ณ ด่านเฟิงหยา ยามบ่ายล่วงเข้าสู่พลบค่ำ
เมื่อแผนการสุดท้ายได้ถูกกำหนดลง บรรยากาศ ณ ด่านเฟิงหยาก็แปรเปลี่ยนไปทันที เบื้องหน้ากำแพงเมือง การสู้รบปะทะกลับมาดุเดือดอีกครั้งตามพระบัญชาขององค์ชายใหญ่ เหล่าองค์ชายรองลงมา แม้จะยังคงกังขาในแผนการลอบสังหาร แต่ก็จำต้องนำทัพทหารเจียนเซียนเข้าต่อกรกับทัพหลีหยางอย่างเต็มกำลัง เพื่อตรึงข้าศึกไว้และสร้างความชุลมุนให้มากที่สุด เสียงอาวุธปะทะกัน เสียงโห่ร้องก้องฟ้า เสียงะเิจากน้ำมันเดือดและศิลา ดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย ควันไฟและฝุ่นดินตลบอบอวลไปทั่วสมรภูมิ
แต่ในขณะเดียวกัน ณ ลานกว้างบนเชิงเทินด้านในที่ค่อนข้างลับตาคน กลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ กำลังทำงานแข่งกับเวลาอย่างเงียบเชียบภายใต้การควบคุมขององค์หญิงน้อยจ้าวเยว่ซิน ว่าวขนาดั์ที่สร้างเสร็จแล้ว กำลังถูกปรับแต่งโครงสร้างและสายบังคับอีกครั้งให้เหมาะสมกับการบรรทุกน้ำหนักของคนเพียงสองคน
แต่ยังคงไว้ซึ่งความแข็งแรงและความสามารถในการต้านลม นางตรวจสอบทุกข้อต่อ ทุกปมเชือกด้วยตนเองอย่างละเอียดถี่ถ้วน สีหน้าเต็มไปด้วยความตั้งใจ แต่แววตาก็อดฉายแววกังวลออกมาไม่ได้
จ้าวหลิงเฟิงและเฟยหลงยืนอยู่ไม่ไกลนัก ทั้งสองอยู่ในชุดสีดำสนิทที่กลมกลืนไปกับเงามืด องค์ชายใหญ่สวมเพียงเกราะหนังน้ำหนักเบาทับอาภรณ์ เกล้าผมมวยให้กระชับขึ้น เหน็บกระบี่ประจำพระองค์ไว้ข้างเอว พระพักตร์สงบนิ่ง แต่แววพระเนตรฉายประกายเด็ดเดี่ยว ขณะทบทวนแผนที่ค่ายศัตรูและเส้นทางหลบหนีในใจเป็ครั้งสุดท้าย เฟยหลงยืนสงบนิ่งอยู่ข้างๆ เขากำลังโคจรลมปราณอย่างช้าๆ เพื่อปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้พร้อมถึงขีดสุด กระบี่คู่ใจยังคงเหน็บอยู่ที่เอว แต่กำไลหยกขาวบนข้อมือซ้ายกลับสะท้อนแสงอาทิตย์ยามอัสดงแวบหนึ่ง ราวกับเป็ลางบอกเหตุบางอย่าง ทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันมากนัก มีเพียงความเงียบและความเข้าใจอันลึกซึ้งที่สื่อถึงกันผ่านทางสายตา พวกเขารู้ดีว่าภารกิจนี้อันตรายเพียงใด และบัดนี้ มีเพียงกันและกันเท่านั้นที่จะต้องพึ่งพาอาศัย
เวลาค่อยๆ คืบคลานเข้าสู่ยามพลบค่ำ แสงสุดท้ายของวันกำลังจะลับขอบฟ้า ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีม่วงเข้ม ลมเริ่มพัดแรงขึ้นตามที่คำนวณไว้ เสียงการรบด้านนอกกำแพงยังคงดังสนั่นหวั่นไหว
"ได้เวลาแล้วพ่ะย่ะค่ะ/เพคะ" เสียงหัวหน้าทหารช่างและองค์หญิงเยว่ซินดังขึ้นพร้อมกัน ว่าวสีดำทะมึนถูกนำมายังจุดปล่อย ซึ่งเป็ลานโล่งบนเชิงเทินที่สูงและมีลมพัดผ่านตลอดเวลา
จ้าวหลิงเฟิงและเฟยหลงก้าวไปยังตัวว่าว พวกเขาตรวจสอบสายรัดและอานที่ออกแบบมาเป็พิเศษสำหรับสองคนอีกครั้ง ก่อนจะขึ้นไปนั่งประจำที่อย่างมั่นคง
องค์หญิงเยว่ซินวิ่งเข้ามาหาเสด็จพี่ นางยื่นถุงผ้าเล็กๆ สองถุงให้ "ในนี้เป็ยาเม็ดหอมระงับประสาทเพคะ ช่วยให้จิตใจสงบและตื่นตัว อีกถุงเป็เข็มอาบยาพิษเผื่อไว้ใช้ยามฉุกเฉิน" นางกำชับเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอหน่วย "เสด็จพี่... ท่านจอมยุทธ์เฟยหลง... พวกท่านต้องระวังตัวให้มากที่สุดนะเพคะ ต้องกลับมาให้ได้!"
จ้าวหลิงเฟิงมองน้องสาวด้วยแววตาอ่อนโยน เขายื่นมือไปบีบไหล่นางเบาๆ "พี่จะระวังตัวให้ดีที่สุด เ้าก็เช่นกัน ดูแลตัวเองให้ดี อย่าให้ใครรู้เื่นี้เป็อันขาด" เขากล่าว ก่อนจะหันไปสบตาเฟยหลงเป็ครั้งสุดท้าย สายตาทั้งคู่ประสานกันแน่วแน่ สื่อถึงความไว้วางใจและความมุ่งมั่นอันเต็มเปี่ยม
เฟยหลงพยักหน้ารับ สูดลมหายใจลึก แล้วให้สัญญาณแก่ทหารช่าง "ไป!"
สิ้นเสียงคำสั่ง ทหารที่แข็งแรงที่สุดสี่นายก็ออกแรงวิ่งพร้อมกัน กระตุกเชือกเส้นใหญ่สุดกำลัง! ว่าวขนาดั์สะบัดตัวอย่างแรง ก่อนจะถูกแรงลมอันมหาศาลพยุงให้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าที่เริ่มมืดมิด! มันทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทิ้งห่างจากกำแพงเมืองและเสียงอึกทึกของาเบื้องล่าง เฟยหลงใช้พลังลมปราณเข้าช่วยควบคุมทิศทางและความสมดุลของว่าวอย่างทุลักทุเลแต่ก็มั่นคง ขณะที่จ้าวหลิงเฟิงทรงเกร็งพระวรกาย ต้านทานแรงลมที่พัดกระหน่ำ
ว่าวสีดำทะมึนลอยเด่นอยู่บนผืนฟ้าที่เริ่มมีดาวปรากฏขึ้นประปราย ประหนึ่งเงาดำของปักษาในตำนานที่กำลังมุ่งหน้าสู่ใจกลางค่ายทหารศัตรู เบื้องล่างคือกองทัพนับหมื่น เบื้องหน้าคือภารกิจสังหารแม่ทัพใหญ่
ว่าวสีดำทะมึนลอยล่องอยู่บนกระแสลมแรงแห่งรัตติกาล ดุจเหยี่ยวราตรีที่กางปีกสง่างามเหนือผืนดินเบื้องล่าง เสียงหวีดหวิวของลมที่ปะทะผืนผ้าไหมหนาดังอยู่ข้างหูของจ้าวหลิงเฟิงและเฟยหลง ทั้งสองนั่งนิ่งอยู่บนอานที่ผูกติดกับโครงไม้ไผ่แข็งแรง รู้สึกถึงความสั่นะเืเล็กๆ และความเย็นเยียบของอากาศเบื้องบน
เบื้องล่างนั้น คือภาพอันน่าตื่นตะลึงและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน ค่ายทหารแคว้นหลีหยางแผ่กว้างไพศาลสุดสายตา ประดับประดาไปด้วยแสงไฟจากคบเพลิงและกองไฟนับพันนับหมื่นจุด ส่องให้เห็นเต็นท์ที่พักเรียงรายเป็ทิวแถว และร่างทหารที่เดินขวักไขว่ไปมาดุจมดปลวก เสียงโห่ร้องและกลองศึกจากด่านเฟิงหยากลายเป็เพียงเสียงทุ้มต่ำดังสะท้อนมาจากที่ไกลๆ บัดนี้ พวกเขาอยู่เหนือใจกลางอาณาเขตของศัตรูโดยสมบูรณ์แล้ว
จ้าวหลิงเฟิงทรงกำสายรัดไว้แน่น รู้สึกถึงหยาดเหงื่อเย็นๆ ที่ซึมออกมาตามไรพระศก แม้จะทรงพยายามสงบพระทัย แต่ความสูงและความเวิ้งว้างเบื้องล่างก็ทำให้รู้สึกหวาดเสียวอยู่บ้าง พระองค์ทอดพระเนตรไปยังเฟยหลงที่นั่งอยู่ด้านหน้าเล็กน้อย จอมยุทธ์หนุ่มยังคงนิ่งสงบราวกับรูปสลัก มีเพียงดวงตาคมกริบที่สอดส่ายมองลงไปเบื้องล่างอย่างไม่วางตา และพระองค์ก็สังเกตเห็นพลังลมปราณสีฟ้าอ่อนๆ ที่แผ่ออกมาบางเบาจากร่างของเขา ซึ่งดูเหมือนจะช่วยปรับสมดุลและควบคุมทิศทางของว่าวได้อย่างน่าอัศจรรย์
"กระโจมบัญชาการอยู่เบื้องหน้าแล้วพ่ะย่ะค่ะ" เฟยหลงเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ แต่ดังพอที่จะได้ยินท่ามกลางเสียงลม "สังเกตจากขนาด ธงรูปหมาป่า และการอารักขาที่หนาแน่นกว่าบริเวณอื่น"
"ดีมาก" จ้าวหลิงเฟิงตรัสตอบ "หาจุดที่เหมาะสม เตรียมร่อนลง"
เฟยหลงพยักหน้ารับ เขาเริ่มผ่อนแรงดึงเชือกหลักอย่างช้าๆ ใช้พลังลมปราณควบคุมการไหลเวียนของอากาศรอบตัวว่าวอย่างละเอียดอ่อน บังคับให้มันค่อยๆ ลดระดับลงสู่พื้นที่เป้าหมาย – บริเวณด้านหลังกระโจมบัญชาการที่ค่อนข้างมืดและมีกองลังไม้ กองฟาง และรถม้าลำเลียงจอดระเกะระกะอยู่ พอจะใช้เป็ที่กำบังได้
ว่าวั์ร่อนลงใกล้พื้นดินเข้ามาทุกขณะ หัวใจของทั้งสองเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมานอกอก พวกเขาต้องลงให้เงียบที่สุด!
ฟุ่บ! ซ่า...
ท้ายที่สุด ว่าวก็แตะลงบนพื้นดินที่ค่อนข้างอ่อนนุ่มและมีหญ้าขึ้นปกคลุม เสียงเสียดสีของผ้าไหมกับใบหญ้าดังขึ้นเบาๆ โครงไม้ไผ่กระแทกพื้นเกิดเสียงดังตุ้บเบาๆ แต่โชคดีที่เสียงการรบจากหน้าด่านและเสียงจอแจในค่ายยังคงดังกลบเสียงเหล่านี้ไว้ได้
ทั้งสองปลดสายรัดออกจากตัวอย่างรวดเร็ว เฟยหลงไม่รอช้า ชักกระบี่ออกมาตัดเชือกหลักและเชือกบังคับบางส่วนทิ้งทันที ทำให้โครงสร้างของว่าวที่เคยตึงแน่น ยวบยาบลงกองกับพื้น กลายเป็เพียงกองผ้าใบและไม้ไผ่ขนาดใหญ่ที่ดูไม่เป็รูปเป็ร่างนัก แม้จะยังไม่สามารถซ่อนได้สนิท แต่ก็ลดความเด่นชัดลงไปได้มากโข...