บทที่ สิบ
หลังเสียงโห่ะโอย่างฮึกเหิมจางหยงหยวนก็เริ่มกล่าวตามพิธีต่อท่ามกลางลานกว้างคนเริ่มทยอยกันเข้ามาเนืองแน่นจากแรกๆ ที่แค่พอจะยืนกระจายห่างกัน
“ปีนี้มีผู้สมัครแข่งขันมากกว่าทุกปี ข้าจางหยงหยวนรู้สึกยินดีนัก”จางหยงหยวนนี่จากที่สังเกตของลู่อิงิแล้ว สมัยหนุ่มๆ คงเป็ผู้กล้าคนหนึ่งน้ำเสียงฟังกังวานและถึงขนาดเข้า่สูงวัยก็ยังแข็งแรงกำยำมากกว่าคนสูงวัยทั่วไปหรืออาจจะมากกว่าคนหนุ่มบางคนเสียอีก
“ในทุกๆปีรางวัลที่จะให้สำหรับผู้กล้าจะเป็อัญมณีสูงค่าที่พบจากเหมืองแร่ของเมืองแต่ในปีนี้ข้าได้จัดรางวัลพิเศษขึ้น”ผู้นำตระกูลจางหยุดพูดไปสักพักก็มีสาวรับใช้เดินขึ้นมาบนแท่นในมือถือบางสิ่งขึ้นมาด้วยจางหยงหยวนก็เปิดที่ครอบใสออกแล้วหยิบสิ่งนั้นยกขึ้นสูงเหนือหัวแล้วกล่าวต่อ
“นี่คือเศษดาวตกเมื่อเดือนก่อน ซึ่งข้าบังเอิญเก็บได้และในปีนี้ข้าจึงจะเปลี่ยนรางวัลเป็สิ่งนี้”สิ่งที่อยู่ในมือขนาดเล็กมากจนนางแทบมองไม่เห็นเพราะความที่ยืนห่างไกลลู่อิงิจึงแง้มเปิดถุงผ้าเพื่อตรวจให้แน่ใจว่าใช่ของจริงแน่ ซึ่งแก้วผลึกในถุงหอมของนางก็ส่องแสงระยิบขึ้นเฉกเช่นร้องรับเศษเสี้ยวส่วนอื่นเซียนน้อยเลยอมยิ้มมีความสุขในที่สุดก็เจอเสียที
สวีจ้าวหรงที่ยืนเยื้องห่างออกมาก็มองอยู่เช่นกันหากแต่เขาไม่ได้มองชายบนแท่นสูงกลางลานที่ถือเศษดาวกลับมองเซียนน้อยที่บัดนี้คงลืมตัวแสดงอาการดีอกดีใจเพียงเพราะเห็นสิ่งของที่้าโดยลืมไปแล้วว่าก่อนหน้ายืนตัวแข็งเกร็งขนาดไหนที่รู้ว่ามีเขาอยู่ใกล้ๆ
“นี่ไม่ใช่สิ่งเดียวสำหรับผู้ชนะในปีนี้เท่านั้น”หลังจากประโยคนี้ทั่วทั้งลานที่เงียบมาพักใหญ่ก็เริ่มโห่ร้องตอบรับดังกว่ารอบแรกเสียอีก เพราะใครๆ ก็มาเพื่อสิ่งนี้มากกว่าเศษดาวยกเว้นก็แต่ลู่อิงิคนเดียวกระมัง
“เงียบก่อนๆ”จางหยงหยวนถึงขั้นต้องยกมือปรามเสียงที่ดังไม่หยุดให้เงียบลงจะได้กล่าวต่อได้
“ปีนี้บุตรสาวข้าอายุได้สิบแปดปีพอดีเพราะฉะนั้นปีนี้ข้าจะขอให้ศึกชิงชัยประจำปีเป็การคัดเลือกคู่หมั้นให้นางแต่ข้าขอกำหนดกฎเพิ่มเติมเฉพาะปีนี้ต้องเป็ชายที่ไม่มีภรรยาแต่งอยู่ตอนนี้และอายุระหว่างสิบหกถึงสามสิบปีถ้าท่านคุณสมบัติตรงก็สมัครได้เลย”
พอดีเลยเชียวนะสวีจ้าวหรงมิน่าเขาถึงเพิ่มอายุให้ตัวเองเพราะจะได้มาลงสมัครได้นี่เองแต่มาขนาดนี้ทำไมไม่มาร่างเต็มอวดสายตาทุกคู่ไปเลยว่ารูปงามขนาดไหน เผลอๆสาวงามเลือกั้แ่ยังไม่แข่งอีกมั้ง
“แต่ข้าขอเตือนผู้กล้าทุกท่านก่อนว่าครั้งนี้การแข่งจะไม่เหมือนเช่นก่อนๆข้า้าผู้ชนะที่เก่งทั้งศาสตร์ศิลป์และกำลังเพราะฉะนั้นจะแบ่งการแข่งขันเป็สามรอบ หัวข้อจะไม่เหมือนกัน”
จากที่เคยเสียงเป็โห่ร้องฮึกเหิมเริ่มเป็เสียงบ่นเซ็งแซ่ที่การแข่งขันมีหลายขั้นตอน
“ถ้าทุกท่านไม่พอใจก็ถอนตัวได้ เพราะการแข่งครั้งนี้จะอาจอันตรายถึงชีวิตแต่ข้าขอยืนยันว่าคู่หมั้นบุตรสาวข้าต้องผ่านทุกด่านให้ได้”
ทั้งลานเงียบกริบไม่มีใครพูดอะไรอีกเพราะถ้าใครถอนตัวตอนนี้ไม่เท่ากับพวกขลาดตาขาวหรอกหรือไม่ไหวก็ต้องไหวต่อสู้สาวงามรออยู่!
“ฉะนั้นก่อนจบงานการเปิดศึกชิงชัยประจำปีและจะมีแข่งวันแรกพรุ่งนี้ยามอู่ข้าจะให้ทุกท่าได้พบบุตรสาวข้า จางเหยียนซี”ทั้งลานพลันเงียบกริบเมื่อจางหยงหยวนพูดจบ ไม่คาดว่าจะได้พบหญิงสาวที่ทุกคนที่รอคอยสายตาทุกคู่ในลานมองไปที่ทางออกประตูใกล้ลานอย่างใจจดใจจ่อจนมีหญิงสาวร่างบอบบางในชุดพลิ้วดั่งสายลมบริสุทธิ์เดินออกมา
นางเดินเนิบช้าแต่ล้วนตราตรึงลมหายใจชายทุกคนเหมือนจะขยับเข้าไปใกล้แท่นเพื่อจะได้ยลโฉมงามชัดขึ้นแต่อย่างไรก็คงไม่ชัดขึ้นหรอกเพราะนางใส่ผ้าบางสีขาวไว้ที่ครึ่งล่างของใบหน้าแต่ถึงเช่นนั้น้าก็ยังแสดงถึงความงดงามเหนือธรรมดาอยู่ดีดวงตาใสวาวได้รูปเรียกว่าตาหงส์ คิ้วเข้มดั่งคันศรงดงามจับตาขนาดลู่อิงิที่เป็หญิงยังหยุดหายใจมองพิจารณานางชักอยากรู้ว่าจังหวะเปิดตัวนางเอกเช่นนี้พระเอกจะมีสีหน้าอย่างไรกันนะ
เซียนน้อยที่ห้ามความอยากรู้ไม่ได้จึงค่อยๆขยับเอนตัวเล็กน้อย เอียงใบหน้าไปอีกหน่อยพยายามไม่ให้มีพิรุธแล้วมองด้วยหางตาแต่แค่เพียงเท่านั้นนางก็ต้องชะงัก
‘สวีจ้าวหรงกำลังมองนาง’
จอมมารไม่ได้แค่มองนางอยู่ก่อนแต่เมื่อกี้เราสองคนสบตากับพอดิบพอดีอีกด้วยแต่เป็ลู่อิงิที่รีบกลอกตากลับหนีสายตาเขาดั่งคนทำความผิดตอนนี้จึงมายืนใจเต้นรัวเพราะโดนจับได้ว่าแอบมองอีกฝ่ายว่าไปความจริงนางก็จับได้ว่าเขามองนางเช่นกันนี่จึงรีบสะบัดความคิดนั้นทิ้งตั้งสติหันกลับมองบนแท่นสูงแต่จางเหยียนซีก็ได้กลับลงไปเสียแล้ว
“สำหรับท่านที่ลงศึกชิงชัยพรุ่งนี้ยามอู่เชิญที่จวนตระกูลจาง”จางหยงหยวนประกาศอีกรอบก่อนจบการเปิดงานครั้งนี้ทุกคนที่เคยอยู่ทั่วบริเวณนี้ก็เริ่มแยกกันอย่างรวดเร็วได้ทีที่เซียนน้อยจะขอตัวแยกย้ายด้วยเช่นกัน
ลู่อิงิออกเดินจะกลับโรงเตี๊ยมแต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็อย่างที่นางหวังไว้ร่างเด็กหนุ่มของเสี่ยวหรงเดินตามนางมาด้วยเหมือนแต่ก่อนไม่มีผิด
“ท่านตามข้ามาทำไม?” ไม่ไหวแล้วนางต้องเอ่ยถามให้รู้เื่ไปเลยจะได้หยุดตามติดนางอย่างไร้เหตุผลเสียที
“ข้าขอค้างกับิเกอได้หรือไม่?”
“ไม่ได้!” ลู่อิงิเอ่ยปฏิเสธทันควัน จะมาค้างด้วยกันไม่ได้!เขาไม่ใช่เด็กน้อยแล้ว ยิ่งภายในด้วยแล้วยิ่งไม่ใช่ดีที่เขายังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วว่านางไม่ใช่ผู้ชายนับว่าโชคดีที่ไม่เคยหลุดไปก่อนหน้า แต่สวีจ้าวหรงยังคงพูดเยาะเย้ยนางน้ำเสียงดูสนุกสนานขนาดนี้ใครจะเห็นใจเขา
“ทำไมล่ะ..ิเกอ”บุรุษใกล้เข้าวัยสวมหมวกผู้นี่ส่งสายตาล้อเล่นมาพร้อมคำพูดหยอกเย้าชวนให้ไม่สบอารมณ์นิดๆแล้วนะ
“ก็ท่านไม่ใช่เด็กนี่ ข้าไม่เชื่อว่าท่านจะไม่มีเงินแม้สักตำลึง”
“ใจดำนัก..”
“ใช่ เช่นนั้นข้าขอตัว” ไม่อยู่ให้ต่อล้อต่อเถียงแล้ว เซียนน้อยหมุนตัวออกเดินนำหน้าไปแต่เขาก็ยังเดินตามมาอยู่ดีจนถึงโรงเตี๊ยมก็แล้วยังไม่หยุด
“ท่านหยุดตามข้าเสียที ข้าไม่สะดวกให้ท่านพักด้วยอีกจริงๆ”
“หืม? ว่าแต่ใครตามเ้าเซียนน้อยข้าพักที่นี่เช่นกัน”
“ห่ะ” กล่าวจบสวีจ้าวหรงก็เดินเข้าโรงเตี๊ยมไป คราวนี้เป็ฝ่ายลู่อิงิเดินตามบ้างเขาเดินนำไปทางเดียวกับห้องที่เสี่ยวเอ้อร์จัดให้นางจนขึ้นชั้นสองไปเขาก็หยุดที่หน้าห้องหนึ่งและห้องนั้นก็อยู่ถัดจากห้องของนางอีก
“ข้างห้องข้าคือห้องิเกอหรือนี่”สวีจ้าวหรงเอ่ยกับเซียนน้อยก่อนจะเปิดประตูก้าวเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูต่อหน้าต่อตานาง
มารดาเ้าเถอะ!ให้ตายสิ ทำไมมันบังเอิญขนาดนี้ เกินไปแล้วนะ์โรงเตี๊ยมก็ไม่ได้มีที่เดียวหรือถึงเหลือที่เดียวจริงห้องก็มีมากมายทำไมต้องอยู่ติดกัน
“แต่เอาเถอะ ไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันเสียหน่อย”ลู่อิงิลูบอกปลอบใจตัวเองก่อนจะเปิดประตูเข้าห้องตนเองบ้าง
วันต่อมาใกล้ยามอู่ตามที่จางหยงหยวนกล่าวว่าจะมีการแข่งรอบแรกลู่อิงิออกจากโรงเตี๊ยมมาแต่เช้าหลีกหนีมารหนุ่มข้างห้องทำให้มาถึงสถานที่ก่อนเวลาเกือบชั่วยามดีที่จวนของสกุลจางมีที่ต้อนรับผู้ลงแข่งขันชิงชัยไว้อยู่แล้ว มาถึงก็ไม่ต้องแกร่วรอเป็เ้าไม่มีศาล
ที่โถงรับรองถึงแม้ลู่อิงิคิดว่าตนเองมาเร็วแล้วแต่ก็มีบุคคลหนึ่งที่มาก่อนนางอีกลองสังเกตดูเขาเป็เหมือนบัณฑิตมากกว่าคุณชายเ้าสำราญหรือนักรบกล้าตามจำนวนคนส่วนมากที่ลงสมัครซึ่งดูน่าคบหาดีนางเลยเดินเข้านั่งใกล้ๆ ก่อนจะเอ่ยเริ่มบทสนทนา
“ท่านบัณฑิตมาถึงเร็วนัก ข้านึกว่าจะมีข้าคนเดียวเสียแล้วที่มาเวลานี้”
“อ่อ..ข้าบ้านอยู่ไกลน่ะคุณชาย เลยรีบมา กลัวจะไม่ทันยามอู่”เขาหันมาตอบนางอย่างเป็มิตร ดูไม่มีน้ำเสียงของการมองอีกฝ่ายเป็คู่แข่งสักนิด
“ฉะนั้นท่านก็เป็คนเล่อเฟิ่งอยู่แล้วหรือ”
“ใช่ขอรับ”
“ดีๆ ส่วนข้ามาจากที่อื่น พักอยู่โรงเตี๊ยมในเมือง”เมื่อลู่อิงิกล่าวจบจึงย้ายมานั่งตรงข้ามกันโดยไม่เอ่ยถามอนุญาตสักคำก่อนเริ่มต้นสนทนาจริงจังขึ้น“นามข้าลู่ิ..ท่านล่ะ”
“ข้าเย่เฉินไท่ เป็เกียรตินักที่ได้พบคุณชายลู่”ชายหนุ่มผู้นี้ช่างสุภาพนอบน้อมเพียงแค่เอ่ยแนะนำตัวก็ลุกขึ้นคำนับให้กันเสียแล้วนางจึงต้องยืนขึ้นรับตามมารยาท
“เช่นนั้นท่านก็ลงแข่งทุกปีเลยสิการแข่งขันเป็เช่นไรบ้างพอจะชี้แนะให้ข้าได้หรือไม่”เพราะการรบย่อม้าข่าวสาร รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
“ไม่เลย ข้าลงเป็ครั้งแรกคุณชาย ปกติข้าไม่ลงแข่งชิงชัยประจำปีหรอกข้าไม่ใช้ผู้กล้าได้แต่เป็ผู้ชมเท่านั้น”ซึ่งความจริงนางก็ไม่ได้อยากจะคิดเช่นนี้นะแต่เย่เฉินไท่ดูอ่อนด้านพละกำลังจริงๆถ้ามีการแข่งชิงชัยเป็การต่อสู้เขาได้ตกรอบแรกแน่ๆแสดงว่าครั้งนี้รางวัลเป็สิ่งที่ชายหนุ่ม้าจริงๆ เขาถึงได้ตัดสินใจลงแข่งเห้อ..ไม่ว่าจะผู้กล้าหรือนักปราชญ์ล้วนพ่ายหญิงงามทั้งนั้นสินะ
“เช่นนั้นพอจะบอกเป็ความรู้ได้หรือไม่ในปีก่อนๆ แข่งอะไรกันหรือ?”
“ถ้าบ่อยสุดก็เป็การต่อสู้ รองลงมาก็เป็ตอบปัญหาวัดความรู้ แต่ผู้ชมอย่างชาวบ้านทั่วไปมักไม่ชอบจึงมีน้อยมากขอรับ”
จริงด้วย..อย่างที่คิดไม่ผิดแล้วถ้าการแข่งขันเป็การต่อสู้กับมนุษย์ปกติทั่วไปนางไม่หวั่นอยู่แล้วท่ามกลางผู้สมัครคงไม่มีพวกผู้ดีไม่เผยตัวอีกหรอกนะนอกจากพระเอกของเื่เพราะฉะนั้นคงผ่านรอบการต่อสู้ได้ไม่ลำบากนัก
ลู่อิงินั่งสนทนาอยู่กับเย่เฉินไท่พักใหญ่ๆก็เริ่มมีผู้อื่นมาถึงโถงรับรองบางแล้วคนใหม่ที่เข้ามาแต่ละคนล้วนหน้าขึงตึงมองประเมินคู่ต่อสู้ไม่มีไมตรีให้กันสักนิดจนกระทั่งบุรุษน้อยอย่างเสี่ยวหรงก้าวเข้ามาบรรยากาศถึงเริ่มเปลี่ยนใบหน้าเด็กหนุ่มยิ้มแย้มเดินเข้ามาก็ตรงปรี่มาทักทายเซียนน้อยอย่างนางทันที
“ิเกอข้าสู้อุตส่าห์รอที่หน้าโรงเตี๊ยมหวังจะเดินมากับท่านเหตุใดถึงรีบมาเช่นนี้?” น้ำเสียงน้อยใจนี่คืออะไรเ้าไม่ใช่เสี่ยวหรงแล้วนะหยุดทำตัวเช่นนี้ทีเพราะนางรับไม่ได้..แบบที่แสร้งเป็หนุ่มน้อยอารมณ์ดี
“เออท่าน..เออเสี่ยวหรง..ข้าหมายถึงเ้าช่วยอย่าส่งเสียงดังนัก”ลู่อิงิพูดตะกุกตะกักไม่รู้ว่าควรเรียกจอมมารผู้นี่ว่าอย่างไรดีเพราะตอนนี้ทุกคนในโถงรับรองหันมามองทั้งสองกันหมดแล้วปกติมีแต่คนเล็งเขม่นใส่กันแต่เด็กหนุ่มคนนี้เดินยิ้มร่ามาถึงก็ทำเหมือนรู้จักกับอีกคนเป็อย่างดี
“ได้ขอรับิเกอ”ว่าจบเขาก็ทรุดตัวนั่งลงที่ม้านั่งตัวเดียวกับนางทั้งที่ม้านั่งมีเยอะแยะไม่รู้จะมานั่งด้วยกันทำไมสำหรับลู่อิงิกล่าวได้เลยว่าลำบากใจจะพูดอะไรมากก็ไม่ได้มีเย่เฉินไท่นั่งฟังอยู่ด้วยจึงต้องทำเป็ยอมรับว่ารู้จักกัน
แต่จากสายตาผู้ลงชิงชัยคนอื่นกลับมองว่าทั้งสองเล่นพรรคพวกอยู่คงหวังพากันมาลงสมัครจะได้ช่วยกันสินะ
หลังจากสวีจ้าวหรงมานั่งร่วมวงสนทนาระหว่างลู่อิงิและเย่เฉินไท่เขาก็ไม่ทำอะไรนอกจากมองจ้องบัณฑิตเบื้องหน้าด้วยตาแข็งๆจนคนถูกมองรู้สึกเกร็ง คนอื่นๆ น่ะส่วนมากถ้าจะมองประเมินคู่แข่งก็จะแอบๆมองแต่นี่เรียกจ้องมากกว่า ทั้งยังจ้องเพียงแค่ชายบัณฑิตผู้อ่อนแอคนเดียว
“เสี่ยวหรงหยุดจ้องท่านเย่เฉินไท่แบบนั้นได้ไหม”เป็ลู่อิงิที่ทนไม่ไหวช่วยเอ่ยเตือน คนหนึ่งก็นั่งเกร็งคนหนึ่งก็จ้องจะกินเืกินเนื้อ นางรู้ว่าสวีจ้าวหรงคงหวงจางเหยียนซีคนงามแต่คนที่ชนะการแข่งขันนี้ในนิยายไม่ใช่เขานางอยากจะบอกเหลือเกินจะได้ไปกินเืศัตรูได้ถูกคน
“ข้าห่วงท่านะขอรับิเกอ คนผู้นี้คิดจะมาตีสนิทิเกอแน่ๆไม่รู้แอบมีแผนร้ายหรือไม่” ใครมีแผนร้ายกับใครกันแน่ นางกำลังหลอกถามเย่เฉินไท่อยู่ไม่ใช่เขาหลอกนางและแผนร้ายสุดก็คงไม่ใช่บัณฑิตหน้าละอ่อนคนนี้แน่
“โธ่ ข้ามิกล้าหรอก” เมื่อได้ยินเช่นนั้นอาการเกร็งของเย่เฉินไท่ก็หายไปเด็กหนุ่มคนนี้ไม่รู้เป็อะไรกับคุณชายลู่แต่เขาแสดงอาการเป็คงห่วงกันเย่เฉินไท่เลยหันไปเอ่ยวาจากับลู่อิงิอย่างสบายๆ“แต่เสี่ยวหรงเป็ห่วงคุณชายมากเลยนะ”
“อ่า คง..”
“ไม่ได้ เ้าห้ามเรียก” ยังไม่ทันที่ลู่อิงิจะกล่าวประโยคจบสวีจ้าวหรงก็เอ่ยแทรกมาก่อนด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์และขุ่นเคืองพร้อมแววตาน่ากลัวกว่าเดิมมากนักไปที่บัณฑิตหนุ่ม“เ้าไม่ได้รับอนุญาตให้เรียกข้าเช่นนั้น”
“หะ..ขะข้า” บัณฑิตหนุ่มตอบเสียงฝืดคอเพราะอาการคอแห้งกะทันหันสายตาคมจ้องลึกมาเมื่อครู่น่ากลัวจนถึงกระดูกเขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเหมือนโดนอะไรหนักๆ มาข่มกดเอาไว้ขยับตัวแทบไม่ได้ทั้งที่อีกฝ่ายเป็เพียงเด็กอายุสิบหก
ส่วนลู่อิงิเห็นบรรยากาศเมื่อครู่นางก็รู้ดีว่าคืออะไรผู้มีพลังปราณสูงส่งพลังกดผู้ที่ปราณต่ำกว่าให้รู้สึกอยู่ใต้อำนาจอีกฝ่ายยิ่งเขาเป็มนุษย์ธรรมดาด้วยยิ่งไม่แปลกที่แค่คำพูดก็ฝืดคอขนาดนั้น
แสดงให้เห็นว่าสวีจ้าวหรงคงอารมณ์ไม่ดีเข้าเสียแล้วที่โดนเย่เฉินไท่เรียกเสี่ยวหรงแต่ว่าทำไมกับนางเขาถึงปล่อยไปล่ะ เห้อ..จิตใจจอมมารยากแท้หยั่งถึงเสียจริง
ส่วนลู่อิงิที่รับบทคุณชายอารมณ์ดีไม่อาจจะนั่งอยู่ท่ามกลางปีบรรยากาศอึมครึมเช่นนี้ได้จึงต้องออกต่อเปลี่ยนบทสนทนา“เขาไม่ค่อยชอบให้ผู้อื่นเรียกเช่นนั้นน่ะ ท่านเย่ก็อย่าถือสาเลย”
“จริงด้วย ข้าก็ไร้มารยาทนัก พึ่งพบกันเรียกเช่นนั้นไม่เหมาะจริงๆคุณชายหรงโปรดให้อภัย” บัณฑิตหน้าอ่อนถึงกับยกมือคารวะ
แต่สวีจ้าวหรงไม่แม้แต่ขยับเขยื้อนไม่เอ่ยตอบหรือส่งสัญญาณใดๆลู่อิงิจึงต้องออกหน้าเองอีกครั้ง “เขาไม่คิดมากหรอก จากนี้ก็สบายๆ ได้เลย”
หลังจากที่อาการหวาดหวั่นหายไปเย่เฉินไท่พยายามกลับมาพูดคุยให้เหมือนเดิมเขาจึงเอ่ยถามทั้งสองอีกครั้ง “เช่นนี้พวกท่านก็มาลงแข่งด้วยกันหรือ?”
“มิใช่อยู่แล้วท่านเย่เราเพียงแค่รู้จักกันผิวเผินเท่านั้นไม่ได้มาลงแข่งด้วยกันแน่นอน”ลู่อิงิรีบปฏิเสธกลัวอีกฝ่ายจะเข้าใจว่านางเล่นพรรคพวกจะเอาชนะในศึกชิงชัยครั้งนี้สวีจ้าวหรงทำภาพลักษณ์คุณชายลู่เสียหมดแล้ว
ราวๆครึ่งชั่วยามในที่สุดก็ได้เวลาของการแข่งขันสาวรับใช้เดินเข้ามาเชื้อเชิญผู้เข้าแข่งขันทุกคนในโถงรับรองให้ตามไปที่สถานที่ใช้ในการแข่งสำหรับวันแรก
ลู่อิงิเดินผ่านเรือนเล็กเรือนใหญ่มากมายที่อยู่ภายใต้จวนของสกุลจางจนมาถึงลานกว้างที่จัดเตรียมเอาไว้ที่นั่นมีโต๊ะและม้านั่งหลายสิบตั้งวางซึ่งคงเป็ของผู้แข่งขันส่วนบริเวณรอบนอกที่มีการกั้นเอาไว้ก็เป็ที่ของผู้ชมชาวบ้านได้เข้ามาดูการแข่งขันโดยจางหยงหยวนยืนรออยู่แท่นกลางลานขณะที่ทุกคนค่อยๆ ทยอยเข้าไป
“ขอต้อนรับผู้ลงชิงชัยทั้งสี่สิบสองท่านสู่การแข่งขันรอบแรก”ผู้นำสกุลจางกล่าวเสียงกังวาน
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”เย่เฉินไท่ยกมือคำนับนางและสวีจ้าวหรงเมื่อเข้ามาถึงกลางลานเพื่อจะเดินเข้าไปประจำที่ตามโต๊ะแต่ละตัวที่มีชื่อผู้แข่งขันอยู่และโต๊ะของนางก็อยู่ติดกับของร่างเด็กหนุ่มอย่างเสี่ยวหรงอีกครั้งน่าจะเพราะเรียงตามการสมัครแน่ๆ
“ข้าขออธิบายกฎของการแข่งเล็กน้อยก่อนที่จะเริ่มกันโดยการแข่งจะแบ่งเป็สองรอบเพื่อเก็บแต้มผู้ที่มีแต้มสูงสุดสี่ท่านจะได้แข่งในรอบสุดท้าย และจะมีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวในรอบที่สามรอบสุดท้าย”เ้าตระกูลจางเว้นไปสักครู่เพื่อให้สาวรับใช้นำของในถาดกว้างขึ้นมาส่งบนแท่นถึงกล่าวต่อ
“รอบนี้จะมีการคัดผู้มีความสามารถด้านกรองศาสตร์และศิลป์และจะมีผู้เข้ารอบเพียงหกสิบท่านเท่านั้น ส่วนผู้ชนะสามคนแรกจะได้รับแต้มในรอบนี้ลดหลั่นกันลงมาสำหรับโจทย์ที่จะใช้ในการตีความผลงานและการตัดสินครั้งนี้คือหญิงสาวนั้นเอง”เมื่อโจทย์ที่ใช้ในการแข่งถูกเอ่ยจบตอนนั้นเองหญิงงามนามจางเหยียนซีก็เดินออกมาพร้อมๆ กันนางเดินไปนั่งอยู่ที่ศาลาด้านข้าง ทำให้คำว่า ‘หญิงสาว’ หมายถึงอะไรไม่ได้อีก
ลู่อิงิมั่นใจทั้งสิบส่วนว่าโจทย์หมายถึงหญิงสาวนามจางเหยียนซีนั้นเองจะให้ตีความอะไรได้อีกมาขนาดนี้แล้ว
“พวกท่านจะเขียนอักษร แต่งกลอน บทความ วาดภาพสามารถทำสิ่งใดก็ได้ตามที่ถนัด โดยผู้ชนะทั้งสามของรอบนี้ ข้าและบุตรสาวจะคัดเลือกเอง”ขณะพูดจางหยงหยวนผายมือไปที่บุตรสาว
ตำแหน่งการจัดผู้เข้าแข่งขันรอบนี้ทำให้ลู่อิงิอยู่ใกล้กับจางเหยียนซีมากขึ้นและเห็นนางชัดขึ้นนับั้แ่ก้าวเข้ามาในลานสายตาของหญิงงามลอบมองสำรวจผู้ลงชิงชัยว่ามีใครบางนั้นลู่อิงิเห็นชัดเจนตอนแรกคิดว่าสายตาเหยียนซีจะไปหยุดที่พระเอกอย่างสวีจ้าวหรงอยู่นานจนเกิดจังหวะตกหลุมรักที่เคยดูซีรีส์สมัยอยู่โลกเก่าแม้เขาจะเป็เด็กหนุ่มวัยสิบหกแต่ก็รูปงามโดดเด่นที่สุดในที่นี้อยู่ดีแต่เปล่าเลย..สายตานางมองไปที่เย่เฉินไท่บัณฑิตหนุ่มคนแรกและหยุดสายตาที่เขา
ลู่อิงิคิดแล้วก็สงสัยบัณฑิตฐานะธรรมดาทำไมถึงน่ามองนักแม้แต่คนที่จะเป็คู่หมั้นเลวทรามผู้ชนะการแข่งขันของนางในนิยายต้นฉบับก่อนพระเอกจะมาช่วยเหลือนางยังไม่มองด้วยซ้ำหรือว่าจะมีอะไรในนิยายไม่ได้กล่าวเอาไว้?