แสงเช้าส่องผ่านรอยแตกของโกดัง
เป็แสงซีด สีเทา ไม่อบอุ่น
ลู่เฉินลืมตาขึ้นช้า ๆ
กลิ่นฝุ่นหินยังติดอยู่ในลมหายใจ
พื้นเย็นแนบแผ่นหลัง
เขาขยับตัว
แขนขวาไม่ตอบสนอง
เขาหยุด
ลองอีกครั้ง
ไหล่ขยับ
ข้อศอกไม่ตาม
นิ้วไม่กระดิกแม้แต่นิดเดียว
แขนข้างนั้นแข็งค้าง
ไม่เจ็บ
ไม่ชาเพิ่ม
แต่มัน ไม่รับคำสั่ง
ลู่เฉินนั่งนิ่ง
ไม่รีบ
ไม่ตื่นตระหนก
เขารอ
เหมือนรอให้ร่างกายปรับตัว
แต่ความเงียบตอบกลับมาแทน
—
เขาใช้มือซ้ายยันพื้น
ค่อย ๆ ดันตัวขึ้นนั่ง
การเคลื่อนไหวที่เคยทำโดยไม่คิด
ตอนนี้ต้องกำหนดทุกจังหวะ
ถ้าน้ำหนักเอนผิด
เขาจะเสียหลักทันที
เขาปรับท่านั่ง
ใช้เข่าซ้ายค้ำ
หลังพิงผนัง
เหงื่อซึมออกมาตามขมับ
ไม่ใช่เพราะเหนื่อย
แต่เพราะต้องควบคุมร่างกายทุกส่วน
ลู่เฉินมองแขนขวา
แนบลำตัว
นิ่ง
เหมือนเป็ของที่ติดมากับร่าง
แต่ไม่ได้เป็ส่วนหนึ่งของมันแล้ว
เขาเอื้อมมือซ้ายไปจับข้อมือขวา
ลองยก
แขนตกลงมา
ไร้แรงต้าน
เสียงกระทบพื้นเบา ๆ
ทำให้เขาขมวดคิ้ว
ไม่เจ็บ
แต่มันเตือนว่า
ถ้าไม่ระวัง
แขนข้างนี้จะกลายเป็จุดอ่อนทันที
—
เสียงฝีเท้าดังอยู่ด้านนอก
เป็จังหวะสม่ำเสมอ
ของคนที่ยืนเฝ้า
ไม่มีใครเข้ามาใกล้
แต่ทุกคนมองเห็นเขาได้
คำสั่งเมื่อคืนยังมีผล
เขาไม่ได้ถูกคุมขัง
แต่ก็ไม่ได้เป็อิสระ
เขาถูกวางไว้ในพื้นที่ที่
ใครก็รู้ว่าอยู่
แต่ไม่มีใครแตะต้อง
—
ลู่เฉินก้มมองกระบี่
วางอยู่บนพื้น
ห่างจากตัวไม่กี่คืบ
เขาขยับมือซ้ายเข้าไปใกล้
อย่างระมัดระวัง
ปลายนิ้วยังไม่ทันแตะ
ความเย็นก็แล่นขึ้นจากฝ่ามือ
พาดผ่านแขน
แล้วหยุดตรงหัวไหล่ขวา
เขาชะงัก
ดึงมือกลับทันที
ไม่ใช่ความเจ็บ
แต่เป็การเตือน
เหมือนร่างกายบอกว่า
ถ้าแตะ
ผลจะมาอีกครั้ง
เขาไม่แตะ
—
เสียงโลหะเสียดพื้นเบา ๆ
ดังขึ้นจากอีกด้านของโกดัง
ผิดจังหวะ
ไม่ใช่เสียงของคนเฝ้า
ลู่เฉินเงยหน้าขึ้น
เงาหนึ่งเลื้อยเข้ามาตามแนวเสา
ตัวแนบกับเงามืด
เท้าเหยียบเฉพาะจุดที่แสงไม่ตกถึง
ชายในชุดคลุมสีดำหยุดนิ่ง
มองแนวคนเฝ้า
คำนวณระยะ
แล้วจึงขยับต่อ
เป้าหมายของเขาชัดเจน
ั้แ่แรก
ไม่ใช่ลู่เฉิน
เป็กระบี่
เขาพุ่งออกจากเงา
ก้าวเดียวก็ข้ามระยะที่เว้นไว้
“หยุด!”
เสียงเตือนดังขึ้น
แต่ช้าไป
มือขวาของชายคนนั้นกางออก
พลังพุ่งเข้าหากระบี่
เหมือน้าดึงมันขึ้นมาโดยไม่ต้องจับ
ลู่เฉินขยับทันที
เขาใช้มือซ้ายยันพื้น
บิดตัวหลบออกด้านข้าง
การเคลื่อนไหวช้ากว่าปกติ
สมดุลเสียไป
ไหล่กระแทกพื้นอย่างแรง
ชายชุดดำคว้าด้ามกระบี่ได้
เพียงครึ่งเดียว
ในวินาทีนั้น
ความเย็นพุ่งขึ้นจากคมโลหะ
ไหลเข้าสู่ฝ่ามือเขา
ชายคนนั้นชะงัก
สายตาเปลี่ยน
“ยังดูดอยู่…!”
เขากัดฟัน
พยายามดึงต่อ
ความเย็นไหลขึ้นแขนอย่างรวดเร็ว
ไม่ใช่ความหนาว
แต่เหมือนพลังบางอย่างถูกฉีกออกไป
เขาปล่อยกระบี่ทันที
ถอยหลังหลายก้าว
มือขวาสั่น
นิ้วงอไม่ได้
“ถอย!”
เสียงคนเฝ้าดังขึ้น
พวกเขาพุ่งเข้าประชิด
ดาบฟาดลงอย่างไม่ลังเล
ชายชุดดำพยายามตั้งรับ
แต่จังหวะช้าลงชัดเจน
ไม่ถึงสามลมหายใจ
เขาถูกกดลงกับพื้น
เงียบ
—
ลู่เฉินนั่งพิงผนัง
หอบหายใจ
แขนขวายังไม่ตอบสนอง
หัวใจเต้นแรง
เขามองกระบี่
ยังนอนอยู่ที่เดิม
ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้อีก
ชายชุดดำที่ถูกกดไว้
มองมือขวาของตัวเอง
สีหน้าตื่นตระหนก
“มันยังไม่ถูกปลด…”
“ถ้าใช้ผิด…มันจะดูดจนหมด…”
เขาเงียบไป
เหมือนรู้ว่าพูดมากเกินไป
คำพูดนั้น
ไม่มีใครอธิบายต่อ
แต่ทุกคนที่ได้ยิน
เข้าใจตรงกันอย่างหนึ่ง
กระบี่เล่มนี้
ไม่ใช่อาวุธที่ใครจะใช้ได้ตามใจ
—
เสียงคนเฝ้าพูดขึ้น
น้ำเสียงจริงจัง
“อย่าแตะต้องมันอีก”
“ผู้าุโสั่งไว้แล้ว”
“ใครฝืน จะถือว่าละเมิดคำสั่งโดยตรง”
ลู่เฉินหลับตาลงชั่วครู่
เขารู้แล้วว่า
อย่างน้อยตอนนี้
เขายังไม่ถูกตัดสิน
เขายังไม่ถูกยึดกระบี่
ยังไม่ถูกตราหน้าว่าเป็ศัตรู
และยังไม่ถูกลงโทษ
นั่นหมายความว่า
เขายังมีสิทธิ์อยู่ต่อ
—
ลู่เฉินลืมตาขึ้น
มองแขนขวาที่นิ่งสนิท
จากนี้ไป
เขาจะไม่สู้ด้วยแรง
ไม่แลกด้วยพลัง
เขาจะขยับเท่าที่ร่างกายรับได้
เลือกปะทะเฉพาะวันที่
เขาไม่ต้องเสียมากกว่านี้
เขาใช้ปลายเท้าดันกระบี่
ให้ไถลออกไปไกลกว่าเดิม
ไม่ทิ้ง
ไม่ซ่อน
แค่ไม่ให้มันอยู่ใกล้พอ
ที่จะเผลอหยิบ
ลู่เฉินพิงผนัง
ปรับลมหายใจให้สม่ำเสมอ
สิ่งที่เขาเสียไป
ยังไม่ได้กลับคืน
แต่สิ่งที่เขายังมี
คือเวลา
และตราบใดที่ยังมีเวลา
เขายังสามารถ
เลือกเส้นทางของตัวเองได้
—