เมื่อหลีกเลี่ยงมิได้ หลินเหยียนจึงก้มศรีษะลงยิ้มรับ เด็กน้อยทั้งหลายจึงส่งเสียงเฮด้วยความยินดี ก่อนพากันวิ่งนำไปยังลานหิมะกว้างด้านข้างเนิน ซึ่งเป็พื้นที่ราบที่หิมะทับถมหนานุ่มเหมาะแก่การปั้นตุ๊กตาหิมะที่สุด
หลินเหยียนเดินตามไปพลางก้มลงโกยหิมะรอบตัวเข้ามารวมกันเป็ก้อนใหญ่ ส่วนเด็กเล็กทั้งหลายต่างช่วยกันตะเกียกตะกายขนหิมะจากทุกทิศทางเข้ามาสมทบ ไม่นานนัก เด็กหนุ่มทั้งสามและกลุ่มเด็กน้อยก็ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างตุ๊กตาหิมะขนาดใหญ่ขึ้นมากลางลาน การละเล่นเป็ไปอย่างครึกครื้น แฝงรายละเอียดอันน่าขันอยู่ไม่น้อย
ตงเยี่ยนเฉิงบ้าพลังยิ่งนัก เขาโกยหิมะมากองพอกบริเวณหัวไหล่และลำตัวของตุ๊กตาจนหนาเตอะ พลางะโลั่นอย่างภาคภูมิใจ
“ตุ๊กตาหิมะย่อมต้องมีมัดกล้ามเนื้อและแขนอันกำยำดั่งช่างตีเหล็ก! มิเช่นนั้นจะทนลมหนาวบนูเาได้อย่างไร!”
ส่วนหลี่เสี่ยวอวี่นั้นหายเข้าไปในชายป่าอยู่ครู่หนึ่ง ครั้นกลับออกมา ในมือก็มีทั้งกิ่งสนแห้งเรียวยาวและลูกสนป่าติดมาด้วยหลายลูก เขานำกิ่งสนมาเสียบไว้ข้างลำตัวตุ๊กตาหิมะ ก่อนจัดแต่งอยู่เล็กน้อย แล้วจึงเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ
“ตุ๊กตาหิมะของหมู่บ้านชิงซี... ย่อมต้องแบกหอกนายพรานและสะพายลูกธนู จึงจะสมเป็ลูกผู้ชาย”
หลินเหยียนนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นหิมะ สองมือค่อย ๆ ตบและกดอัดหิมะบริเวณฐานให้แน่นขึ้นทีละน้อย แววตาของเขาจดจ่ออยู่กับตุ๊กตาหิมะตรงหน้า คอยสังเกตรอยเอียงและจุดที่ยังไม่สมดุล ก่อนขยับแก้ไขไปทีละส่วนอย่างอดทน
“เยี่ยนเฉิง เ้าพอกส่วนบนหนาเกินไปแล้ว”
เขาเหลือบมองก้อนหิมะบริเวณหัวไหล่ที่อีกฝ่ายกำลังเสริมให้ใหญ่ขึ้น “หากฐานด้านล่างรับน้ำหนักไม่ไหว ต่อให้ก้อนหิมะ้าจะใหญ่เพียงใดก็ไม่มีประโยชน์ ลมแรงสักหน่อยก็คงล้มแล้ว”
เด็กเล็กทั้งหลายยังคงวิ่งวุ่นอยู่รอบลาน บางคนคอยเก็บเศษหินสีดำมาส่งให้หลินเหยียนทำเป็ดวงตา บางคนวิ่งกลับบ้านไปหยิบหัวผักกาดลูกหนึ่งมาใช้เป็จมูก เสียงหัวเราะและเสียงะโดังสลับกันไม่ขาดสาย กระทั่งเมื่อเ้าตุ๊กตาหิมะตัวกลมอ้วนท้วนยืนตระหง่านอยู่กลางลานได้สำเร็จ
เด็ก ๆ ก็พากันส่งเสียงร้องด้วยความยินดีพร้อมตบมือและะโโลดเต้นกันยกใหญ่ ก่อนจะช่วยกันตั้งชื่อให้มันอย่างเอิกเกริกว่า
“แม่ทัพหิมะใหญ่แห่งชิงซี!”
ทว่าในขณะที่บรรยากาศกำลังเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความครึกครื้น เหตุการณ์ไม่คาดคิดเล็ก ๆ ก็เกิดขึ้น
เด็กชายตัวน้อยผู้สวมหมวกไหมพรมแอบก้มลงปั้นก้อนหิมะขนาดเท่ากำปั้นขึ้นมาลูกหนึ่ง จากนั้นจึงย่องไปด้านหลังตงเยี่ยนเฉิง ก่อนเหวี่ยงแขนขว้างออกไปสุดแรง
‘ตุ้บ!’
ก้อนหิมะกระแทกเข้ากลางแผ่นหลังอย่างแม่นยำ เกล็ดหิมะแตกกระจายติดอยู่เต็มเสื้อผ้าฝ้าย ตงเยี่ยนเฉิงที่กำลังก้มหน้าก้มตาจัดแต่งแขนเสื้อให้แม่ทัพหิมะพลันสะดุ้งเฮือก รีบหันกลับมาทันที
เด็กหนุ่มเบิกตากว้าง ก่อนทำหน้าถมึงทึงพลางส่งเสียงคำรามขู่เลียนแบบเสือป่า
“มารดามันเถอะ! เ้าหนูคนใดบังอาจลอบกัดข้า!”
เด็กเล็กทั้งหลายพากันร้องกรี๊ดพลางหัวเราะเสียงดัง ก่อนแตกฮือวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังหลินเหยียน ทว่าในชั่วพริบตานั้นเอง ก้อนหิมะอีกลูกหนึ่งที่ถูกปั้นจนกลมแน่นก็พุ่งแหวกอากาศมาจากอีกฟากของลานที่ซึ่งหลี่เสี่ยวอวี่อยู่
‘แปะ!’
มันกระแทกเข้าที่ข้างแก้มของตงเยี่ยนเฉิงอย่างแม่นยำจนศีรษะหันไปด้านข้าง ละอองหิมะแตกกระจายเกาะอยู่เต็มแก้มและเส้นผม
ตงเยี่ยนเฉิงยืนนิ่งค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ หันศีรษะกลับไปมองรอบลาน
เด็กเล็กทั้งหลายต่างพากันหัวเราะคิกคัก พลางแอบซ่อนตัวอยู่ด้านหลังหลินเหยียน ส่วนหลินเหยียนนั้นก็ยังยืนอยู่ตรงกลางกลุ่มเด็กพอดี ภาพตรงหน้าทำให้เยี่ยนเฉิงหรี่ตาลงทันที
“อาเหยียน!”
“ข้านึกว่าเ้าจะเป็คนดีเสียอีก ที่แท้ก็สมคบกับพวกลูกลิงพวกนี้ เตรียมรับมือให้ดีเถอะ!”
สิ้นเสียงประกาศา สองมือของเขาก็ก้มลงตะกุยหิมะขึ้นมากองพะเนินทันที
หลินเหยียนอ้าปากคิดจะอธิบาย “เยี่ยนเฉิง ข้าหาได้...”
ทว่ายังไม่ทันสิ้นคำ ก้อนหิมะลูกใหญ่จากฝีมือของตงเยี่ยนเฉิงก็พุ่งตรงมากระแทกเข้าที่หัวไหล่ของเขาอย่างจัง
‘ปุ!’
เกล็ดหิมะแตกกระจายจนเสื้อผ้าฝ้ายเปื้อนขาวไปครึ่งหนึ่ง หลินเหยียนชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นจึงก้มมองรอยหิมะบนหัวไหล่ของตน แล้วเลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง เขาไม่คิดเอ่ยคำแก้ตัวอีกต่อไป หากแต่ก้มตัวลงคว้าหิมะขึ้นมากอบหนึ่ง ก่อนรวบรวมและปั้นมันเป็ก้อนอย่างคล่องแคล่ว
เมื่อเห็นดังนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของตงเยี่ยนเฉิงก็ยิ่งกว้างขึ้น ส่วนเด็กเล็กทั้งหลายต่างส่งเสียงร้องด้วยความตื่นเต้น
เพราะพวกเขารู้ดีว่า... บัดนี้ าได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ศึกปาหิมะกลางเนินท้ายหมู่บ้านชิงซีพลันปะทุขึ้นท่ามกลางเสียงหัวเราะและเสียงโวยวายที่ดังไปทั่วลานหิมะ
ตงเยี่ยนเฉิงอาศัยกำลังมหาศาลเป็หลัก สองมือของเขาปั้นก้อนหิมะเสียใหญ่โต ก่อนเหวี่ยงขว้างออกไปราวกับกำลังโยนก้อนหินจากหนังสติ๊กั์ ทว่ากำลังที่มากเกินไปประกอบกับความใจร้อน ทำให้ก้อนหิมะหลายลูกพุ่งเลยเป้าหมายไปอย่างน่าเสียดาย บางครั้งก็ซัดเข้ากับต้นสนใหญ่จนหิมะที่เกาะอยู่ตามกิ่งร่วงหล่นลงมาเต็มศีรษะของเ้าตัว เรียกเสียงหัวเราะจากเด็ก ๆ รอบลานได้ไม่น้อย
ส่วนหลี่เสี่ยวอวี่นั้นคล่องแคล่วดุจลูกหมาป่าแห่งผืนป่า ร่างของเขาวิ่งสลับซ้ายขวาไปตามลานหิมะอย่างว่องไว ก้อนหิมะแต่ละลูกถูกปั้นจนแน่นและกระชับมือ ทุกครั้งที่ซัดออกไป ล้วนมุ่งสู่เป้าหมายอย่างแม่นยำ
‘ปึก!’ ‘ปึก!’ หลายครั้งเข้ากลางหลังของตงเยี่ยนเฉิงเต็ม ๆ จนอีกฝ่ายต้องร้องโวยวายลั่น
หลินเหยียนกลับต่างออกไป เขาไม่ได้วิ่งไล่ตะลุมบอนกับผู้ใด หากอาศัยต้นสนใหญ่และกองหิมะเป็ที่กำบัง คอยเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของคนทั้งลานอย่างเงียบ ๆ
กระทั่งยามตงเยี่ยนเฉิงลื่นไถล หรือยามหลี่เสี่ยวอวี่เผลอชะลอฝีเท้า ก้อนหิมะในมือของเขาจึงค่อยพุ่งออกไป
‘ปุ!’ ‘แปะ!’ ไม่เร็ว ไม่แรง ทว่ามักตกถึงเป้าหมายได้พอดิบพอดี จนผู้ถูกโจมตีได้แต่ร้องอุทานด้วยความคับแค้นใจ
พวกเด็กเล็กทั้งหลายวิ่งวุ่นไปทั่วลาน ส่งเสียงเชียร์กันจนดังลั่น บางคนล้มกลิ้งลงในหิมะ บางคนถูกปาจนเนื้อตัวขาวโพลน เสียงหัวเราะสดใสและเสียงโวยวายอย่างสนุกสนานดังสลับกันไม่ขาดสาย จนความหนาวเหน็บของฤดูเหมันต์ดูจะเลือนหายไปไม่น้อย แม้แต่ชาวบ้านที่เดินผ่านอยู่ห่าง ๆ ยังอดหยุดมองไม่ได้ ก่อนจะส่ายหน้าพลางหัวเราะกับความซุกซนอันไร้เดียงสาของเด็กๆเหล่านี้
ครั้นเวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม ศึกปาหิมะจึงค่อย ๆ สงบลง มิใช่เพราะฝ่ายใดยอมแพ้ หากเป็เพราะทุกคนต่างเหนื่อยหอบจนแทบยกแขนไม่ขึ้น ลมหายใจสีขาวพวยพุ่งออกจากปากเป็สายท่ามกลางอากาศหนาวเย็น ทว่าแม้เรี่ยวแรงจะร่อยหรอลงไปไม่น้อย ความคึกคักกลับยังมิได้จางหาย
ตงเยี่ยนเฉิงคุกเข่าชันเท้าอยู่บนหิมะ พลางยกแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผาก ก่อนเงยหน้าขึ้นะโเสียงดัง “เหนื่อยชะมัด! เล่นปามั่ว ๆ เช่นนี้มิอาจตัดสินแพ้ชนะได้”
เขาหันไปมองสหายทั้งสองสลับกัน
“เสี่ยวอวี่! อาเหยียน! พวกเรามาแข่งวิ่งกันเถิด วิ่งจากตรงนี้ ไปอ้อมต้นสนใหญ่ตรงโน้น แล้ววกกลับมาที่เดิม!”
“ผู้ใดเข้าเส้นชัยเป็คนสุดท้าย...” เยี่ยนเฉิงยิ้มกว้าง “ยามแข่งกระดานเลื่อน ต้องลากกระดานขึ้นเนินให้พวกเราทั้งหมดหนึ่งรอบ เป็อย่างไร!”
“ย่อมได้!” หลี่เสี่ยวอวี่ผุดลุกขึ้นยืนทันที ดวงตาเรียวรีฉายแววท้าทายอยู่เล็ก ๆ
หลินเหยียนขยับจัดชายเสื้อฝ้ายให้เข้าที่ ก่อนพยักหน้ารับอย่างเรียบง่าย
“ข้าไม่มีปัญหา”
เด็กเล็กทั้งหลายส่งเสียงเฮด้วยความตื่นเต้น รีบพากันวิ่งไปยืนเรียงแถวอยู่ข้างลานชั่วคราว
ส่วนเด็กหนุ่มทั้งสามต่างก้าวไปยืนประจำตำแหน่ง ตงเยี่ยนเฉิงก้มตัวเล็กน้อย สองเท้าถ่างออกเตรียมออกแรง หลี่เสี่ยวอวี่ยืนสงบนิ่ง ดวงตาจับจ้องเส้นทางเบื้องหน้า ขณะที่หลินเหยียนเพียงสูดลมหายใจลึกครั้งหนึ่ง ก่อนผ่อนออกช้า ๆ
เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว เด็กเล็กทั้งกลุ่มจึงส่งเสียงนับพร้อมกัน “หนึ่ง... สอง... สาม... ไปได้!”
สิ้นเสียงสัญญาณ ร่างของเด็กหนุ่มทั้งสามพลันพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าทันที
ตงเยี่ยนเฉิงออกตัวรุนแรงราวม้าป่าหลุดจากคอก สองเท้าตะกุยหิมะจนสาดกระจายไปด้านหลัง ทว่าด้วยรูปร่างที่ใหญ่โตกว่าผู้อื่น ประกอบกับพื้นหิมะที่ลื่นไถล วิ่งไปได้ไม่ถึงสิบก้าว ฝ่าเท้าของเขาก็ลื่นปรื๊ดจนร่างซวนเซ เกือบคว่ำคะมำลงกับพื้น เด็กหนุ่มรีบโบกไม้โบกมือรักษาสมดุลอย่างทุลักทุเล กว่าจะประคองตัวได้ก็เสียจังหวะไปไม่น้อย
ส่วนหลี่เสี่ยวอวี่กลับเคลื่อนไหวแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง สายตาของเขากวาดมองพื้นหิมะเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว ทุกย่างก้าวล้วนเหยียบลงบนจุดที่หิมะจับตัวแน่น หรือบริเวณที่มีเศษหญ้าแห้งโผล่พ้นน้ำแข็งขึ้นมาเล็กน้อย ราวกับเด็กหนุ่มคุ้นเคยกับผืนหิมะและป่าเขาเช่นนี้มานานแล้ว ร่างของเขาจึงพุ่งลิ่วไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและรวดเร็ว ทิ้งระยะห่างจากตงเยี่ยนเฉิงมากขึ้นเรื่อย ๆ
หลินเหยียนรักษาระยะอยู่ถัดจากหลี่เสี่ยวอวี่ไม่ไกลนัก ท่วงท่าของเขาหาได้รวดเร็วปานลมกรด หรือหักโหมดุดันเช่นตงเยี่ยนเฉิงไม่ ทว่าทุกก้าวกลับสม่ำเสมอและมั่นคงอย่างน่าประหลาด ลมหายใจเข้าออกเป็จังหวะราบเรียบ ต่อให้เหยียบลงบนหิมะหนาหรือน้ำแข็งลื่น ฝีเท้าก็แทบไม่เสียสมดุลเลยแม้แต่น้อย
ไม่นานนัก ระยะห่างระหว่างเขากับหลี่เสี่ยวอวี่ก็เริ่มค่อย ๆ ลดลงทีละน้อย เมื่อถึง่อ้อมต้นสนใหญ่ ทั้งสองคนแทบจะอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น เด็กเล็กที่ยืนดูอยู่ไกล ๆ ต่างพากันส่งเสียงเชียร์ลั่น ทว่าหลี่เสี่ยวอวี่ยังคงอาศัยความคุ้นชินต่อพื้นที่ รักษาความได้เปรียบเล็กน้อยนั้นเอาไว้ได้จนถึงที่สุด
ครั้นวิ่งย้อนกลับมาถึงจุดเริ่มต้น... เมื่ออ้อมผ่านต้นสนใหญ่และวิ่งวนกลับมา ผลลัพธ์ย่อมเป็หลี่เสี่ยวอวี่ที่ถึงเส้นชัยก่อนผู้ใด หลินเหยียนตามมาเป็ลำดับที่สองอย่างมั่นคง ส่วนตงเยี่ยนเฉิงที่ลื่นไถลจนเกือบคว่ำไปถึงสองครา ได้แต่เดินหน้ามุ่ยหอบหายใจแรง ๆ เข้ามาเป็คนสุดท้าย
“มารดามันเถอะ!”
“เสี่ยวอวี่ เ้านี่เ้าเล่ห์นัก เอาแต่เลือกเหยียบตรงที่มีหิมะแน่น ๆ ทั้งนั้น!” ตงเยี่ยนเฉิงบ่นอุบพลางทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นหิมะอย่างหมดแรง
หลี่เสี่ยวอวี่ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ ก่อนยิ้มบาง ๆ อย่างไม่ทุกข์ร้อน “หิมะบนเขาก็เหมือนเส้นทางสายหนึ่งนั่นแหละ เพียงแต่เ้าเอาแต่ก้มหน้าวิ่ง จึงมองไม่เห็นมัน”
เขาก้มมองรอยเท้าบนพื้นหิมะเบื้องหน้า “ตรงไหนหิมะแน่น ตรงไหนน้ำแข็งบาง หากมองไม่ออก ต่อให้วิ่งเร็วเพียงใดก็มีแต่จะล้ม”
หลินเหยียนยืนฟังอยู่เงียบ ๆ สายตาเหลือบมองรอยเท้าที่ทอดยาวอยู่บนพื้นหิมะ ก่อนเก็บถ้อยคำเ่าั้ไว้ในใจโดยไม่รู้ตัว
“เอาเถิด! แพ้ก็คือแพ้! ข้าตงเยี่ยนเฉิงเป็ลูกผู้ชายทั้งตัว พูดคำไหนคำนั้น!”
เยี่ยนเฉิงผุดลุกขึ้นยืนทันที ก่อนคว้าเชือกป่านของกระดานเลื่อนไม้มาคล้องบ่า แล้วออกแรงลากมันขึ้นไปตามเนินหิมะอย่างฮึกเหิม
แม้จะเป็ผู้แพ้ ทว่าใบหน้าของเขากลับไม่ปรากฏความหดหู่แม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เด็กหนุ่มยังคงส่งเสียงโหวกเหวกเร่งให้ผู้อื่นรีบตามขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ
ไม่นานนัก กระดานเลื่อนไม้ก็ถูกลากขึ้นไปจนถึงยอดเนิน เบื้องล่างคือทางลาดยาวซึ่งถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนสุดสายตา
เดิมทีทั้งสามตั้งใจจะใช้กระดานเลื่อนไม้แผ่นนี้ตัดสินแพ้ชนะกันว่า ผู้ใดจะไถลลงไปได้ไกลที่สุด ทว่าเมื่อหันกลับไปมอง เด็กเล็กทั้งหลายกลับพากันวิ่งกรูขึ้นมาบนยอดเนินแล้วเรียบร้อย บางคนส่งเสียงเชียร์ บางคนแย่งกันจับเชือกป่าน บางคนถึงขั้นะโขึ้นไปนั่งบนกระดานก่อนผู้ใดเสียอีก
ตงเยี่ยนเฉิงมองภาพวุ่นวายตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะลั่นออกมา
“ช่างเถอะ! วันนี้ไม่แข่งแล้ว!”
“ผู้ใดอยากเล่นก็ขึ้นมาเลย! ข้าจะลากให้เอง!”
สิ้นเสียงประกาศของตงเยี่ยนเฉิง เสียงโห่ร้องยินดีก็ดังขึ้นทั่วทั้งยอดเนินหิมะ ความคึกคักที่มีอยู่ก่อนแล้วพลันยิ่งครึกครื้นกว่าเดิมหลายส่วน
แม้แต่หลี่เสี่ยวอวี่ที่ปกติไม่ค่อยแสดงอารมณ์ยังหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อย ขณะที่หลินเหยียนมองดูภาพเด็ก ๆ วิ่งวุ่นกันอยู่รอบตัว พลางส่ายหน้าอย่างขบขัน
และในที่สุด... การละเล่นที่ทุกคนรอคอยมาตลอดทั้งเช้าก็ได้เริ่มต้นขึ้น
เด็กเล็กผู้หนึ่งรีบะโขึ้นไปนั่งบนกระดานเป็คนแรก เสียงเชียร์และเสียงหัวเราะดังลั่นขึ้นทันทีเมื่อตงเยี่ยนเฉิงออกแรงผลักจากด้านหลัง
กระดานไม้ไถลพุ่งลงจากยอดเนินอย่างรวดเร็ว ทิ้งรอยยาวไว้บนผืนหิมะขาวโพลน เมื่อเห็นเช่นนั้น เด็กคนอื่น ๆ ก็ยิ่งอดใจไม่ไหว ต่างพากันแย่งคิวกันอย่างครึกครื้น ไม่นานนัก เด็กหนุ่มทั้งสามและกลุ่มเด็กเล็กก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันนั่งบนกระดานเลื่อนไม้ ลื่นไถลลงมาจากยอดเนินชันอย่างรวดเร็ว
สายลมหนาวหวีดหวิวพัดปะทะใบหน้าจนชาวาบ ทว่าความรู้สึกตื่นเต้นและโลดแล่นยามที่ร่างไถลลิ่วไปบนผืนหิมะขาวโพลนกลับทำให้ผู้คนนึกถึงความหนาวเหน็บได้น้อยลง ละอองหิมะสีขาวฟุ้งกระจายขึ้นสองข้างทาง สะท้อนแสงแดดยามสายเป็ประกายระยิบระยับ เสียงหัวเราะ เสียงร้องตื่นเต้น และเสียงเรียกหากันของเด็ก ๆ ดังประสานก้องไปทั่วเนินหิมะและหุบเขาชิงซี
ยามที่ถึงรอบของหลินเหยียน เขานั่งยอง ๆ อยู่บนกระดานเลื่อนไม้ มือทั้งสองประคองตัวไว้แน่น ขณะที่ตงเยี่ยนเฉิงนั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง คอยจับบ่าของเขาเอาไว้ เพียงชั่วพริบตาหลังออกตัว กระดานไม้ก็พุ่งทะยานลงจากเนินด้วยความเร็วสูง สายลมหนาวพัดผ่านข้างหูไม่ขาดสาย ภาพของต้นสน กองหิมะ และผู้คนรอบด้านค่อย ๆ ถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็ว
หลินเหยียนที่ปกติมักสุขุมเงียบขรึมเกินวัย พลันหลุดหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว เสียงหัวเราะใสกระจ่างนั้นดังลอยไปกับสายลมหนาว ราวกับเด็กหนุ่มได้ลืมเื่ราวทั้งปวงบนโลกใบนี้ไปชั่วขณะ
ในชั่วขณะนั้น หลินเหยียนลืมเื่ราวทั้งปวงไปเสียสิ้น ไม่มีตำราผ้าป่านที่ต้องอ่านทบทวน ไม่มีสมุนไพรรสขมที่ต้องออกไปค้นหาบนูเา ไม่มีหม้อยาที่ต้องคอยเฝ้าอยู่ข้างเตาไฟ และไม่มีเื่ราวซับซ้อนใด ๆ ให้ต้องขบคิด
มีเพียงสายลมหนาวที่พัดผ่านข้างหู เสียงหัวเราะของสหายที่ดังอยู่ด้านหลัง และผืนหิมะขาวโพลนที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า สำหรับเด็กหนุ่มวัยสิบสามปีในยามนั้น เพียงเท่านี้... ก็เพียงพอแล้วสำหรับความสุข
กระดานเลื่อนไม้ถูกลากขึ้นและไถลลงจากยอดเนินครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงหัวเราะดังสลับกับเสียงลมหนาวอยู่เนิ่นนาน ทว่าใน่ที่ทุกคนกำลังเพลิดเพลินที่สุดนั้นเอง เหตุการณ์เล็ก ๆ ที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดกลับเกิดขึ้น
ตงเยี่ยนเฉิงและหลินเหยียนนั่งซ้อนอยู่บนกระดานเลื่อนไม้อีกครั้ง ทว่าครานี้ กระดานกลับพุ่งลงจากเนินเร็วกว่าทุกเที่ยวที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด หิมะบริเวณ่กลางเนินถูกอัดแน่นจากการละเล่นตลอดทั้งเช้าจนลื่นกว่า่อื่นอยู่หลายส่วน
เพียงพริบตาเดียว ความเร็วของกระดานก็เพิ่มขึ้นจนยากจะควบคุม ปลายกระดานส่ายออกด้านข้าง ก่อนทั้งแผ่นจะไถลหลุดออกจากแนวเดิม พุ่งเฉียงตรงไปยังแนวป่าสนทางทิศเหนืออย่างไม่อาจหยุดยั้ง
“เฮ้! หลบเร็ว! ทางนั้นมันชายป่าเหนือ!” หลี่เสี่ยวอวี่ที่ยืนอยู่บนยอดเนินเห็นท่าไม่ดี รีบวิ่งถลาตามลงมาพลางป้องปากะโลั่น “อาเหยียน! เอียงตัวไปทางซ้าย! ถ่ายน้ำหนักลงไปเร็วเข้า!”
หลินเหยียนได้ยินเสียงเตือนก็แทบไม่ต้องคิด เขารีบเอนตัวไปทางซ้ายพร้อมถ่ายน้ำหนักลงตามสัญชาตญาณในทันที กระดานเลื่อนไม้ที่กำลังพุ่งด้วยความเร็วสูงพลันเสียสมดุล ปลายกระดานยกขึ้น ก่อนทั้งแผ่นจะพลิกคว่ำกลางทาง ร่างของเด็กหนุ่มทั้งสองกระเด็นหลุดออกไป กลิ้งหมุนอยู่บนกองหิมะหนานุ่มหลายตลบ หิมะสีขาวฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ กว่าที่ทั้งคู่จะหยุดลงได้ ก็ไปกองอยู่ตรงหน้าพุ่มไม้หนามริมชายป่าพอดี
เนื้อตัวและเสื้อผ้าขาวโพลนไปด้วยหิมะั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ชั่วอึดใจ
ก่อนกองหิมะกองหนึ่งจะขยับดุกดิกขึ้นมา ตงเยี่ยนเฉิงโผล่ศีรษะออกจากหิมะอย่างทุลักทุเล
ใบหน้าสีทองแดงของเขาบัดนี้ถูกหิมะเกาะจนขาวโพลน เหลือเพียงดวงตาสองข้างที่ยังกะพริบปริบ ๆ อยู่
เด็กหนุ่มพ่นหิมะที่เข้าปากออกมาพรวดหนึ่ง ก่อนะโลั่น
“มารดามันเถอะ!”
“เกือบได้ไปนอนซมอยู่ข้างเตาไฟทั้งฤดูหนาวแล้วไหมล่ะ!”