้สึกใจหายเล็กน้อย “งั้น... คุณต้องระวังตัวให้มากขึ้นนะคะ”
“ขอบคุณนะครับ ที่เป็ห่วงผม ผมจะระวังตัวให้มากขึ้นครับ”นายทหารหนุ่มหันมายิ้มให้ ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ เขาไม่เคยถูกใครคอยห่วงใยเช่นนี้มาก่อน
เซียวหยุนเฟมองเฉินฮวาลี่ด้วยแววตาซับซ้อน เขาจะปล่อยให้เธอหลุดมือไปไม่ได้แล้ว เขาครุ่นอยู่ในภวังค์
“นี่ก็ใกล้จะค่ำแล้ว เดี๋ยวฉันต้องกลับบ้านก่อนนะ” เฉินฮวาลี่เอ่ยขึ้น “เดี๋ยวคืนนี้คุณก็นอนที่นี่นะคะ”
เซียวหยุนเฟยพยักหน้ารับเบาๆ ดวงตาคมกริบฉายแววเข้าใจ
“เดี๋ยวคืนนี้คุณก็นอนที่นี่นะคะ อย่าออกไปเพ่นพ่านที่ไหนล่ะ” เฉินฮวาลี่กำชับด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ฉันว่าพวกมือปืนพวกนั้นคงดักรอคุณอยู่”
เซียวหยุนเฟยพยักหน้ารับอีกครั้ง เขารู้ดีว่าตัวเองตกเป็เป้าหมายของศัตรู การหลบซ่อนตัวจึงเป็ทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้
เฉินฮวาลี่แสร้งล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าย่ามที่เธอนำติดตัวมาด้วย ก่อนจะแอบหยิบอาหารที่เธอได้มาตอนเก็บของในบ้านทั้งหมดเข้ามาในแหวนมิติ นำออกมาให้ชายหนุ่ม
“เอ้า นี่ กินนี่รองท้องไปก่อนนะคะ” เธอยื่นกล่องอาหารให้คนร่าวสูงพร้อมกับรอยยิ้มหวาน
มือเรียวบางแกะห่อผ้าอย่างคล่องแคล่ว ภายในบรรจุกล่องข้าวขนาดเล็กหลายใบซ้อนกันอยู่ เฉินฮวาลี่เปิดกล่องทีละใบ เผยให้เห็นอาหารน่ารับประทานหลายอย่าง มีทั้งหมั่นโถวเนื้อแน่น ผัดผักรวมมิตรสีสันสดใส และไข่ต้มยางมะตูมที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวน อาหารภายในกล่องยังดูอุ่นๆ เหมือนตอนเธอเอาเข้าไป
ร่างยางยกกล่องข้าวทั้งหมดไปวางบนโต๊ะไม้เก่าๆ ตัวหนึ่ง
“ไม่รู้ว่าบ้านหลังนี้มีตะเกียบบ้างหรือเปล่า” เธอพึมพำกับตัวเอง สายตาเหลือบไปเห็นตู้ไม้เก่าๆ ใบหนึ่งตั้งอยู่้าของกระท่อม
เฉินฮวาลี่รีบปีนขึ้นไปบนเก้าอี้ตัวเล็กๆ หวังจะเปิดตู้ดูว่ามีตะเกียบอยู่ข้างในบ้างหรือไม่ แต่...ทว่าเก้าอี้เก่าๆ กลับรับน้ำหนักเธอไม่ไหว ขาเก้าอี้หักดังกร๊อบ
ตัวเธอกำลังจะร่วงลงไปกองกับพื้น
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เซียวหยุนเฟยพุ่งตัวเข้ามารับร่างของเธอไว้ได้ทัน เฉินฮวาลี่ล้มลงไปนอนทับอยู่บนตัวของชายหนุ่ม ใบหน้าของคนทั้งสองอยู่ใกล้กันเพียงคืบ
เฉินฮวาลี่รู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ของคนร่างสูงหัวใจของเธอเต้นแรง ใบหน้าหล่อเหลาของเขา ที่อยู่ใกล้เธอเพียงคืบช่างดูหล่อเหลาราวกับเทพบุตร ดวงตาคมกริบ จ้องมองมาที่เธอ ทำให้คนร่างบางรู้สึกเขินอายจนแทบอยากจะมุดแผ่นดินหนี
เซียวหยุนเฟยมองใบหน้าแดงก่ำของเฉินฮวาลี่ที่นอนทับอยู่บนอกของเขาด้วยสายตาเอ็นดู เขาเห็นเธอเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น ดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างใ เขาอดไม่ได้ที่จะแอบยิ้มมุมปากกับท่าทางน่าเอ็นดูนี้
“คุณไม่เป็ไรใช่ไหม” ชายหนุ่มเอ่ยถามน้ำเสียงทุ้ม มือหนาประคองแผ่นหลังบางไว้หลวมๆ
เฉินฮวาลี่รู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน สติที่กระเจิงกลับคืนมา ความรู้สึกอายแล่นเข้ามาแทนที่ใบหน้าหวานแดงก่ำ ร้อนผ่าวราวกับถูกไฟเผา เธอรีบผุดลุกขึ้นจากอ้อมกอดของเซียวหยุนเฟยอย่างรวดเร็ว
“ขะ ขอบคุณนะคะ ฉะ..ฉันไม่เป็ไรค่ะ” คนร่างบางพูดตะกุกตะกัก มือบางยกขึ้นลูบแก้มร้อนผ่าวของตัวเอง หญิงสาวไม่กล้าสบตากับเขา
เซียวหยุนเฟยลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า “คุณก็ระวังตัวหน่อยนะครับ เก้าอี้ตัวนั้นมันเก่ามากแล้ว”
“พอดีฉันแค่จะหาตะเกียบให้คุณ” เฉินฮวาลี่ก้มหน้า เสียงเบาหวิว รู้สึกผิดที่ทำให้เขาต้องมาลำบาก
“ตะเกียบน่าจะอยู่ในลิ้นชักข้างล่างนั่น” เซียวหยุนเฟยกล่าวก่อนจะเดินไปดึงลิ้นชักออกมา ภายในมีถ้วยชามและตะเกียบไม้เรียงรายอยู่ เขาหยิบตะเกียบออกมา
เฉินฮวาลี่หน้าแดงก่ำ เธอไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้แล้วหลังจากแสดงความโก๊ะออกมา “งั้นฉันกลับก่อนนะคะ เดี๋ยวคนที่บ้านจะเป็ห่วง”
พอเธอพูดจบก็รีบวิ่งออกจากบ้านไม้ไผ่ไป ทิ้งให้เซียวหยุนเฟยยืนมองตามแผ่นหลังบางด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
“ผมหวังว่าพวกเราจะได้พบกันอีกนะ พบกันอีกครั้งผมจะไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอกนะครับ”