จารึกที่ 348 : ปลุกศิลา : สะพานสูญตาเชื่อมมรรคาบรรพกาล
ความเงียบงันอันหนักอึ้งเข้าปกคลุมทั่วทั้งสุสานแห่งเศษซากปรักหักพัง เจตจำนงอันเก่าแก่ที่แผ่ซ่านออกมาจากความมืดมิดเบื้องหน้า ไม่ได้ตอบรับวาจาอันแสนรันทดของอาเจียในทันที มันเพียงแต่ทอดตัวลงมากดทับป้อมปราการหมื่นอักขระประดุจขุนเขาที่มองไม่เห็น แรงกดดันนั้นมิได้ผลีผลามจู่โจม ทว่ากำลัง 'ตรวจสอบ' ทุกถ้อยคำและทุกเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณบนเกาะลอยฟ้าแห่งนี้อย่างละเอียดลออ
กระแสวิญญาณโบราณไหลผ่านร่างของศิษย์สำนักหมื่นอักขระ 万符宗 (วั่นฝูจง) ทุกคน กวาดต้อนผ่านค่ายกลป้องกัน ผ่านทะเลสาบหมึกวารี และซึมลึกทะลุทะลวงลงไปถึง แก่นภพปฐมกาล 原始界核 (หยวนสื่อเจี้ยเหอ) ที่สถิตอยู่เบื้องล่างสุดของผืนแผ่นดิน ท้ายที่สุด เจตจำนงนั้นก็ย้อนกลับมาหยุดอยู่เบื้องหน้าร่างของเด็กหนุ่มผู้กำลังคุกเข่าก้มศีรษะ
อาเจียสัมผัสได้ถึงกระแสพลังที่เย็นเยียบและเก่าแก่กำลังชอนไชเข้าสู่ห้วงวิญญาณของตน ชายหนุ่มมิได้ต่อต้าน เขาจงใจเปิดเปลือย สมอแห่งเต๋า 道锚 (เต้าเหมา) ให้เจตจำนงนั้นได้เห็นถึงรอยแตกร้าวอันสาหัสที่เกิดจากการฝืนทนรับน้ำหนักของเซียนปฐมพี และให้มันได้สัมผัสถึง 'กลิ่นอายความตาย' ของแม่ทัพสวรรค์ที่ยังคงตกค้างอยู่บน อักขระสูญตา 空性符 (คง-ซิ่ง-ฝู) อย่างชัดเจน
"วาจาของมนุษย์... ลื่นไหลและพลิกแพลงได้ดั่งสายน้ำ ทว่ารอยแผลแห่งวิถีเต๋า หาใช่วิ่งที่เสแสร้งสร้างขึ้นมาได้..."
เสียงทุ้มต่ำดุจศิลากระทบกันดังก้องขึ้นในจิตวิญญาณของทุกคนอีกครา ทว่าครั้งนี้ แรงกดดันที่เคยมุ่งร้ายพลันลดทอนความแข็งกร้าวลงหลายส่วน กลุ่มก้อนพลังวิญญาณสีเทาอมม่วงที่ล่องลอยอยู่เหนือเกาะศิลาขนาดยักษ์เบื้องหน้า ค่อยๆ ควบแน่นและก่อตัวขึ้นเป็นเงาร่างมหึมาสูงเสียดฟ้า
มันคือภาพมายาของบุรุษชราผู้มีเรือนผมสีเทายาวสยาย สวมชุดคลุมที่ถักทอจากเส้นสายอักขระโลหะ ดวงตาทั้งสองข้างของบุรุษชราว่างเปล่าประดุจห้วงอวกาศ ทว่ากลับสะท้อนถึงปัญญาอันลึกล้ำที่ผ่านกาลเวลามานับหมื่นปี กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างมายานี้ ไม่ใช่กลิ่นอายของผู้ฝึกตนทั่วไป แต่เป็นกลิ่นอายของ 'ปรมาจารย์ผู้สรรค์สร้าง' ที่หลอมรวมตนเองเข้ากับ กลวิธานฟ้า 机关天 (จีกวนเทียน) อย่างสมบูรณ์
"ข้าคือ 'กงซูหวู' (公输无)... เศษเสี้ยววิญญาณที่หลงเหลือเพื่อเฝ้าสุสานแห่งดินแดนเผ่าเซียนโบราณ 远古仙族之地 (หย่วนกู่เซียนจู๋จือตี้)..." เงามายาชราเอื้อนเอ่ย สายตาทอดมองลงมายังมู่เฉิน ก่อนจะหยุดลงที่อาเจีย "ข้าสัมผัสได้ถึงสายเลือดแห่งมรรคาอักขระดั้งเดิมในตัวพวกเจ้า และข้าได้เห็นซากปรักหักพังของเจตจำนงสวรรค์ที่เจ้าเพิ่งบดขยี้... เจ้าเด็กน้อย เจ้ากล่าวอ้างว่าสืบทอดเจตจำนงแห่งการต่อต้าน ทว่าความมุ่งมั่นเพียงอย่างเดียว หาเพียงพอที่จะปลุกชีพดินแดนที่ตายไปแล้วไม่"
มู่เฉินในร่างเนื้ออักขระบรรพกาลก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างศิษย์ ประสานมือคารวะผู้อาวุโสแห่งยุคอดีตอย่างให้เกียรติ "ท่านกงซูหวู... สำนักหมื่นอักขระกับเผ่าเซียนโบราณเคยเป็นพันธมิตรที่ร่วมสร้างสรรค์ความรุ่งโรจน์ การที่สวรรค์ทำลายล้างพวกท่าน คือความอัปยศที่พวกเรามิเคยลืมเลือน วันนี้พวกเราเดินทางมาถึงที่นี่ มิใช่เพื่อเรียกร้องความสงสาร ทว่าเพื่อเสนอตัวเป็นสะพาน เชื่อมต่อความแค้นในอดีตให้แปรเปลี่ยนเป็นคมหอกในปัจจุบัน"
กงซูหวูส่ายศีรษะช้าๆ รอยยิ้มเย้ยหยันและรันทดปรากฏบนใบหน้าศิลา "คมหอกงั้นหรือ? มู่เฉินเอ๋ย เจ้าเป็นเพียงวิญญาณที่เพิ่งได้ร่างเนื้อกลับคืน ส่วนเด็กน้อยผู้นี้ก็มีรากฐานที่ร้าวราน สวรรค์เบื้องบนมีมหาราชันย์เซียนและกองทัพนับล้าน พวกเจ้าจะเอาสิ่งใดไปต่อกร? ขุมกำลังของข้าที่หลงเหลืออยู่ที่นี่ ล้วนเป็นเพียง หุ่นกลศิลา 石傀儡 (สือขุยเหล่ย) ที่วิญญาณดับสูญไปแล้ว ศัสตราประกอบ ของพวกมันแตกหัก ฟันเฟืองแห่งวิถีเต๋าหยุดหมุนไปนานนับหมื่นปี... ต่อให้ข้ายกสุสานนี้ให้พวกเจ้า พวกเจ้าก็ไม่มีปัญญาขับเคลื่อนพวกมันได้หรอก"
อาเจียค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน ชายหนุ่มสลัดคราบความโศกเศร้ารันทดทิ้งไปอย่างไร้ร่องรอย ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความคับแค้น บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็น สุขุม และเปี่ยมด้วยความมั่นใจอันลึกล้ำ รอยยิ้มบางๆ ที่แฝงความเจ้าเล่ห์และเด็ดขาดปรากฏบนมุมปาก
"ท่านผู้อาวุโสกล่าวถูกต้องขอรับ... หากปราศจากพลัง วิสัยทัศน์ก็เป็นได้เพียงความเพ้อฝัน" อาเจียประสานมือ ค้อมศีรษะเล็กน้อย "ทว่าท่านประเมิน 'ผู้ถือพู่กัน' แห่งยุคปัจจุบันต่ำเกินไปเสียแล้ว... หากข้าพเจ้าสามารถพิสูจน์ได้ว่า ปลายพู่กันนิรันดร์ด้ามนี้ สามารถปลุกชีพจรของกลวิธานบรรพกาลที่หยุดนิ่งให้กลับมาเต้นได้อีกครั้ง ท่านจะยินยอมมอบอำนาจในการควบคุมกองทัพศิลาในสุสานแห่งนี้ ให้แก่สำนักหมื่นอักขระหรือไม่ขอรับ?"
เงามายาของกงซูหวูเบิกตากว้างเล็กน้อย เสียงหัวเราะที่แหบพร่าดุจโลหะเสียดสีกันดังก้องไปทั่วมิติ "ฮ่าฮ่าฮ่า! ช่างเป็นความโอหังที่น่าขันและน่าคิดถึงยิ่งนัก! ดี... หากเจ้าทำได้จริง การมอบเศษซากเหล่านี้ให้เจ้าไปทำลายวิหารเทพอนันตกาล ย่อมดีกว่าปล่อยให้พวกมันผุกร่อนกลายเป็นฝุ่นผง! จงแสดงให้ข้าเห็นเถิด เด็กน้อย... ว่าอักขระของเจ้า จะสามารถหยั่งรากลงไปในกฎเกณฑ์ที่ตายแล้วได้อย่างไร!"
สิ้นคำท้าทาย เงามายาชราสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง แสงสีเทาพุ่งวาบออกจากสุสานศิลาขนาดยักษ์เบื้องหน้า ลากเอาโครงร่างของหุ่นกลศิลาระดับมหาบรรพกาลตัวหนึ่งให้ลอยออกมาตกกระแทกบนลานหินของเกาะลอยฟ้า!
*ตึงงงงง!*
แรงกระแทกทำเอาป้อมปราการหมื่นอักขระสั่นสะเทือน หุ่นพยนต์ตัวนี้มีขนาดใหญ่โตดุจภูเขาย่อมๆ ร่างกายของมันหล่อหลอมจากโลหะดาวตกสีดำทมิฬ ทว่าพื้นผิวกลับเต็มไปด้วยรอยฟันของกระบี่สวรรค์และรอยไหม้ของอัสนีบาต ชิ้นส่วนพยนต์ตรงกลางอกซึ่งเป็นตำแหน่งของ 'เตาหลอมต้นกำเนิด' ถูกทะลวงเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ เส้นสายปราณที่เคยใช้ขับเคลื่อนขาดสะบั้น ไม่หลงเหลือร่องรอยของพลังชีวิตใดๆ แม้แต่น้อย
"เจ้าหุ่นรบตัวนี้ คือผลงานชิ้นเอกที่ถูกทำลายในสงครามยุคก่อน" กงซูหวูประกาศ "สมการอักขระของมันสูญหายไปแล้ว กฎเกณฑ์ที่ใช้หล่อหลอมมันก็ไม่มีอยู่ในโลกยุคปัจจุบันอีก หากเจ้าสามารถทำให้มันขยับเขยื้อนได้เพียงหนึ่งก้าว ข้าจะยอมรับว่าเจ้าคือผู้ที่สวรรค์จอมปลอมต้องหวาดกลัวอย่างแท้จริง!"
อาเจียไม่ได้หวั่นเกรงต่อซากศิลาขนาดยักษ์เบื้องหน้า ชายหนุ่มก้าวเดินเข้าไปใกล้อย่างเชื่องช้า ดวงตาหรี่ลงเพื่อพินิจวิเคราะห์ร่องรอยอักขระที่เลือนรางบนผิวโลหะดำ
"องค์หญิงน้อย... เปิดชั้นหนังสือวิญญาณเต็มกำลัง ช่วยข้าสแกนโครงสร้างกลวิธานของมันอย่างละเอียด" อาเจียสั่งการผ่านจิต
พู่กันหยกดำเปล่งแสงสีเงินยวง องค์หญิงน้อย จิตวิญญาณแห่งพู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) กระโจนออกมาลอยอยู่เหนือรอยโหว่ที่หน้าอกของหุ่นพยนต์ ดวงตาของนางกวาดมองอย่างรวดเร็วก่อนจะขมวดคิ้วยุ่งเหยิง "เจ้านาย... โครงสร้างสมการของเผ่าเซียนโบราณมันวิปลาสมาก! พวกเขาไม่ได้ใช้การดึงพลังจากจุดตันเถียนออกไปสู่แขนขาเหมือนผู้ฝึกตน หรือเหมือนหุ่นยุคปัจจุบัน ทว่าเส้นสายค่ายกลของพวกเขาสร้าง 'แรงดูดกลืน' จากทุกชิ้นส่วนบนร่างกาย เข้ามาบีบอัดที่เตาหลอมตรงกลางเพื่อสร้างระเบิดพลังงานขนาดจิ๋วในการขับเคลื่อน! สมการมันย้อนกลับหัวกลับหางกันหมดเลย!"
"การดึงพลังจากภายนอกเข้าสู่ภายในอย่างบ้าคลั่ง..." อาเจียพึมพำ วิเคราะห์สิ่งที่ได้ยิน "นี่คือเหตุผลที่พวกเขาทรงพลัง แต่ก็เป็นจุดอ่อนที่ทำให้สวรรค์ทำลายเตาหลอมตรงกลางได้อย่างแม่นยำ"
ชายหนุ่มหยิบพู่กันนิรันดร์ขึ้นมาตวัด หมึกปราณสีทองแดงที่หลอมรวมจากสัจธรรมความหนักอึ้งพุ่งออกมา เขาลองวาดอักขระ 'ก่อเกิด' ตามหลักการพื้นฐานที่สุดของยุคปัจจุบัน เพื่อพยายามซ่อมแซมเส้นสายปราณที่ขาดสะบั้นบริเวณหน้าอกของหุ่น
*แคร่ก... เพล้ง!*
ทันทีที่เส้นสายหมึกปราณสัมผัสกับโลหะดาวตก อักขระของอาเจียกลับถูกผลักไสและแตกสลายกลายเป็นละอองแสงทันที โลหะบรรพกาลปฏิเสธกฎเกณฑ์ของอักขระยุคใหม่โดยสิ้นเชิง แรงสะท้อนกลับกระแทกฝ่ามือของอาเจียจนชาหนึบ
"ล้มเหลว..." อาเจียถอนพู่กันกลับมา สีหน้ายังคงเยือกเย็น "สมการต่างยุคสมัย ไม่สามารถนำมาผูกมัดเข้าด้วยกันได้ด้วยวิธีการบังคับ หากข้าใช้พลังธาตุของยุคนี้ไปกระตุ้น มันจะมองว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมและทำลายตัวเอง"
ฉินมู่หลางที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังขมวดคิ้วแน่น "หากแม้อักขระยังถูกปฏิเสธ เช่นนั้นการซ่อมแซมก็เป็นไปไม่ได้เลย อาเจีย... เจ้าจะสร้างสิ่งที่สูญหายไปแล้วจากความว่างเปล่าได้อย่างไร?"
"คำตอบของท่านพี่มู่หลาง ซ่อนอยู่ในคำถามนั้นแล้วขอรับ" อาเจียยิ้มมุมปาก ประกายแห่งการรู้แจ้งวาบผ่านห้วงอวกาศในดวงตา "จากความว่างเปล่า..."
ชายหนุ่มหลับตาลง ดำดิ่งเข้าสู่ส่วนลึกของ สมอแห่งเต๋า ที่กำลังเต้นระริก การล้มเหลวเมื่อครู่ทำให้เขาค้นพบ 'ข้อบกพร่อง' ในการเชื่อมต่อ หากสะพานที่สร้างจากสสารต่างชนิดไม่สามารถทอดข้ามหุบเหวแห่งกาลเวลาได้ เช่นนั้นเขาจะไม่สร้างสะพานที่มีตัวตน แต่เขาจะถมหุบเหวนั้นด้วย 'ความไม่มี'
อาเจียลืมตาขึ้นอีกครั้ง บัดนี้ดวงตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาเงินยวงที่ลึกล้ำและมืดมิด ชายหนุ่มยกพู่กันนิรันดร์ขึ้นระดับสายตา เขาไม่ใช้อักขระธาตุไฟ น้ำ หรือแม้แต่สัจธรรมแห่งปฐพีที่เพิ่งได้มา ทว่าเขาโคจรวิถีแห่งสูญตา ขั้นสูงสุด
"ในเมื่อความแตกต่างของยุคสมัยคืออุปสรรค ข้าก็เพียงแค่ 'ลบ' นิยามของยุคสมัยทิ้งไป... องค์หญิงน้อย! เตรียมพร้อมรับแรงกระแทก ข้าจะเชื่อมต่อสมอแห่งเต๋าของข้า เข้ากับโครงสร้างที่ตายแล้วของมันโดยตรง!"
"หา! เจ้าจะบ้าหรือ! วิญญาณของเจ้าจะถูกซากนั่นดูดกลืนนะ!" นางกรีดร้อง ทว่ามือเล็กๆ กลับเร่งประสานมุทรากางตาข่ายวิญญาณเตรียมพร้อมรับมืออย่างรู้ใจ
อาเจียตวัดพู่กันนิรันดร์อย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่นประดุจกำลังวาดโลกทั้งใบ เส้นสายหมึกปราณสีเทาเงินยวงไหลทะลักออกมา ไม่ได้สลักลงบนผิวโลหะ ทว่าพุ่งทะลุเข้าไปในรอยโหว่ตรงกลางหน้าอกของหุ่นพยนต์
"จารึกผสานยุคสมัย: สะพานสูญตาบรรพกาล 岁月交融符: 远古空性桥 (ซุ่ยเย่ว์เจียวหรงฝู: หย่วนกู่คงซิ่งเฉียว)!"
อักขระหลิง 零 (สูญตา) ประทับลงไปตรงตำแหน่งที่เคยเป็นเตาหลอมต้นกำเนิด อาเจียไม่ได้สร้างเตาหลอมใหม่ ทว่าเขาใช้ 'ความว่างเปล่า' ของอักขระสูญตา เป็นตัวแทนของพื้นที่ที่ขาดหายไป ทันทีที่อักขระสูญตาเริ่มหมุนวน มันทำหน้าที่เป็น 'หลุมดำจิ๋ว' ที่สร้างแรงดูดกลืนมหาศาล ซึ่งเป็นตรรกะเดียวกับสมการบรรพกาลที่องค์หญิงน้อยวิเคราะห์ไว้!
*ครืด... ครืดดดดด!*
เสียงฟันเฟืองโลหะดาวตกที่หยุดนิ่งมานับหมื่นปี พลันขยับเขยื้อนเสียดสีกันจนเกิดเสียงบาดหู! อักขระสูญตาที่อาเจียสร้างขึ้น ไม่ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนตัวมันเอง ทว่ามันกำลังดูดซับเอาปราณธรรมชาติรอบด้าน ผ่านเส้นสาย ชิ้นส่วนพยนต์ ที่พังทลาย ให้ไหลย้อนกลับเข้ามาบีบอัดที่กลางหน้าอกอย่างบ้าคลั่ง
สสารและกฎเกณฑ์ยุคใหม่ที่ถูกดูดเข้ามา เมื่อไหลผ่านม่านความว่างเปล่าของอักขระสูญตา ความเป็น 'ยุคสมัย' ของมันถูกลบล้างและรีเซ็ตใหม่ กลายเป็นพลังงานบริสุทธิ์ที่ไร้ขอบเขต ซึ่งกลวิธานบรรพกาลสามารถยอมรับและนำไปใช้งานได้ทันที!
"ตื่นขึ้นมา... ในนามของผู้กำหนดอักขระแห่งยุคปัจจุบัน ข้าขอบัญชาให้สัจธรรมที่หลับใหล จงลืมตา!"
อาเจียแผดเสียงก้อง สะบัดพู่กันนิรันดร์ครั้งสุดท้าย ถ่ายทอดเจตจำนงจากสมอแห่งเต๋าลงไปเป็นตัวจุดระเบิด
*ตูมมมมมม!*
พลังงานบริสุทธิ์ระเบิดออกภายในช่องอกของหุ่นพยนต์ขนาดยักษ์ แสงสว่างสีเทาเงินยวงสาดส่องออกมาจากรอยแตกทั่วร่างกายของมัน ดวงตาศิลาที่เคยมืดบอดมานับหมื่นปี พลันสว่างวาบขึ้นดุจดวงดาวที่ถูกจุดประกายอีกครั้ง ร่างกายมหึมาขนาดเท่าภูเขาย่อมๆ ค่อยๆ ยันมือข้างหนึ่งลงบนพื้นลานหิน ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้าทว่าทรงพลังอย่างถึงที่สุด!
แรงสั่นสะเทือนจากการขยับตัวเพียงก้าวเดียวของมัน ทำให้มิติรอบด้านเกิดรอยร้าว กลิ่นอายแห่งมหาบรรพกาลที่ฟื้นคืนชีพ พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กดทับจนเศษซากอักขระในม่านหมอกต้องสั่นสะท้าน
เฟิงอี้หรานและหลินชิงเสวี่ยเบิกตากว้างจนแทบถลน แม้แต่มู่เฉินยังต้องสูดลมหายใจลึกด้วยความทึ่ง อาเจียไม่ได้เพียงแค่ซ่อมแซมหุ่นพยนต์ ทว่าเขาใช้ความว่างเปล่าเชื่อมต่อกฎเกณฑ์สองยุคสมัยเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ!
หุ่นกลศิลาบรรพกาลก้มหน้าลง ทอดสายตามองเด็กหนุ่มมนุษย์ผู้ยืนอยู่เบื้องล่างอย่างเงียบงัน ก่อนที่มันจะคุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างเชื่องช้า กระแทกหมัดลงกับพื้นหิน เป็นท่วงท่าแห่งการยอมจำนนและรับใช้ผู้เป็นนายอย่างสมบูรณ์แบบ
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมสุสานศิลาอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มิใช่ความเงียบงันแห่งความกดดัน แต่เป็นความตื่นตะลึงที่สะกดทุกวิญญาณให้หยุดนิ่ง
เงามายาของกงซูหวูลอยนิ่งค้างอยู่กลางอากาศ ดวงตาที่ว่างเปล่าของผู้อาวุโสแห่งอดีตกาลจับจ้องไปยังภาพเบื้องหน้าด้วยความสั่นสะท้านที่ลึกซึ้งถึงแก่นวิญญาณ
"อักขระที่ไม่มีอยู่จริง... กฎเกณฑ์ที่ปราศจากตัวตน... เจ้าใช้ความไม่มี เพื่อสร้างจุดเชื่อมต่อของทุกสรรพสิ่งงั้นหรือ..." น้ำเสียงของกงซูหวูแผ่วเบาและเต็มไปด้วยความเคารพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน "สมแล้ว... สมแล้วที่วิหารเทพอนันตกาลต้องหวาดกลัววิถีเต๋าของพวกเจ้า สำนักหมื่นอักขระในยุคของเจ้านั้น ก้าวข้ามขีดจำกัดของการรังสรรค์ ไปสู่ขอบเขตของผู้กำหนดความจริงแล้วอย่างแท้จริง..."
เงามายาชราค้อมศีรษะลงอย่างช้าๆ รอยยิ้มแห่งความพึงพอใจและหมดห่วงปรากฏขึ้นบนใบหน้า "เด็กน้อย... ข้ายอมรับในตัวเจ้า และยอมรับในปณิธานของพวกเจ้า... สุสานแห่งเผ่าเซียนโบราณแห่งนี้ องค์ความรู้ที่หลับใหล และกองทัพศิลาบรรพกาลนับแสนตัวที่ซ่อนอยู่ตามเกาะลอยฟ้าเหล่านี้... เป็นของสำนักหมื่นอักขระแล้ว!"
สิ้นคำประกาศของกงซูหวู สุสานศิลาขนาดยักษ์รอบด้านที่เคยมืดมิด พลันสว่างไสวขึ้นด้วยดวงตาสีเทาเงินยวงนับแสนคู่ที่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาท่ามกลางเศษซากปรักหักพัง เสียงฟันเฟืองโลหะและการขยับตัวของกองทัพบรรพกาลที่หลับใหลมาเนิ่นนาน ดังกึกก้องสะท้านไปทั่วทั้งมิติประดุจเสียงลั่นกลองรบ
อาเจียลดพู่กันนิรันดร์ลง แววตาของชายหนุ่มทอประกายแห่งความทะเยอทะยานและเจ้าเล่ห์อย่างลึกล้ำ กองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดและภักดีที่สุดได้ตกมาอยู่ในมือของเขาอย่างชอบธรรมแล้ว
สวรรค์เบื้องบนเคยมองว่าพวกเขาเป็นเพียงมดปลวกที่สมควรถูกบดขยี้ ทว่าบัดนี้... มดปลวกเหล่านั้นกำลังจะติดอาวุธที่อันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์ และพร้อมที่จะพุ่งทะยานขึ้นไปเขย่าบัลลังก์ของวิหารเทพอนันตกาลให้สั่นคลอนถึงรากฐาน! สงครามแห่งการพลิกชะตากรรมเพิ่งจะก้าวเข้าสู่สมรภูมิที่แท้จริง!