ตำนานเทพอสูรสยบฟ้า

    ตอนที่ 38 ฝันร้ายชั่วข้ามคืน (1)

    ณ ดินแดนเอลฟ์เวลานี้เหล่าผู้นำต่างมาร่วมชุมนุมรอดูผลงานของฮ่าวเทียนกันอย่างเนืองแน่น แม้ว่าพวกมันไม่ได้หวังอะไรมากมายแต่ตัวตนของเด็กหนุ่มไม่อาจดูแคลนได้ ผู้นำแดนเอลฟ์เองกำลังสนทนาจริงจังกับเหล่าผู้นำหมู่บ้านต่างๆ ด้วยความเคร่งเครียด พลันได้ยินเสียงลูกสาวของมันดังขึ้น “ท่านพ่อ ท่านไม่ต้องเป็นห่วงไป ข้าเชื่อว่าคุณชายจะนำข่าวดีมาให้เราแน่นอนเจ้าค่ะ ”





    ได้ยินดังนั้นเขาหันขวับมาทันที ก่อนจะเดินออกมาคุยกับนางลำพัง มีเพียงวิสที่อยู่ข้างกายนางตลอดเวลาได้ยินด้วย “เจ้ามั่นใจเพียงนี้ ใช่ว่าเมื่อคืน... ” นางส่ายหน้าเบากล่าวต่อ “คุณชายเป็นสุภาพบุรุษนัก ทั้งพี่วิสและข้ามีโอกาสอยู่ใกล้ชิดเขา กลับไม่เคยถูกสัมผัสแม้ปลายเส้นผม ” ได้ฟังดังนั้นหัวหน้าดินแดนเอลฟ์ยังนึกในใจ




    เจ้าเด็กนี่ที่แท้เป็นตอไม้อันใดรึไม่ มีเจ้าเมืองรึมนุษย์ภายนอกมากมายพยายามแทบตายมาสู่ขอเอลฟ์ไปเป็นดอง เนื่องด้วยความงดงามแปลกตาทั้งยังบริสุทธิ์กว่ามนุษย์นัก เผ่าเอลฟ์เติบโตมากับพลังแสงธรรมชาติงดงามเป็นที่สุด เด็กหนุ่มกลับไม่คิดแตะต้อง ด้วยวัยของมันสมควรกำลังคึกคะนอง “เอาเถอะ คิดมากไปก็ไม่ได้อะไร เราได้เพียงรอสายส่งข่าวกลับมาเท่านั้น ”




    ไม่ทันขาดคำ ทหารคนหนึ่งวิ่งตรงรี่เข้ามายังโถงรับรองของเจ้าเมือง “ท่านผู้นำขอรับ สายส่งข่าวความคืบหน้ามาแล้วขอรับ ” มันรีบหยิบกระดาษในมือที่ม้วนไว้มอบให้แก่ผู้นำ ทุกผู้คนแทบหยุดหายใจรอฟังคำของผู้นำแดนเอลฟ์ จากนั้นจึงได้ยินเสียงสวรรค์ของเขา “คุณชายน้อยทำได้ดีนัก เขาใช้เวลาไม่ถึงวันทำลายประตูพรรคและค่ายทหารจนราบคาบ ล้มสามเทพยุทธ์ของพวกมัน ทั้งยังสังหารผู้อาวุโสของพรรคไปหนึ่ง ไม่รวมทหารยามอีกมากมาย ”





    ได้ยินดังนั้นเหล่าผู้นำต่างเฮฮาด้วยความพอใจ ชื่นชมเด็กหนุ่มไม่หยุดปาก สิ่งที่พวกมันอยากกระทำมาตลอดหลายปีแต่ไม่มีปัญญา กลับลุล่วงด้วยเด็กหนุ่มแค่คนเดียว ทั้งยังใช้เวลาไม่ถึงวัน เสียงหัวหน้าหมู่บ้านคนหนึ่งดังขึ้น “ท่านผู้นำ เขาช่างน่าอัศจรรย์นัก ได้เพียงเท่านี้ก็สาแก่ใจข้าแล้ว รีบให้เขากลับมาเถอะท่าน ก่อนจะเป็นอันตรายไปมากกว่านี้ หากเป็นเช่นนั้นปรมาจารย์แสงสวรรค์ได้มาทุบทำลายดินแดนของเราแน่ ถึงตอนนั้นคงน่ากลัวกว่าพรรคเจ็ดขุนเขานับร้อยนับพันเท่า”




    ก่อนใครจะพูดอะไรต่อ วิสเอ่ยปากแทรกทันที “ข้าเห็นว่า เรื่องนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ ” ด้วยคำพูดนี้เหล่าผู้นำและทุกคนที่นั่นหันมาสนใจนางด้วยความสงสัยทันที “เอ้ะ วิส เหตุใดเจ้ากล่าวเช่นนั้น “นางรีบตอบคำ “คุณชายฮ่าวถือครองปราณแสงสวรรค์ จิตใจคุณธรรมสูงส่ง หากได้รับรู้เรื่องราวความชั่วร้ายของพวกลัทธิมาร ข้าเกรงว่าเขาจะบันดาลโทสะทุบทำลายขุนเขานี้ทิ้ง ไม่เพียงเท่านั้น ”




    ได้ฟังดังนั้นพวกมันกลืนน้ำลายอึกใหญ่ พวกมันรู้ดีว่าวิสเดินทางอยู่ร่วมกับฮ่าวเทียนมาหลายวัน ย่อมรู้เห็นไส้พุงกันจนสิ้น ผู้นำดินแดนถามต่อ “พูดมาให้จบ ” วิสหลับตาลงกล่าวต่อ “หลายวันที่ผ่านมา ข้าพบเห็นเขาเข้าช่วยเหลือผู้คนมากมายตลอดทาง คนๆนี้ไม่เคยอ่อนโยนเมตตาต่อบุคคลที่ตนตัดสินว่าชั่วร้าย เขาไม่ลังเลที่จะเลาะกระดูกของพวกมันออกมาจนหมดตัว เนื่องเพราะเขาถือครองกายาเทวะสรรพธาตุ สามารถบงการปราณทมิฬได้!”




    คำกล่าวนี้ทำเอาพวกมันเข่าแทบทรุด เหตุผลนี้ตอบพวกมันทันทีว่าเหตุใดเขาจึงกระทำเรื่องใหญ่เช่นนี้โดยง่าย ที่แท้เขาควบคุมบงการปราณทมิฬได้... “เป็นไปไม่ได้! จะมีปราณทมิฬ ก็ต้องมีจิตมาร เจ้าจะบอกว่า ทายาทแห่งแสง มีจิตมารงั้นเรอะ? ” วิสรีบตอบทันที “ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ข้าเองไม่ทราบตื้นลึกหนาบางนัก ทว่าเขามีมันจริงๆ ทั้งยังทรงพลังขีดสุด ความไร้ใจที่เขามีต่ออริศัตรูน่ากลัวเกินกว่าพวกท่านจะรับรู้ พวกเราจะต้องเตรียมตัวรับแรงกดดันนี้”






    “หากเขาทำสำเร็จดังที่กล่าว พวกเรานับว่าได้ผลประโยชน์มหาศาล ทั้งยังได้แก้แค้น แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น ต้องช่วยเหลือเขาไว้ให้ได้ ไม่เช่นนั้น.... ” วิสยิ่งพูดพวกมันยิ่งเกรงกลัวมากขึ้นเรื่อยๆ หัวหน้าหมู่บ้านตะคอกออกมาทันที “ไม่เช่นนั้นอะไร พูดออกมา!” วิสกล่าวต่อ “อาจารย์ของเขาคาดว่าอยู่ในระดับจักรพรรดิ ไม่รวมชื่อเสียงเกรียงไกรของคุณชายในทวีปหมื่นเมฆา กระทั่งกองทัพเกราะเงินยังคุกเข่าคำนับ หากเขาตกตายไปเพราะทำงานให้เรา เกรงว่าเรา... ต้องรับผลตอบแทนจากทวีปทั้งทวีป... ”




    พวกมันแทบทุกคนราวกับหัวใจจะหลุดออกมาเต้นภายนอก ผู้นำดินแดนชักกระบี่ออกมาถามต่อด้วยเสียงแค่นต่ำ “เจ้ารู้เช่นนี้ กลับไม่บอกกล่าวเราก่อน ทั้งยังปล่อยให้ความพินาศย่อยยับของดินแดนเราคืบคลานเข้ามางั้นเรอะ? ” น้ำเสียงของผู้นำดินแดนทำเอาลูกสาวของเขาต้องรีบออกปากทันที




    “ท่านพ่อ ข้ากลับเข้าใจพี่วิส คุณชายฮ่าวเป็นหนทางเดียวที่เราจะแก้แค้นพวกลัทธิมารได้ สวรรค์นำทางเขาข้ามขอบฟ้ามาล้างความอัปยศให้ดินแดนเรา ท่านจะต้องเชื่อในตัวเขา ข้าคิดว่า พี่วิสคิดถึงจุดนี้ จึงได้ชักนำเขามา ” ได้ยินนางพูดเช่นนั้นเขาจึงลดกระบี่ลง พลันถอนหายใจแรง




    “เฮ่อ...เอาเถอะ ยังดีที่รู้ทันการณ์ เหล่าหัวหน้าหมู่บ้านและสำนักฝึกยุทธ์ พวกเจ้าคัดเอาเหล่ายอดฝีมือของเราไปซุ่มที่ตีนเขาลัทธิมารทันที หากสถานการณ์ไม่สู้ดี ภารกิจสำคัญคือช่วยเหลือเขากลับมา ห้ามบาดเจ็บเด็ดขาด ตายแทนได้ก็ต้องตาย!” พวกมันเข้าใจคำกล่าวนี้ได้ดี แม้ไม่นับรวมฐานะของเด็กหนุ่ม ฮ่าวเทียนนับว่ามีบุญคุณกับดินแดนเอลฟ์นัก ไหนเลยจะปล่อยให้ตกตายได้




    พวกเขารีบระดมกำลังมุ่งหน้าไปยังตีนเขาเร็วที่สุดทันที เพียงแต่ภาพที่ทุกคนได้เห็นตรงหน้าไม่เป็นไปตามคาดนัก ด้านล่างของตีนเขาเต็มไปด้วยความพินาศพังทลายไม่เหลือเค้าพรรคที่ยิ่งใหญ่ พวกมันกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะเข้าไปยังหุบเขาทีละน้อย ยิ่งเข้าไปลึกเท่าใด กลิ่นคาวเลือดก็ยิ่งตลบอบอวลจนพวกมันแทบอ้วกออกมา วิสที่มาด้วยไม่แปลกใจแม้แต่น้อย




    เรื่องราวคราวนี้ใหญ่โตนัก ทำเอาพวกมันอกสั่นขวัญแขวน ยามนี้มืดค่ำ ทางเข้าหุบเขาเต็มไปด้วยซากศพทหารยามและผู้ฝึกตนยิ่งลึกยิ่งมากขึ้น จนมีเอลฟ์คนหนึ่งกล่าวออก “ข้าว่าเรารอที่นี่ และติดต่อผ่านสายลับจะดีกว่า ข้าแทบไม่อยากขยับเข้าใกล้แล้ว ดูซากศพพวกนั้นสิ ไม่ตายดีสักคน ซี้ดด หากเราเป็นศัตรูของคุณชายท่านนี้ เกรงว่าสภาพศพไม่ต่างกัน... ”




    ฮ่าวเทียนเวลานี้กำลังนั่งกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อยอยู่บนก้อนหินใหญ่ ด้านข้างมีชายผู้หนึ่งถูกจับร่างตรึงไว้ ก่อนมันจะกล่าว “เจ้ามันปีศาจ เป็นยิ่งกว่าปีศาจในร่างมนุษย์ ทายาทแห่งแสงบ้าบออันใดกัน ขนาดตัวข้าที่เป็นคนลัทธิมารยังต้องนึกเวทนา! จิตสังหารของเจ้ามันเกินกว่ามนุษย์จะมีได้แล้ว!” ฮ่าวเทียนยังคงสีหน้าเรียบนิ่งกล่าวต่อ




    “ฝีปากท่านดีกว่าฝีมือนัก ยังกล้าเรียกผู้อื่นว่าปีศาจ พลังยุทธ์ท่านมาจากดวงวิญญาณผู้บริสุทธิ์มากมาย หากข้าต้องกลายเป็นปีศาจจากนรกจึงจะปลดปล่อยดวงวิญญาณทุกข์ทรมานเหล่านั้นได้ ข้าคงต้องเลาะกระดูกพวกลัทธิมารอีกหลายพันหมื่นชิ้น ” มันได้ฟังคำเด็กหนุ่มพลันนึกถึงชีวิตเหล่าศิษย์มากมายในพรรคมันที่ตกตายอย่างทรมาน ยิ่งขนลุกขนพอง




    “ข้าอิ่มแล้ว ท่านก็พาข้าไปที่คลังสมบัติอะไรนั่นเถอะ หากข้าพบเจอสิ่งใดเป็นประโยชน์ที่นั่นจะมอบทางเลือกดีๆ แก่เทพยุทธ์เช่นท่านสักสองประการ ” มันฟังไปก็กัดฟันไปก่อนจะตะคอกออก “จะฆ่าก็ฆ่า ไม่ต้องมากความ!” ฮ่าวเทียนไม่สนใจคำ ปลุกปราณแสงในร่างของมันที่ตนใส่ไว้ทันที ความเจ็บปวดอึดอัดจากการที่แสงและความมืดตีกันในร่าง ทำเอาหน้าตามันบูดเบี้ยวจนอยากตาย ก่อนจะรีบนำทางเด็กหนุ่มไปยังหอสมบัติลับด้วยความหวาดกลัวทันที




    “เรามาถึงแล้ว ” ฮ่าวเทียนมองดูทางลับใต้ดินตรงหน้าก็ทำสีหน้าไม่สู้ดีนัก “ที่นี่ใช่ที่เก็บสมบัติแน่รึ เหตุใดข้าสัมผัสได้ถึงสิ่งอื่นไม่สู้ดีนัก? ” มันไม่สนใจคำ นำทางเด็กหนุ่มลงไปยังคลังสมบัติ ผ่านกับดักมากมายจนถึงห้องเก็บสมบัติ ฮ่าวเทียนใช้ปราณทมิฬทำลายค่ายกลป้องกันสมบัติทันที เสียงชายหนุ่มดังขึ้น “ข้าพาเจ้ามาถึงแล้ว! ที่นี่มีสมบัติตกทอดของพรรคมากมาย ทั้งอาวุธ ของวิ... ”




    ไม่ทันกล่าวจบ มันสังเกตเห็นสีหน้าฮ่าวเทียนที่เปลี่ยนไปราวกับพญาปีศาจที่กำลังจะทำลายโลกหล้า พลันได้ยินเสียงเด็กหนุ่ม “ด้านหลังกำแพงนี้ คืออะไร? ” คำถามนี้ทำเอาชายหนุ่มหน้าซีดตัวสั่นทันที “จะ...เจ้าไม่ต้องรู้ รีบเอาสมบัติไปแล้ว...” ไม่ทันสิ้นคำหัวใจมันหยุดเต้น ขาดอากาศตกตายในทันที ฮ่าวเทียนทำลายกำแพงตรงหน้า พบเจอทางเดินที่เชื่อมมาจากที่อื่น ยิ่งก้าวเข้าไปยิ่งพบกลิ่นคาวเลือดหนาแน่นขึ้น จนหยุดเท้าลงกับภาพตรงหน้า




    ร่างมนุษย์มากมายคล้ายกำลังถูกแช่แข็งบ้าง ทรมานบ้าง ไม่เว้นเด็ก ผู้หญิง รึเพศสภาพใด ร่องรอยการทดลองทรมานเหล่านี้เองทำให้ฮ่าวเทียนเปิดสัมผัสแสงสวรรค์ทันที บางคนตกตายไปแล้ว อีกนับร้อยคล้ายยังมีชีวิตแต่ถูกทดลองบางอย่างจนไม่สู้ตกตายยังดีกว่า ไร้สุ้มเสียงใดๆจากเด็กหนุ่ม สองตามันถลึงโตกำมือแน่น ก่อนจะมองเห็นร่างเด็กหญิงคนหนึ่งถูกขึงไว้กับเตียงคราบน้ำตายังไหลปริ่มเต็มไปด้วยบาดแผล




    ด้วยความเวทนาสงสาร ฮ่าวเทียนตัดสินใจใช้ปราณแสงสวรรค์ที่อบอุ่นชำระล้างจิตใจ ร่างกาย รวมไปถึงเสี้ยวชีวิตที่ยังหลงเหลือของพวกเขาทันที ก่อนจะค่อยๆ ใช้ปราณทมิฬสลายร่างพวกเขา “พวกท่านต้องทุกข์ทรมานปานนี้ ด้วยกรรมใดกัน และสวะพวกนี้มีสิทธิ์อะไรมาทำแบบนี้ ฮ่าวเทียนขอสาบาน จะให้พวกมันชดใช้ ขอพวกท่านสู่สุคติ”




    เด็กหนุ่มเปิดสัมผัสให้กว้างยิ่งขึ้นพบสมบัติมากมายก็จริง แต่ที่น่าสงสัยกว่านั้นคือที่นี่ยังมีห้องลับอยู่อีก เด็กหนุ่มรีบตรงดิ่งไป พบเจอประตูกลมีข่ายผนึกปราณทมิฬคุ้มกัน ฮ่าวเทียนปลดผนึกด้วยกำลังอย่างง่ายดายก่อนจะเข้าไป พบเจอเหล่าทหารยามและผู้ฝึกตนกำลังเล่นสนุกกับร่างกายหญิงสาวมากมายนับสิบคน




    ....ไม่ต้องกล่าวอันใดมากมาย เด็กหนุ่มสังหารพวกมันจนสิ้น มองดูหญิงสาวมากมายโป๊เปลือยจึงใช้ปราณแสงชำระล้างร่างพวกนาง จากนั้นจึงไต่ถาม “ข้ามาช่วยพวกท่าน มิต้องหวาดกลัวไป และมีบางอย่างจะถามพวกท่านด้วย ” พวกนางคนหนึ่งเอ่ยปากตอบเขาด้วยความสั่นเทิ้ม “ขะๆ ขอบคุณท่านจอมยุทธ์ ” ฮ่าวเทียนถามถึงห้องลับที่ซุกซ่อนทันที พลันปรากฏร่างหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากกลุ่ม




    “เป็น...สถานที่กักขังท่านประมุขที่แท้จริงของพรรคเจ็ดขุนเขา และครอบครัวก่อนจะถูกพวกลัทธิมารรุกรานเจ้าค่ะ ข้าคือสาวใช้ของพวกเขา ” ฮ่าวเทียนยิ่งกำมือแน่น ปะติดปะต่อเรื่องราวด้วยความชาญฉลาดทันที มันกล่าวออกมา “นำทางข้าไป ” ทั้งหมดตรงไปยังห้องที่ลึกลงไปอีกในหุบเขา ฮ่าวเทียนทำลายผนึกเช่นเดิม ก่อนจะพบเจอกลุ่มคนเจ็ดคนในห้อง มองดูมันด้วยความหวาดกลัว “เจ้าเป็นใคร ต้องการอะไรอีก!”




    ฮ่าวเทียนเอ่ยถาม “หกปี พวกท่าน ถูกกักขังที่นี่นานหกปีแล้วถูกรึไม่? ” พวกเขาลืมตาโตทันที ชายชรารีบกล่าวออก “ท่าน ท่านมิใช่คนของพวกมาร ใช่ ใช่แล้ว พรรคของข้าถูกฮุบทำลายมาด้วยเวลายาวนานดังท่านว่า ท่านเป็นใครกัน ท่านผู้มีพระคุณ ” ฮ่าวเทียนนั่งลงไปจับไหล่ชายชราและยกขึ้น “ผู้อาวุโสไม่ต้องมากพิธี ผู้เยาว์มีนามว่าฮ่าวเทียน เดินทางมาถึงทวีปแห่งนี้พบเจอเรื่องราวของลัทธิมาร จึงมาเพื่อทำลายพวกมัน ”




    ได้ยินคำนั้นเอง เสียงชายแก่ข้างหลังอีกคนดังขึ้น “เหอๆ เด็กน้อย เป็นถึงทายาทแห่งแสงมิต้องถ่อมตัว ” ทั้งหมดในห้องถึงกับตาโตทันที “ที่แท้ ท่านเป็นทายาทแห่งแสง สวรรค์มาโปรดพวกเราแล้ว!!” ฮ่าวเทียนไม่รีรอ รีบพาทั้งหมดออกจากใต้ดินโดยไม่พูดอะไรสักคำ สีหน้าเรียบนิ่งคล้ายคนตายของมันทำเอาทุกคนในเหตุการณ์ขนลุกพอง




    เมื่อมาถึงด้านนอก สัมผัสของเด็กหนุ่มพบเจอเอลฟ์มากมายไม่ไกลทันที มันกล่าวออก “พวกท่านรอที่นี่สักครู่ ” ฮ่าวเทียนกลายเป็นโปร่งใสกลืนไปกับเงามืด พุ่งทะยานไปหาเหล่าเอลฟ์ทันที ทำเอาพวกมันสะดุ้งโหยง “พี่สาว พวกท่าน มาถึงนี่คงเพื่อช่วยเหลือข้ากระมัง ?  ” วิสได้เห็นโลหิตมากมายเปื้อนบนเสื้อผ้าเด็กหนุ่มก็กำมือแน่น ก่อนจะกล่าว




    “น้องฮ่าว เจ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ” ฮ่าวเทียนไม่สนใจฟัง รีบนำทางพวกนางไปช่วยเหลือครอบครัวของประมุขพรรคคนก่อนและผู้รอดชีวิตทันที เมื่อทั้งสองกลุ่มพบเจอกัน เด็กหนุ่มจึงกล่าว  “พวกท่านจะได้รับการช่วยเหลือจากเหล่าเอลฟ์.... พี่สาว ท่านช่วยนำทุกคนลงไปตีนเขา และห้ามขึ้นมาอีกเด็ดขาด ฝากท่านดูแลพวกเขาด้วย ” สิ้นคำฮ่าวเทียนปลีกตัวออกมา ทำเอาทุกคนหันหน้ามองกันด้วยความงุนงง




    ยามนี้เด็กหนุ่มลอยตัวอยู่หน้าขุนเขาเล็กใหญ่ทั้งเจ็ด เข้าใกล้เขตส่วนกลางของพรรคเต็มที พบเห็นทหารยามวิ่งวุ่นมากมาย ยอดฝีมือหลายคนตรึงกำลังปกป้องตำหนักกลาง เด็กหนุ่มกำหนดสมาธิเข้าสู่ดวงจิตทันที “ ดวงจิตมาร เจ้าตื่นเถอะ เรามีงานต้องทำอีกแล้ว ” ดวงจิตปีศาจสีแดงในกายมันกำลังหลับปุ๋ยลืมตาตื่นทันที




    “โอ้...เจ้านาย ท่านมาหาข้าอีกแล้ว ใช่มีเรื่อง... ” ไม่ทันสิ้นคำมัน ดวงจิตมังกรประกายแสงหมอบทรุดลงกับพื้น ดวงจิตมารมองดูสองมือของมันกำลังสั่นเทา รอยยิ้มน่าสยดสยองที่กำลังปรากฏบนใบหน้าฮ่าวเทียนทำเอามันยิ้มไม่ออก ก่อนจะได้ยินคำฮ่าวเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ใช่แล้ว...เรามีงานต้องทำ”






    จบตอน


    ติดตามเรื่องราวและการอัพเดทของนวนิยายเรื่องนี้ที่ได้อีกช่องทางที่ : www.facebook.com/legendofdevilgodsNovel/

    คล้ายกับเรื่องตำนานเทพอสูรสยบฟ้า ที่คุณอ่าน