เมื่อกลับถึงสวนแห่งวิญญาณก็เป็นเวลาดึกมากแล้ว
แต่เมื่อเย่เฉินเดินเข้าไปด้านในก็พบว่าตรงกลางสวน หู่หวายังไม่เข้านอนเขากำลังนั่งดูดซับพลังปราณวิญญาณฟ้าดินอยู่บนฟูกรองนั่ง
หลังจากพินิจดูอย่างละเอียดเขาก็พบว่าระดับการฝึกตนของหู่หวาได้รวบรวมถึงขั้นรวมพลังชั้นที่หนึ่งแล้ว
“ช่างเป็นเด็กน้อยที่ขยันเสียจริง”เย่เฉินอมยิ้ม
เมื่อได้ยินเสียงหู่หวาก็ลืมตาขึ้น เมื่อเขาเห็นเย่เฉินจึงรีบลุกขึ้นทันที “พี่ใหญ่ท่านกลับมาแล้ว”
“รู้สึกอย่างไรบ้าง”เย่เฉินตบเบาๆ ที่ไหล่ของหู่หวา
“รู้สึกดีมากเลย”หู่หวายิ้มขึ้นเผยให้เห็นฟันขาวเรียงเป็นแถว เขาช่างดูใสซื่อบริสุทธิ์แสดงทุกอย่างออกมาจากความรู้สึกที่แท้จริงจากใจของเขา“ข้ารู้สึกว่าทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยพลัง อีกทั้งความหิวของข้าก็เพิ่มขึ้นมากด้วย”
“ในอนาคตมันจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นอีก”เย่เฉินยิ้มขึ้นด้วยความพอใจ จากนั้นจึงหยิบขวดน้ำยาวิญญาณออกมาสามขวดแล้วยื่นให้กับหู่หวา“ใช้สามหยดทุกๆ หนึ่งชั่วยาม จำกัดสูงสุดแค่สามหยดไม่ว่าจะอย่างไรก็ห้ามดื่มมากกว่านี้”
“ขอบคุณพี่ใหญ่”หู่หวาตื่นเต้นเป็นอย่างมาก และยังไม่ลืมที่จะเช็ดขวดด้วยแขนเสื้อของเขา
“หากใช้หมดแล้วก็บอกข้านะ”
“ขอรับ”หู่หวาพยักหน้า จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังเย่เฉินด้วยดวงตากลมโต “พี่ใหญ่ข้าจะไปฝึกตนที่ภูเขาวิญญาณเหมือนท่านได้ไหม”
เย่เฉินนิ่งคิด
ในฐานะศิษย์ของสำนักเขารู้ดีถึงอันตรายภายในสำนัก หากว่าอ่อนแอก็จะถูกรังแก หากแข็งแกร่งก็จะถูกอิจฉาแผนการชั่วร้ายต่างๆ ก็จะยิ่งมากขึ้นจนยากที่จะรับมือได้
หู่หวาเป็นเด็กที่มีความซื่อมากคนหนึ่งจะไปเข้าใจเรื่องตลบตะแลงพวกนั้นได้อย่างไรเขายังไม่ต้องการให้เด็กคนนี้ต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านั้นก่อนเวลาอันควร
“ข้าก็แค่อยากจะไปชื่นชมบรรยากาศของโลกข้างบนนั้น”เมื่อเห็นเย่เฉินนิ่งเงียบไปไม่ส่งเสียง หู่หวาก็ก้มหน้าลง
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของหู่หวาแม้ว่าเย่เฉินจะแอบถอนหายใจอยู่ในใจ แต่การแสดงออกนั้นยังคงมีรอยยิ้มลูบศีรษะของหู่หวา และบอกไปว่า “เจ้าเตรียมตัวไว้ พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าขึ้นไป”
“จริงหรือ?” หู่หวาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
“ไปเถอะ!”
“อือๆ”
หู่หวาวิ่งไปยังห้องเล็กๆของตนเองด้วยความตื่นเต้นอย่างมาก
เฮ้อ!
หลังจากหู่หวาออกไปแล้วเย่เฉินก็แอบถอนหายใจขึ้นอย่างอดไม่ได้ “ไม่รู้จริงๆว่าการช่วยให้เจ้ากลายเป็นผู้ฝึกตนคนหนึ่ง จะเป็นเรื่องที่ถูกหรือผิดกันแน่”
ท้ายที่สุดก็เหลือบมองไปยังห้องของหู่หวาจากนั้นเย่เฉินก็รักษาอาการบาดเจ็บให้กับสัตว์วิญญาณอย่างเสี่ยวอิงอีกครั้งและอาศัยช่วงมืดสนิท เดินเข้าไปยังห้องของจางเฟิงเหนียนนำน้ำยาวิญญาณหยกหนึ่งขวดเข้าไปยังร่างกายของเขาเพื่อช่วยให้ความอบอุ่นหล่อเลี้ยงร่างกายของเขา
เมื่อทำสิ่งนี้เสร็จเย่เฉินก็กลับไปยังห้องของตนเอง นำน้ำเต้าม่วงทองออกมาวางไว้ที่หัวเตียงเพื่อให้มันดูดซับพลังวิญญาณด้วยตัวมันเอง
จากนั้นเขาจึงหลับตาลง เคลื่อนลมปราณไปทั่วร่างกายเพื่อกลั่นหลอมร่างกาย
วันรุ่งขึ้นท้องฟ้ายังไม่ทันจะสว่าง เขาก็เดินออกมาจากห้อง
ในสวนหู่หวาลุกขึ้นมาตั้งนานแล้ว พร้อมกลับเปลี่ยนชุดที่สะอาด
“ขึ้นไปด้านบนจะต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัดอย่าให้เกิดเรื่องเดือดร้อน จำเอาไว้ว่าจะต้องรีบกลับลงมาให้เร็ว”จางเฟิงเหนียนกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่า เนื่องจากกลัวว่าหู่หวาจะถูกรังแก
เย่เฉินเดินเข้ามาอย่างช้าๆแล้วพูดขึ้น “ท่านวางใจเถอะ ข้าจะดูแลเขาให้ดี”
หลังจากรับประทานอาหารเช้ากันอย่างเร่งรีบเย่เฉินและหู่หวาก็เดินทางออกจากสวนแห่งวิญญาณโดยมีสายตาที่กำลังมองส่งพวกเขาของจางเฟิงเหนียน
ครั้งแรกของการขึ้นไปยังภูเขาวิญญาณของสำนักเหิงเยว่ดวงตาที่กลมโตของหู่หวาก็มองไปรอบๆ ไม่หยุดหย่อน ยอดเขาที่สูงตระหง่านตำหนักอันสง่างาม ต้นไม้วิญญาณที่เปล่งแสงระยิบระยับเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ในสายตาของเขา
ภูเขาวิญญาณของสำนักเหิงเยว่ในวันนี้ดูแล้วเหมือนว่าคนส่วนใหญ่จะออกไปดูดซับพลังวิญญาณกันอยู่
บางทีนี่อาจจะเป็นจุดสิ้นสุดของความชุลมุนระหว่างศิษย์ของสามยอดเขาหลักไม่มีความตื่นเต้นใดๆ ให้ชม ทำให้ทุกคนต้องกลับไปสู่การฝึกตนหรือบางทีก็อาจจะเป็นเพราะอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าจะเป็นการประลองของสำนักนอกจึงทำให้พวกเขารู้สึกกดดันและยิ่งต้องฝึกตน
แต่เมื่อเย่เฉินมาถึง ก็ยังคงเป็นที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนจำนวนมาก
เจ้าศิษย์ฝึกหัดคนนี้ตั้งแต่มาสำนักเหิงเยว่ ก็ได้ทำสิ่งที่น่าตกใจเอาไว้มากมายไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับจ้าวหลงที่ลานเมฆวายุการเผชิญหน้ากับยอดเขาตี้หยางอีกทั้งการเล่นงานเว่ยหยางจนพิการหรือจะเป็นเรื่องตอนถูกลงโทษที่วิหารประกาศิต...
“ทำไมเขาถึงพาหู่หวามาด้วยทำไมถึงได้กล้าฝ่าฝืนกฎอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้?”
“เจ้าตาบอดหรือไง! นั้นมันเจ้าเด็กน้อยหู่หวา พลังปราณในร่างกายยังผันผวน”
“สามารถฝึกตนได้แล้วหรือ?”
“เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจจริงๆ!”
เย่เฉินไม่สนใจกับบทสนทนาที่อยู่รอบตัวเขาจูงมือหู่หวาค่อยๆ เดินผ่านพวกเขาไป
ในทางตรงกันข้ามเมื่อหู่หวาได้เผชิญกับคำพูดและการชี้นิ้วมาจากรอบด้านแบบนี้ก็ได้แต่เดินตามเย่เฉินไปอย่างขี้ขลาด ไม่กล้าที่จะเคลื่อนไหวอะไรเลย
“ไม่ต้องกลัว”เย่เฉินยิ้มเล็กน้อย
“ข้า...ข้าไม่กลัว”
หลังจากผ่านโค้งไปมากมายเย่เฉินก็พาหู่หวามาถึงหอจิ่วชิงเมื่อมาถึงที่แห่งนี้เขาก็ต้องทำป้ายประจำตัวให้กับหู่หวาเสียก่อน
ในห้องโถงยังคงเป็นผู้อาวุโสชิงอีผู้เดิม
เมื่อเห็นว่าเย่เฉินกำลังเข้ามาผู้อาวุโสชิงอีก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขึ้น
“เจ้าหนุ่มข้าตาไม่ถึงจริงๆ”
ผู้อาวุโสชิงอียังคงจำภาพเหตุการณ์วันนั้นตอนเย่เฉินมาที่นี่เป็นครั้งแรกได้โดยประมุขของสามยอดเขาหลักก็อยู่ด้วยแต่เขากลับถูกปฏิเสธที่จะรับเข้าเป็นศิษย์ด้วยเหตุผลที่ว่าเขามีความสามารถที่ด้อยเกินไป
เพียงแต่เหตุการณ์ใหญ่โตในแต่ละครั้งที่ผ่านมามันทำให้เขาต้องประหลาดใจจริงๆว่าศิษย์ฝึกหัดคนหนึ่งที่ประมุขของสามยอดเขาหลักไม่รับเข้าเป็นศิษย์นั้นนึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะมีพรสวรรค์อันน่าอัศจรรย์ใจเช่นนี้ซึ่งมันก็ทำให้ใครหลายคนต่างต้องเสียใจภายหลัง
“ผู้อาวุโสกล่าวเกินจริงแล้ว”เย่เฉินยิ้ม
พูดจบเขาก็พาหู่หวามาด้านหน้า แล้วพูดขึ้นว่า “ผู้อาวุโส เขาชื่อหู่หวาจะมาทำบัตรประจำตัว”
เอ๊ะ?
เมื่อได้ยินเช่นนี้ผู้อาวุโสชิงอีก็จ้องไปยังหู่หวา
เขามองดูพลางยกแขนเล็กๆของหู่หวาขึ้นลง เขาเคยดูผิดพลาดไปแล้วครั้งหนึ่งจึงไม่อยากให้เกิดความผิดพลาดอีกเป็นครั้งที่สอง
เพียงแต่ครั้งนี้เมื่อเขาพินิจดูอย่างละเอียดแล้ว ด้วยพรสวรรค์และความถนัดของหู่หวานั้นยังถือว่าค่อนข้างธรรมดาและเมื่อเทียบกับเย่เฉินในตอนนั้นแล้วยังนับว่าห่างไกลกันมาก
“เสี่ยวหู่เจ้ายังเป็นได้เพียงศิษย์ฝึกหัดเท่านั้น” จากนั้นผู้อาวุโสชิงอีจึงมองไปยังหู่หวาแล้วถามขึ้น “เจ้ายินดีหรือไม่?”
อือๆ!
หู่หวาพยักหน้าอย่างรวดเร็ว“ท่านปู่ ขอเพียงแค่สามารถฝึกตนบนเขาแห่งนี้ได้ จะให้ข้าเป็นอะไรก็ได้”
ผู้อาวุโสชิงอีหัวเราะและเดินเข้าไปด้านใน
ไม่นานเขาก็ออกมาพร้อมกับถุงเก็บของ
เย่เฉินช่วยรับถุงเก็บของแทนหู่หวาจากนั้นก็ประสานมือคารวะผู้อาวุโสชิงอี “ผู้อาวุโส รบกวนท่านแล้ว”
เมื่อพูดจบเย่เฉินก็กำลังจะหันกลับไป แต่ผู้อาวุโสชิงอีกลับเรียกหยุดเขาไว้เสียก่อน
“เจ้าหนุ่มหากสิ้นสุดเวลาการฝึกหัด เจ้ายินดีจะเป็นศิษย์ของข้าชิงอีหรือไม่”ผู้อาวุโสชิงอีโยนกิ่งมะกอกออกมาให้เขา
สำนักเหิงเยว่มีกฎแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรไม่ว่าจะเป็นสามยอดเขาหลักหรือผู้อาวุโสแห่งหอใหญ่ต่างๆ ล้วนแต่สามารถรับศิษย์ได้และคำพูดของผู้อาวุโสชิงอี ก็คือการรับเย่เฉินเข้าสู่หอจิ่วชิงของเขา
“ขอบคุณที่ผู้อาวุโสเห็นความสามารถเมื่อการฝึกหัดสิ้นสุดลง ข้าจะพิจารณาดูอีกครั้ง” เย่เฉินอมยิ้มไม่ได้ตอบตกลงและก็ไม่ได้ปฏิเสธเสียทีเดียว
“ข้าจะรอคำตอบของเจ้า”
เย่เฉินพยักหน้าเบาๆและพาหู่หวาเดินออกจากหอจิ่วชิง
เบื้องหน้าเขาได้พบกับคนคุ้นเคยคนหนึ่ง ที่หากจะพูดให้ถูกก็คงต้องเรียกว่าเป็นศัตรูกันมากกว่า
คนผู้นั้นอยู่ในชุดคลุมสีขาวสง่างามมีความสง่างามราวกิ่งหยก มุมปากที่ดูขี้เล่นและกะล่อนจนคนรู้สึกรังเกียจเมื่อมองดูแล้ว เขาคือฉีเฮ่าคนที่เคยแอบจู่โจมเขาที่ภูเขาด้านหลังไม่ใช่หรือ?
เฮ้อ!
เมื่อได้เจอกับเย่เฉินฉีเฮ่าจึงยิ้มขึ้นอย่างขี้เล่น “โลกนี้ช่างแคบจริงๆ เลย! ไม่ว่าจะไปทางไหนก็เจอกับคนไร้ค่าอย่างเจ้าไปทุกที่เลย”
เย่เฉินมองเขาอย่างเย็นชาเดิมทีอยากจะลากฉีเฮ่าไปยังลานเมฆวายุ แต่หลังจากคิดทบทวนดีแล้วเขาจึงล้มเลิกความคิดนั้นไว้ก่อน นั่นเป็นเพราะหู่หวามากับเขาด้วยเขาจึงไม่ต้องการให้เด็กคนนี้เห็นฉากนองเลือดมากเกินไป
“ทำไม? แส้อัคนีนี้ถึงไม่ฟาดเจ้าให้ตาย?”ฉีเฮ่ายิ้มอย่างเหยียดหยาม
เขาไม่ได้มาตัวคนเดียวแต่ข้างกายยังมีเด็กคนหนึ่งมาด้วยนามว่า ฉีอวิ๋น เขามีอายุไล่เลี่ยกับหู่หวาแต่กลับมีความยิ่งผยอง ชำเลืองมองมายังหู่หวาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ“อ่อนแอจริงๆ”
เมื่อถูกเด็กน้อยฉีอวิ๋นจ้องมองหู่หวาก็ลดศีรษะลงด้วยความรู้สึกที่ด้อยกว่า ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ชีวิตระดับการบ่มเพาะฝึกตน อุปนิสัยและพรสวรรค์ ก็ล้วนแต่ห่างไกลกับฉีอวิ๋นทั้งสิ้น
เย่เฉินจึงดึงตัวหู่หวามาแล้วเดินจากไปพร้อมกับคำพูดที่ไม่แยแสกลับไปว่า
“ฉีเฮ่าพรุ่งนี้ ข้ารอเจ้าที่ลานเมฆวายุ”