เื่การแต่งตั้งรัชทายาทคือสาเหตุของความตึงเครียดในราชสำนัก ถึงได้มีรับสั่งให้เข้าเฝ้าในวันนี้ แม้ฮ่องเต้จะแสดงท่าทีว่าจะแต่งตั้งองค์ชายฉินซึ่งเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง แต่โอกาสของโอรสองค์อื่นก็ยังไม่หมดเสียทีเดียว นั่นจึงเป็เหตุของการแข่งขันอย่างดุเดือดของกลุ่มผู้สนับสนุนหลายฝ่ายที่ต่างผลักดันและ่ชิงอำนาจระหว่างกันเสมอมา
เซียวซีถูกกำชับให้ระวังตัวมาั้แ่ยังเยาว์ แต่ในเวลานี้ ทุกอย่างทวีความรุนแรงขึ้น ฮ่องเต้มีความคิดว่าส่งโอรสองค์นี้เข้าสนามรบ ยังปลอดภัยกว่าการอยู่ในวังรอเวลาโดนแร้งทึ้ง พวกมันเป็ศัตรูที่มองไม่เห็นและป้องกันได้ยากกว่า หากไม่ใช่เพราะมีเฉิงอี้คอยดูแลอีกแรง เซียวซีคงถูกส่งไปอยู่ที่อื่นเสียนานแล้ว
“ข้ารู้มาว่าองค์ชายฉินกำลังเร่งหาแรงสนับสนุน”
“ก็คงจะหาจากโอรสท้ายแถว และบรรดาอ๋องที่อยู่หัวเมืองอื่น” เฉิงอี้มองตามหลังเซียวซีที่เดินหายลับไปตามมุมโค้ง หลังจากเขาออกปากว่าจะอยู่คุยธุระอีกสักครู่ แล้วจะตามไปฝึกวิชาที่จวนของอาจารย์ด้วยกัน ความห่วงใยของเขาทำให้แม้ชายหนุ่มจะลับสายตาไปเพียงชั่วครู่ชั่วยาม เขาก็บังเกิดความไม่สบายใจขึ้นมา
“ยังมีองค์ชายมู่อีกคน” ฮ่องเต้ยามนี้แม้จะห่วงบัลลังก์ของตน แต่ก็พะวงอยู่กับโอรสที่เกิดกับสนมที่เขารักยิ่ง ทั้งสองมีความหลังต่อกันมามาก คำพูดของเขาที่ว่าจะปกป้องเด็กคนนี้ถูกยึดถือเป็ดั่งคำสาบานและเป็สัญญาใจระหว่างกัน
“จริงอยู่ที่องค์ชายมู่แสดงออกว่าไม่ชอบเซียวซี แต่นั่นยังดีกว่าพวกจ้องจะแทงลับหลัง”
“ข้ากลับคิดตรงกันข้าม ข้าหวั่นใจกับพวกที่ทำทีเป็สนับสนุนเซียวซี ไม่รู้ว่าพวกมันจะหาประโยชน์จากลูกข้าด้วยวิธีใด ศัตรูในคราบมิตรนั้นร้ายกาจยิ่งกว่าศัตรูในที่แจ้งนัก”
เฉิงอี้ผงกศีรษะรับ “ตราบใดที่เรายังตรึงให้ทั้งสองฝ่ายเป็ปฏิปักษ์ต่อกัน เมื่อนั้นองค์ชายเซียวซีก็จะยังคงปลอดภัย พระองค์อย่าทรงห่วงกังวลเกินไปนัก กระหม่อมจะดูแลองค์ชายด้วยชีวิต”
สายตาของฮ่องเต้แม้จะไม่แจ่มชัดเท่าเก่า แต่ยังคมปลาบและมองทุกสิ่งอย่างทะลุปรุโปร่งตวัดมองเขาราวกับจะคาดคั้น ชั่วขณะนั้น เฉิงอี้เกิดความสงสัยว่าชายชรารู้ถึงสิ่งที่เขาเก็บซ่อนเอาไว้หรือไม่ ความลับเื่ความเสน่หาที่เป็เื่ต้องห้ามต่อโอรสองค์โปรดของพระองค์
“ขอบใจเ้ามาก” ฮ่องเต้ยกมือแตะไหล่เขาด้วยความหนักแน่นและไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ นั่นเป็สัญญาณว่าการสนทนาจบสิ้นลงแล้ว
เฉิงอี้พึมพำคำลาแล้วเดินจากมา จุดนัดพบระหว่างเขาและเซียวซีคือในป่าหลังจวนของท่านอาจารย์ ที่ตรงนั้นสงบเงียบ ปราศจากหูตาที่ชอบสอดส่องและให้ความรู้สึกราวกับว่าโลกนี้มีเพียงอากาศบริสุทธิ์ สายน้ำอุ่น พืชพรรณอันอุดมสมบูรณ์ และพวกเขาเพียงสองคน
เฉิงอี้ยังจำวันแรกที่ได้พบเด็กน้อยท่าทางดื้อดึง แต่ถูกฉาบหน้าเอาไว้ด้วยความนิ่งเงียบยืนอยู่ข้างบัลลังก์ของฮ่องเต้ เด็กน้อยผู้นั้นค้อมตัวให้เขาก็จริง แต่สายตาเหลือบขึ้นมามองอย่างไม่กลัวเกรง ทั้งสองอยู่ใน่วัยที่ไม่ห่างกันมากนัก แต่เขาถูกเลี้ยงดูมาอย่างเข้มงวด สุขุมนุ่มลึกและจริงจัง ขณะที่เซียวซีมีพระสนมกุ้ยเฟยที่ผู้คนต่างยกย่องว่าเป็ดั่งบุปผาในวสันตฤดูเป็ผู้ฟูมฟักทะนุถนอมและปล่อยให้องค์ชายใช้ชีวิตได้ตามใจ ทั้งสองจึงแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
โชคดีที่ความแตกต่างของทั้งสองกลับกลายเป็ส่วนที่เติมเต็มให้กันและกัน ในขณะที่เซียวซีมุทะลุ อารมณ์ร้อนและกล้าได้กล้าเสีย เขากลับเ็า ไม่กล้าเสี่ยงและมักจะทำทุกอย่างอย่างซ้ำซากจำเจ หากคนใดคนหนึ่งเกิดเหมือนอีกคนมากไป ชีวิตคงจะน่าเบื่อเหลือทน
“ท่านมาแล้ว” เซียวซีร้องเรียก แต่ไม่ได้ละจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ เรือนกายได้สัดส่วนเหยียดตรง มือข้างที่ถือดาบยื่นไปข้างหน้า แต่เฉิงอี้คิดว่าท่วงท่านั้นยังไม่สง่างามพอ เขาจึงเข้าไปยืนซ้อนด้านหลังและแตะแขนเ้าตัวขึ้นอีกเล็กน้อย
เซียวซีขำพรืด
“มีอะไรน่าขัน” เขาตวัดเสียงถาม
“ท่านจะไม่ยอมให้สิ่งใดไม่สมบูรณ์เลยสินะ”
“ในเมื่อเราทำให้มันสมบูรณ์ได้ ข้าก็ไม่เห็นว่าการพยายามอีกนิดจะเสียหายตรงไหน”
“แล้วนี่...ข้าทำได้ดีพอหรือยัง”
เฉิงอี้เปลี่ยนมายืนฝั่งตรงข้าม สอดส่ายสายตาหาความผิดพลาดแม้แต่เื่ที่เล็กน้อยที่สุด เช่นการควบคุมลมหายใจผิดจังหวะหรือการวางตำแหน่งขา หากแต่จิตใจของเขากลับไขว้เขวเมื่อได้สบกับดวงตาคู่นั้น
“ข้าทำได้ดีแล้ว ข้าเห็นคำตอบในดวงตาท่าน”
เขาทำเสียงหึในลำคอ
“มาเถอะ ท่านยังต้องช่วยข้าซ้อมอีกมาก ครั้งที่แล้วอาจารย์เอาไม้ฟาดหน้าแข้งขาจนเกือบแตก”
“เ้าก็น่าจะตั้งใจให้มากกว่านี้”
“ก็ข้าไม่ถนัดอาวุธนี้เท่ากระบี่ นี่ข้าก็ฝึกมาั้แ่ยังเยาว์ แต่ไม่เป็ที่พอใจของท่านอาจารย์เสียที หรือจะเป็เพราะเขาเอาข้าไปเทียบกับท่านก็ไม่รู้ได้ ถ้าหากเป็เช่นนั้น ชาตินี้ทั้งชาติ ข้าคงไม่มีทางเป็เลิศทางดาบแน่”
เฉิงอี้ไม่อยากเสียเวลาสาธยายว่านอกจากเขาแล้ว มือหนึ่งด้านการต่อสู้ในวังหลวงแห่งนี้ก็คือผู้ที่ยืนบ่นปาว ๆ อยู่นี่เอง
“หากเป็ในา ใช้กระบี่เห็นจะไม่เหมาะนัก แต่ในใต้หล้านี่ ข้าขอยกให้เ้าเป็ที่หนึ่งเลยทีเดียวเชียว” เขาพูดอย่างเอาใจ