สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 33 มุ่งหน้าแดนลับ 1

    เช้าวันถัดมา


    ลานรวมพลหน้าประตูสำนักเมฆาจันทร์มีศิษย์จากหลายยอดเขามารวมตัวกันแล้ว


    ครั้งนี้สำนักส่งตัวแทนจากยอดเขาหลัก ยอดเขากระบี่ ยอดเขาวารีกระจ่าง ยอดเขาโอสถ และยอดเขาจันทราเข้าร่วมแดนลับ


    ยอดเขาหลักรับหน้าที่คุมขบวนและประสานงานกับราชวงศ์


    ยอดเขากระบี่รับหน้าที่แนวหน้า


    ยอดเขาโอสถรับหน้าที่รักษาและเก็บสมุนไพร


    ยอดเขาวารีกระจ่างรับหน้าที่สนับสนุน


    ส่วนยอดเขาจันทรา...


    หลายสายตาหันไปมองกลุ่มของหลิงเยวี่ยโดยไม่รู้ตัว


    หลิงเยวี่ยยืนอยู่ด้านหน้า สีหน้ายังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม ไป๋หลิงยืนอยู่ข้างนางพร้อมแผ่นหยกบันทึกรายการของจำเป็น หนานอวี้ดูตื่นเต้นกว่าทุกคน ส่วนหลานชิงอวี้กวาดตามองขบวนรอบด้านเงียบ ๆ


    ยูรันยืนอยู่ท้ายกลุ่มเล็กน้อย มือหนึ่งถือกล่องอาหารเช้า อีกมือหนึ่งลูบกระเป๋าเสื้อเหมือนกำลังตรวจว่าตนเองพกของกินมาครบหรือยัง


    หนานอวี้หันมองเขา


    “ศิษย์น้อง เจ้าเอาอะไรมาเยอะขนาดนั้น”


    ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ


    “ของจำเป็น”


    “ของกินทั้งหมดเลยใช่ไหม”


    “ศิษย์พี่สาม ท่านอย่าดูถูกของกินนะ ในสถานการณ์คับขัน อาหารดี ๆ อาจช่วยชีวิตคนได้”


    หนานอวี้นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างจริงจัง


    “อืม ข้าเห็นด้วย”


    ไป๋หลิงถอนหายใจเบา ๆ


    “เจ้าสองคนเห็นด้วยกันเรื่องนี้เร็วเกินไปแล้ว”


    ไม่ไกลจากขบวนยอดเขาหลัก เย่อ้าวเทียนยืนอยู่ในชุดศิษย์สีขาว ใบหน้ายังคงสุภาพอ่อนโยนเหมือนเดิม


    ครั้งนี้เขาไม่ได้เดินทางในฐานะศิษย์ของยอดเขาจันทรา แต่ถูกจัดให้อยู่กับทีมยอดเขาหลักในฐานะศิษย์ตัวแทนพิเศษของสำนัก


    ต่อให้หลิงเยวี่ยไม่อยากยุ่งกับเขาอีก แต่ระดับพลังและประสบการณ์ของเย่อ้าวเทียนยังมีประโยชน์ต่อการสำรวจแดนลับ สำนักจึงไม่คิดตัดเขาออกจากภารกิจเช่นนี้


    เย่อ้าวเทียนเหลือบมองไปทางยอดเขาจันทรา


    สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ยูรัน


    ชายหนุ่มชุดเทายืนหาวอยู่ข้างหลิงเยวี่ย ท่าทางไม่เหมือนคนกำลังจะเข้าแดนลับอันตรายเลยแม้แต่น้อย


    รอยยิ้มบนใบหน้าของเย่อ้าวเทียนแข็งค้างไปเสี้ยวหนึ่ง


    [แดนลับครั้งนี้ ข้าต้องเอาทุกอย่างกลับคืนมา]


    [ชื่อเสียง โชควาสนา และสายตาของทุกคนที่ควรเป็นของข้า]


    ราวกับรับรู้ได้ ยูรันหันไปมองเขาครู่หนึ่ง ก่อนยกมือทักทายอย่างเกียจคร้าน


    เย่อ้าวเทียนยิ้มตอบอย่างสุภาพ


    แต่ในใจแทบอยากหักมือข้างนั้นทิ้ง


    ไม่นานนัก ผู้อาวุโสจากยอดเขาหลักก็ประกาศให้ออกเดินทาง


    เรือเหาะของสำนักเมฆาจันทร์ลอยขึ้นจากลานรวมพลอย่างช้า ๆ ศิษย์จากแต่ละยอดเขาถูกจัดให้อยู่แยกส่วนกันเพื่อความเป็นระเบียบ ยอดเขาจันทราได้พื้นที่ด้านท้ายเรือซึ่งเงียบกว่าส่วนอื่นเล็กน้อย


    ยูรันเดินไปนั่งลงข้างหน้าต่างทันที


    หนานอวี้รีบตามไปนั่งฝั่งหนึ่ง


    หลานชิงอวี้มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเลือกนั่งอีกฝั่งของโต๊ะ


    ไป๋หลิงนั่งลงตรงข้ามยูรันอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนหลิงเยวี่ยนั่งลงข้างเขาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง


    หนานอวี้มองตำแหน่งที่นั่งของอาจารย์ แล้วคิ้วกระตุกเล็กน้อย


    [อาจารย์นั่งข้างศิษย์น้องอีกแล้ว]


    ยูรันหยิบกล่องอาหารออกมาวางบนโต๊ะ


    “กินก่อนไหม เดินทางหนึ่งวัน ถ้ารอถึงเย็นคงน่าเบื่อ”


    หนานอวี้ตาเป็นประกายทันที


    “กิน!”


    ไป๋หลิงมองเขา


    “เจ้าเพิ่งกินเช้ามาไม่ใช่หรือ”


    ยูรันพยักหน้า


    “ใช่ แต่นั่นคืออาหารเช้า อันนี้คืออาหารระหว่างเดินทาง”


    ไป๋หลิงเงียบไปครู่หนึ่ง


    นางรู้สึกว่าหากเถียงต่อ ตนเองอาจแพ้เหตุผลประหลาดของยูรันอีกครั้ง


    กลิ่นอาหารค่อย ๆ ลอยออกไปจากพื้นที่ท้ายเรือ


    ศิษย์ยอดเขาอื่นบางคนหันมามองโดยไม่รู้ตัว


    ไม่นานนัก มู่หรงฉินจากยอดเขาวารีกระจ่างก็เดินเข้ามาหา นางหยุดอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะของยอดเขาจันทรา ก่อนประสานมืออย่างสุภาพ


    “ศิษย์พี่ยู”


    ยูรันเงยหน้าขึ้น


    “หืม?”


    มู่หรงฉินมองเขาเล็กน้อย ใบหน้าขึ้นสีจาง ๆ


    “คราวก่อน เพลงของท่านไพเราะมาก”


    หนานอวี้ที่กำลังคีบอาหารชะงักทันที


    หลานชิงอวี้วางถ้วยชาลงเงียบ ๆ


    ไป๋หลิงหลุบตาลงมองกล่องอาหารตรงหน้า ราวกับเริ่มเห็นความวุ่นวายก่อนมันจะเกิดขึ้น


    ยูรันตอบอย่างสบาย ๆ


    “ขอบคุณ”


    มู่หรงฉินลังเลเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ


    “หากมีโอกาส ข้ายังอยากฟังอีกสักครั้ง”


    หนานอวี้เงยหน้าขึ้นทันที


    “โอกาสคงไม่มีง่าย ๆ หรอก เขาต้องร้องให้พวกข้าฟังก่อน”


    หลานชิงอวี้พยักหน้าเบา ๆ


    “ใช่”


    มู่หรงฉินชะงักไปเล็กน้อย


    ยูรันมองทั้งสามคน ก่อนถอนหายใจเบา ๆ


    “ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ”


    หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ


    “เจ้าชินไว้ก็ดี”


    ยูรันหันไปมองอาจารย์


    “อาจารย์ ท่านก็เป็นไปกับพวกนางด้วยเหรอ”


    หลิงเยวี่ยวางถ้วยชาลง


    “ข้ายังไม่ได้พูดอะไร”


    ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง


    “คำตอบแบบนี้คุ้น ๆ นะ”


    ช่วงบ่าย การเดินทางผ่านไปอย่างราบรื่น


    ศิษย์จากยอดเขากระบี่ฝึกกระบี่อยู่บริเวณดาดฟ้าเรือ ยอดเขาโอสถตรวจรายการยากับสมุนไพรจำเป็น ยอดเขาหลักหารือเรื่องเส้นทางกับผู้อาวุโสคุมขบวน ส่วนยอดเขาวารีกระจ่างกระจายตัวเฝ้าระวังรอบเรืออย่างเป็นระเบียบ


    ฝั่งยอดเขาจันทรากลับเงียบสงบที่สุด


    หลิงเยวี่ยหลับตาพักผ่อน


    ไป๋หลิงตรวจรายการของจำเป็น


    หลานชิงอวี้อ่านแผนที่แดนลับจำลอง


    หนานอวี้กินของว่าง


    ยูรันนอนเอนหลังอยู่ข้างหน้าต่าง


    ภาพนั้นทำให้ศิษย์ยอดเขาอื่นที่แอบมองอยู่รู้สึกสับสนเล็กน้อย


    นี่คือทีมที่ชนะงานประลองศิษย์ใหม่จริงหรือ


    ทำไมดูเหมือนมาเที่ยวมากกว่าออกภารกิจ


    เย่อ้าวเทียนยืนอยู่ไกลออกไป มองภาพนั้นด้วยแววตาลึกลง


    [หัวเราะไปเถอะ]


    [เมื่อเข้าแดนลับแล้ว ทุกอย่างจะไม่ง่ายเหมือนบนเรือเหาะ]


    [โชควาสนาในแดนลับควรเป็นของผู้ที่คู่ควร]


    [ไม่ใช่คนธรรมดาที่อาศัยกลอุบายกับของแปลกประหลาด]


    ยามเย็น เรือเหาะของสำนักเมฆาจันทร์ก็มาถึงค่ายชั่วคราวหน้าหุบเขาตอนเหนือ


    แดนลับยังไม่เปิดเต็มที่


    เหนือหุบเขามีม่านแสงขนาดใหญ่คล้ายผิวน้ำบาง ๆ สั่นไหวอยู่กลางอากาศ ลวดลายค่ายกลโบราณปรากฏขึ้นแล้วจางหายเป็นระยะ รอบพื้นที่มีทหารของราชวงศ์ตั้งแนวคุ้มกันไว้แล้ว


    เมื่อเรือเหาะลงจอด ขุมกำลังอื่นก็มาถึงก่อนหน้าบ้างแล้ว


    ธงของราชวงศ์ชางหลันตั้งอยู่กลางค่าย


    ไม่ไกลกันคือกลุ่มของตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์ กลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ลอยมากับลม


    อีกด้านเป็นสำนักกระบี่เมฆคราม ศิษย์แต่ละคนสะพายกระบี่ ท่าทีคมกริบ


    หุบเขาหมื่นอสูรตั้งค่ายอยู่ใกล้แนวป่า มีเสียงสัตว์อสูรในกรงค่ายกลดังต่ำ ๆ เป็นระยะ


    หอค่ายกลเทียนจีตั้งแผ่นคำนวณและเสาค่ายกลขนาดเล็กไว้หน้าม่านแสง


    ส่วนหอการค้าหมื่นสมบัติกำลังจัดเสบียง ยา และเครื่องมือสำรวจอย่างเป็นระเบียบ


    ทุกคนลงจากเรือเหาะ


    หนานอวี้มองไปรอบ ๆ


    “คนเยอะกว่าที่คิดแฮะ”


    ไป๋หลิงพยักหน้าเบา ๆ เห็นด้วย


    ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้าง


    “คารวะผู้อาวุโสหลิง ไม่ได้พบกันนาน”


    หญิงงามวัยผู้ใหญ่ในชุดขาวเขียวของตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์เดินเข้ามาพร้อมศิษย์ติดตามสองคน กลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ลอยมากับตัวนาง ท่าทีสุภาพ สงบนิ่ง แต่แววตาคมชัดแบบคนที่ผ่านคนเจ็บ คนตาย และคนดื้อไม่ยอมกินยามามากเกินพอ


    หลิงเยวี่ยพยักหน้าเบา ๆ


    “ผู้อาวุโสซู”


    ซูเม่ยเหยายิ้มบาง ๆ


    “วันนี้เซียวซินเยวี่ยไม่ได้มาด้วย เนื่องจากติดภารกิจในตำหนักโอสถ แต่นางฝากความคิดถึงถึงอาจารย์ของนาง รวมถึงศิษย์พี่ศิษย์น้อง และยังฝากมาถึงศิษย์น้องใหม่ที่ชนะเลิศงานประลองด้วย”


    หลานชิงอวี้สะกิดยูรันเบา ๆ


    “ดูสิ ศิษย์พี่ ท่านดังเหมือนกันนะ”


    ยูรันเหลือบมองนางพร้อมยักไหล่เหมือนไม่สนใจ


    ผู้อาวุโสซูหันมาทางยูรัน


    “คงเป็นเจ้าสินะ”


    ยูรันประสานมือ


    “คารวะผู้อาวุโสซู ข้าชื่อยูรัน”


    “ข้าชื่อซูเม่ยเหยา เป็นผู้อาวุโสของตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์”


    ซูเม่ยเหยามองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก่อนยิ้มขึ้นอีกเล็กน้อย


    “ยูรัน? หน้าตาดูหล่อเหลาไม่เบา ขนาดยังไม่มีพลังบำเพ็ญยังดูสง่างามถึงขนาดนี้ ได้ยินมาว่าเจ้าชนะเลิศงานประลองด้วยเครื่องเป่า เป่าเพียงสองโน้ตเท่านั้น”


    หนานอวี้ชะงักเล็กน้อยกับคำว่า “หล่อเหลา” ก่อนแอบเหลือบมองยูรันอย่างไม่รู้ตัว


    เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง


    “น่าสนใจ ข้าเองก็ได้ยินเรื่องนี้มาเหมือนกัน”


    ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน


    หญิงสาวในเครื่องแบบราชวงศ์กึ่งทางการเดินเข้ามาพร้อมองครักษ์ไม่กี่คน ท่าทีสง่างาม สุขุม และมั่นคง ดวงตาคมใสของนางกวาดผ่านทุกคน ก่อนหยุดอยู่ที่ยูรัน


    “ข้าคือองค์รัชทายาท นามว่าเซี่ยหลานอิง”


    ยูรันชะงักในใจเล็กน้อย


    [หลานอิง? มีหลานอิงสองคน? ไม่สิ สมองข้าพังแล้วรึไง คนหนึ่งเซี่ยหลานอิง อีกคนสุ่ยหลานอิง]


    เขาประสานมืออย่างสุภาพ


    “ถวายพระพรองค์รัชทายาท ข้าชื่อยูรัน”


    คนอื่น ๆ รีบถวายพระพรตามทันที มีเพียงหลิงเยวี่ยกับซูเม่ยเหยาที่เพียงประสานมือคารวะตามฐานะผู้อาวุโส


    ยูรันกล่าวต่ออย่างเป็นธรรมชาติ


    “ข่าวลือนั้นมักกล่าวเกินจริงเสมอพ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาทและผู้อาวุโสซูอย่าได้ใส่ใจ”


    เซี่ยหลานอิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย


    “เจ้านี่มีอารมณ์ขันนัก ข่าวลือต้องมีที่มาไม่ชัดเจนสิ แต่นี่เป็นรายงานจากคนของราชวงศ์ จะเรียกว่าข่าวลือได้อย่างไร”


    ยูรันนิ่งไปเล็กน้อย


    “อ้าว เป็นแบบนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”


    บรรยากาศรอบข้างเงียบลงไปชั่วขณะ

    คล้ายกับเรื่องสัตย์สาบานแห่งดวงดาว ที่คุณอ่าน