"นี่…นะรึ อานุภาพของกระบี่เทพมารราคะ.." เจินหนานจงตกตะลึงเหงื่อกาฬแตกทั่วร่าง ก่อนกล่าวออกมา หยางกงอี้ เองก็แสดงความตกใจอยู่หลายส่วนบนใบหน้าเช่นกัน ก่อนที่รอยยิ้มแห่งความยินดีของมันจะปรากฏขึ้นมาแทน
"ใช่แล้ว หนานจง นี่แหละพลังของกระบี่วิเศษในตำนานที่ข้าสืบเสาะหามาเป็นแรมปี พวกเจ้าทุกคนจงสั่งคำสั่ง! ใช้ทุกอย่างที่พวกเจ้ามี สังหารไอ้หนูนั้น และนำกระบี่มามอบให้ข้า ผู้ใดทำสำเร็จข้ามอบรางวัลให้อย่างงาม"
หยางกงอี้เอ่ยสั่งออกมาเสียงดังกึกก้อง พร้อมกับชี้นิ้วมาที่ เว่ยเซี่ย แต่ทว่า…กลับมิมีผู้ใดกล้าที่จะขยับตัวไปข้างหน้าแม้แต่ก้าวเดียว หลังจากที่ได้เห็นภาพของ ทูตซ้ายเอี้ยวเอี้ยงถูกปราณกระบี่เทพมารราคะผ่าร่างจนสลายเป็นฝุ่นไปในพริบตาเดียว และพอหยางกงอี้เห็นเช่นนี้ มันก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก
"พวกเจ้า…กล้าขัดคำสั่งของข้ากระนั้นรึ? ดูท่าทางคงอยากจะตามไปอยู่กับเจ้าเอี้ยงเอี้ยงในปรโลกกันสินะ…" หยางกงอี้กล่าวขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก แววตาของมันฉายความอำมหิตออกมาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งก็แปลได้ง่าย ๆ ว่า ผู้ใดที่ไม่ทำตามคำสั่งของมันที่เป็นประมุขของพรรค ผู้นั้นย่อมมีโทษสถานเดียวคือ..ตาย
และในเมื่อพวกมันทุกคนถูกบีบให้จนตรอก จึงมีแต่ต้องบุกเข้ามาสังหารเว่ยเซี่ย และชิงกระบี่กลับมาให้หยางกงอี้เท่านั้น
เว่ยเซี่ยเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นเช่นกัน นอกจากจะต้องสู้กับคนของพรรคมารราคะทุกคน เพื่อเอาชีวิตรอด และปกป้อง สอง เมียลูก เอ๊ย! สองแม่ลูกด้านหลังของมัน
"ท่านป้าเย กับน้องถิงถิง หลบอยู่ด้านหลังของข้าเอาไว้นะ…" เว่ยเซี่ยหันไปกล่าวกับสตรีทั้งสอง ก่อนจะหันมากระชับกระบี่ในมือเพื่อเตรียมต่อสู้ ซึ่งเยเหนียงก็พยักหน้า พร้อมกับส่งเสียง อืมส์ สั้น ๆ และใช้สองแขนโอบกอดบุตรสาวไว้แนบกาย แต่ในยามนั้น เว่ยเซี่ยกลับรู้สึกแปลก ๆ อยู่นิดหน่อย เหตุใดสองแม่ลูกคู่นี้จึงมิได้แสดงอาการเสียใจเลยแม้แต่น้อย เมื่อเห็นเอี้ยงเอี้ยงถูกมันสังหารลงไปต่อหน้าต่อตาเมื่อสักครู่
บางที่พวกนางอาจจะมีความลับบางอย่างที่ยังไม่ได้บอกก็เป็นได้ เว่ยเซี่ยครุ่นคิดในใจ ก่อนที่เลิกคิด และหันไปเพ่งสมาธิไปที่การต่อสู้ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีที่จะถึง
ยามนี้เบื้องหน้าของมันมีทั้งทูตขวา สองผู้อาวุโส และ 4 ไม่สิ 3 ผู้คุ้มกฎ กำลังพุ่งทะยานเข้ามา ซึ่งทุกคนล้วนแต่มีวรยุทธ์สูงส่งกันทั้งนั้น ไหนจะพวกศิษย์ของพรรคมารราคะอีกเป็นนับร้อย ๆ คน พอเห็นภาพแบบนี้ เว่ยเซี่ยเองก็นึกหวั่นใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน แม้มันจะได้เห็นฤทธิ์เดชของกระบี่เทพมารราคะ มาเมื่อสักครู่นี่แล้วก็ตาม
"อย่าได้ตื่นกลัวไปไอ้หนู แม้นพวกมันทุกคนจะมีวรยุทธ์ร่วมกันแล้วดูน่าเกรงขามแค่ไหน แต่ถ้าเจ้า โจมตีครั้งสุดออกไปล่ะก็ ข้ารับรองว่าพวกมันได้ไปปรโลกกันหมดแน่…"
เสียงของกระบี่เทพมารราคะดังขึ้นในหัวของเว่ยเซี่ยอีกครั้ง แต่คำกล่าวของมันดูแปลกประหลาดเป็นยิ่งนัก "โจมตีครั้งสุดท้ายกระนั้นรึ? เจ้าหมายความว่าอย่างไร" เว่ยเซี่ยขมวดมุ่นคิ้วด้วยความฉงนก่อนจะเอ่ยปากถามมันกลับ เจ้ากระบี่เทพมารราคะนิ่งเสียงไปเล็กน้อย ก่อนที่มันจะเริ่มตอบเว่ยเซี่ยกลับ
แต่ทว่า…ยังมิทัน ที่มันจะได้บอก ก็มีเสียงหัวร่อของใครบางคนดังขึ้นมาจากบนเนินเขาใกล้ ๆ กัน
"ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ เป็นเช่นไรบ้างไอ้หนู ท่าทางเจ้าจะหายดีแล้วสินะ แถมยังดูแข็งแกร่งขึ้นอีกหลายเท่า คงเป็นเพราะกระบี่เล่มนั้นที่เจ้าถืออยู่ล่ะสิท่า" เมื่อได้ยินเสียงของคนผู้นั้น ทุกคนจึงหันไปมองมันเป็นตาเดียวกัน ซึ่งไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นผู้ใด เห็นเพียงแค่ว่า มันเป็นชายหนุ่มผมดำยาวถึงกลางหลัง ใบหน้าดุดัน รูปร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำ มีมัดกล้าม ไม่สวมเสื้อ แต่ใส่กางเกงขายาวสีดำ ไร้อาวุธติดตัว ดูรวม ๆ แล้วเหมือนคนจรจัด เพียงแต่เสียงหัวเราะที่เปล่งออกมานั้น กลับมีพลังปราณอันแข็งแกร่งแฝงอยู่หลายส่วน เผลอ ๆ จะมากกว่าของหยางกงอี้เสียด้วยซ้ำ
แต่นั้นก็ยังไม่ทำให้คนของพรรคมารราคะ กับเว่ยเซี่ยตกตะลึงได้เท่ากับ การที่เห็นหญิงสาวในชุดสีม่วงบางเบาจนเกือบจะเปลือยอีกคน คุกเข่าอยู่แทบเท้าของชายหนุ่มลึกลับผู้นั้น ไป๋ฟู่นั้นเอง..!
"น้องสามเหตุใดเจ้าถึง….." ฮาวเทียน หลงจ๋าว ถึงกับอ้าปากค้าง มันทั้งตกใจ ทั้งสับสน เหตุใด ไป๋ฟู๋ถึงยังไม่ตาย แถมยังไปคุกเข่าอยู่ข้างกายของชายผู้นั้นราวกับเป็นทาสรับใช้ก็ไม่ปาน
ไป๋ฟู๋ยังคงหลับตานั่งคุกเข่าก้มหน้านิ่งงันไม่ตอบอะไรกลับ จนเสียงของหยางกงอี้เอ่ย ถามขึ้น
"นี่มันหมายความว่าอย่างไร กุมารีพิษเจ้าเองก็คิดจะทรยศพรรคด้วยกระนั้นรึ ถึงได้กล้าพาคนนอกเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต" ทว่าแม้แต่คำถามของ หยางกงอี้ที่เปล่งออกมานั้น ก็ยังมิอาจเปิดปากให้ไป๋ฟู๋ได้ ก่อนที่เสียงของชายลึกลับผู้นั้นจะกล่าวขึ้นมาแทน "หึหึ อย่าเสียเวลาถามนางเลย หากข้าไม่อนุญาต นางก็ตอบเจ้าไม่ได้หรอก ให้ข้าเป็นคนสนทนากับเจ้าแทนก็แล้วกัน…ไอ้หนู"
สิ้นคำพูดของชายลึกลับเสียงของ เจินหนานจงก็ตวาดดังลั่น "บังอาจ..! เจ้าเป็นผู้ใดกัน ถึงได้กล้ามาเรียก ท่านประมุขของข้าว่า ไอ้หนู ช่างไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ จงตายซะเถอะ เจ้าเศษสวะ…เพลงกระบี่ เขี้ยวเหมันต์สลายวิญญาณ!"เมื่อเจินหนานจงพูดจบมันก็ชักกระบี่เล่มยาวออกมา และพุ่งเข้าหาชายลึกลับพร้อมกับปราณสีฟ้าที่มีรูปร่างคล้ายมังกรขนาดใหญ่
ไป๋ฟู๋ที่นั่งก้มหน้าอยู่พลันลืมตาตื่น และกำลังจะลุกขึ้นมา แต่ชายลึกลับก็ยกมือห้ามไว้เสียก่อน
"เจ้าไม่ต้องลุกขึ้นมาหรอก ของแค่นี้ไม่คณามือข้าสักนิด เจ้าเองก็น่าจะรู้ดีมิใช่รึ…" พอไป๋ฟู๋ได้ฟังนางก็กล่าวตอบก่อนจะนั่งอยู่เหมือนเดิม "ขออภัยเจ้าค่ะ นายท่าน ข้าลืมไป"
แต่คำพูดนั้นของชายลึกลับ กลับยิ่งสิ่งความเดือดดาลให้ เจินหนานจงเพิ่มขึ้นอีกหลายร้อยเท่า
"ไม่คณามือเจ้ากระนั้นรึ? ช่างสามหาวยิ่งนัก เช่นนั้นก็จงแข็งตายไปพร้อมกับนังคนทรยศนั้นเสียเถิด ฮ่าๆๆๆๆ " เจินหนานจง ระเบิดเสียงหัวร่อออกมา แถมยังเร่งความเร็วในการจู่โจมเพิ่มขึ้นอีกมาก ภาพเหตุการณ์ในยามนั้นหยางกงอี้กับคนอื่น ๆ ของพรรคคนข้างแน่ใจว่า เจินหนานจงคงจะสามารถจัดการคนทั้งสองได้เป็นแน่ เพราะสิ่งที่…เจินหนานจงใช้คือ วิชาสูงสุดที่มันมี ซึ่งถือว่าร้ายกาจพอ ๆ กับวิชาฝ่ามือภูตมารราคะอัคคีที่ เอี้ยวเอี้ยงใช้ ถึงแม้น ฮาวเทียน หลงจ๋าว เฟิงควาง และ วู๋ฟา คงซือค่อนข้างจะเสียดายที่มิอาจสอดมือเข้าไปช่วย ไป๋ฟู๋ซึ่งเปรียบเสมือนน้องสาวของพวกมันได้ แต่กฎก็ต้องเป็นกฎ ผู้ใดคิดคดทรยศพรรคคนผู้นั้น มีแค่จุดจบเดียวคือต้องตามอย่างน่าสังเวช...
จบบท