กำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re

    บทที่ 70 ระดับที่ต่างกัน(2)

            “ส่งตราประทับมาให้หมดอย่าได้มัวชักช้า”

            หลังจากต้วนหลิงเทียนกับเสวี่ยชิงเดินไปหากลุ่มของโลกระดับต่ำที่ผู้นำทั้งสองนอนหมดสติอยู่ก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบในการล้อมจับทั้งสองคนก่อนหน้านี้คนจากโลกระดับต่ำล้วนกระทำการไว้ไม่น้อยเลยชายหนุ่มทั้งสองคนนี้กับพวกต้วนหลิงเทียนล้วนมีความแข็งแกร่งไล่เลี่ยกันหากพวกโอหยางเก๋อคิดใช้ประโยชน์จากทั้งสองเพื่อล่อเย่ฉีออกมาก็กล่าวได้เลยว่าผู้นำจากโลกระดับต่ำทั้งสองคนนี้มีเจตนาร้ายต่อพวกต้วนหลิงเทียนอย่างแท้จริง

            ตอนนี้ทั้งสองคนนอนหมดสติแต่ก็ยังมีผู้ติดตามสามคนที่คอยดูแลพวกเขาผู้ติดตามเหล่านี้รีบหน้าหันหน้ามองกันอย่างลังเลตราประทับทั้งหมดล้วนอยู่กับผู้นำทั้งสองแล้วพวกเขาจะนำออกมาได้อย่างไร? สุดท้ายเย่ฉีที่มองดูอยู่ก็ถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ต้วนหลิงเทียนกับเสวี่ยชิงนั้นเด็กเกินไป อีกทั้งล้วนเป็นลูกหลานจากขุมอำนาจใหญ่จึงไม่เข้าใจความโหดร้ายของโลกใบนี้

            “พวกเจ้าสองคนมัวทำอะไรน่ะ?ในเมื่อพวกเขาเก็บตราประทับไว้ในแหวนมิติเช่นนั้นก็เอาแหวนมิติของพวกเขามาให้หมดก็สิ้นเรื่องแล้ว”

            เสียงของเย่ฉีดุจคำสั่งตายที่ทำให้พวกโอหยางเก๋อหน้าเปลี่ยนสีนี่มันปล้นกันชัดๆ ไม่ใช่หรือ? ทีแรกยังคิดว่าหลังจากออกไปก็จะผลักภาระทั้งหมดให้กับเย่ฉีแบกรับโทสะของเหล่าราชันย์แต่ตอนนี้ไม่ใช่แค่แผนการณ์ของเหล่าราชันย์ที่ล้มเหลวแล้วแม้แต่สมบัติของพวกเขาก็กำลังจะถูกปล้นชิงไปด้วย!

            “สหายเจ้าคิดถึงผลที่ตามมาแล้วหรือยัง?ต่อให้เจ้าจะมีราชันย์กระบี่คุ้มครองแต่การยั่วยุราชันย์ทั้งหมดเช่นนี้ย่อมเป็นการรนหาที่”

            “ใช่แล้วเรื่องคราวนี้พวกเราลงมือกับเจ้าก็ล้วนจ่ายราคาอย่างสามสมแล้วสหายอย่าได้ล้ำเส้นให้มากเกินไป”

            หลายคนต่างพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนระแหงเย่ฉีมองคนเหล่านี้แล้วหัวเราะอยู่ในใจก่อนหน้านี้เขาจะยึดตราประทับทั้งหมดไปล้วนไม่มีใครกล่าวยืดยาวขนาดนี้พอมาตอนนี้จะถูกยึดแหวนมิติต่างคนต่างโผล่หางออกมาจนหมดภารกิจของราชันย์ที่มอบหมายมาให้ยังไม่สำคัญสองของในแหวนมิติของพวกเขาจริงๆ

            “ข้าจะเป็นอย่างไรนั้นไม่สำคัญรู้ไว้แค่หากขัดขืนก็มีเพียงความตายที่รอพวกเจ้าอยู่”

            เสียงเย่ฉีราบเรียบไร้อารมณ์ทำให้คนเหล่านี้มีสีหน้ามืดมนยิ่งกว่าเดิมต้วนหลิงเทียนกับเสวี่ยชิงเริ่มเก็บแหวนมิติของพวกเขาอย่างรวดเร็วโดยเริ่มจากโลกระดับต่ำพอมาถึงพวกหลิวฉางกับเอี้ยนลี่จากโลกระดับกลางแม้ว่าพวกเขาจะขัดขืนเล็กน้อยแต่ก็ไม่กล้าต่อต้านเย่ฉีทั้งสองคนได้แต่คิดว่ารอหลังออกจากที่นี่ค่อยแจ้งให้ราชันย์ของพวกเขาจัดการทีหลัง

            อย่างไรก็ตามพอมาถึงคราวของพวกโอหยางเก๋อนั้นแต่ละคนล้วนไม่มีทีท่าว่าจะยินยอมแม้ว่าพวกเขาจะได้รับบาดเจ็บแต่ก็น้อยกว่าพวกหลิวฉางมากหากต้องฝืนสู้เปิดประตูโบราณจริงๆพวกเขายังมีความมั่นใจมากกว่าเจ็ดส่วนเพื่อแสวงโชคในแดนศักดิ์สิทธิ์คราวนี้พวกเขาแทบจะนำทรัพย์สินทุกอย่างติดตัวมาเพื่อรับประกันความปลอดภัยดังนั้นพวกเขาไม่ยอมเสียมันให้กับเยฉีง่ายๆแน่

            “สารเลว! อย่างพวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมารีดไถข้า?”

            เฮยอี้ผานเป็นคนแรกที่ลงมือเดิมทีเขามาจากนรกก็มีนิสัยดุร้ายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเขาเป็นบุตรของเจ้านรกคนหนึ่งในบรรดานรกทั้งสามสิบสามชั้นนั้นประกอบไปด้วยเจ้านรกสามสิบสามคนคอยกำกับดูแลบุตรของเจ้านรกอย่างเฮยอี้ผานไหนเลยจะยอมกล้ำกลืนฝืนทนได้

            ปราณสีดำพวยพุ่งออกมาโจมตีไปยังต้วนหลิงเทียนและเสวี่ยชิงที่เข้ามาใกล้เฮยอี้ผานไม่ได้คิดจะสู้กับเย่ฉีตรงๆในตอนนี้แต่ต้องการอาศัยจังหวะที่โจมตีต้วนหลิงเทียนกับเสวี่ยชิงเพื่อหลบหนีโอหยางเก๋อกับเตียวผิงเห็นโอกาสนี้ก็เตรียมจะลงมือด้วยเช่นกัน

            อย่างไรก็ตามพริบตานั้นก่อนที่ปราณสีดำจะถึงตัวพวกต้วนหลิงเทียนก็พลันเกิดประกายแสงสีฟ้าวูบหนึ่งตัดผ่านปราณสีดำจนสลายไปนิสัยของผู้สูงศักดิ์เหล่านี้เป็นเช่นไรมีหรือเย่ฉีจะไม่รู้ตั้งแต่ให้พวกต้วนหลิงเทียนรูดทรัพย์อีกฝ่ายเขาก็เตรียมการรอไว้อยู่แล้วหากไม่เชือดไก่ให้ลิงดูสักหน่อยจะสามารถข่มขวัญคนที่เหลือได้อย่างไร?

            “ในเมื่อเจ้าแส่หาที่ตายนักข้าย่อมช่วยให้สมปารถนา”

            อาวุธเทพในมือของเยฉีชื่อว่าดาบสายพิรุณยามกวัดแกว่งคมดาบจะเกิดชั้นสายน้ำขึ้นมาและวาดฟันออกไปเป็นระรอกคลื่นยิ่งถ้าหากผู้ถือครองฟาดฟันด้วยจิตวิญญาณดาบก็ยิ่งทรงพลังขึ้นเป็นสองเท่าอีกทั้งชั้นสายน้ำนี้ยังเป็นการโจมตีสองระรอกที่ทรงพลังอีกด้วย

            ตอนนี้เฮยอี้ผานเห็นว่าการลอบโจมตีล้มเหลวก็สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยยิ่งสายตาที่เหลือบไปมองโอหยางเก๋อกับเตียวผิงยิ่งเต็มไปด้วยความเกลียดชังก่อนหน้านี้เห็นชัดๆว่าทั้งสองเตรียมจะลงมือผสมโรงไปกับเขาแต่พอเห็นเย่ฉีลงมืออย่างรวดเร็วก็ทำให้ทั้งสองคนไม่กล้าเคลื่อนไหวต่อ

            “สามหาวนักอย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าระดับขั้นของเจ้าก็แค่บรรพบุรุษเท่านั้น คิดจริงๆหรือว่าครึ่งก้าวบรรพชนอย่างข้าจะกลัวเจ้า?”

            เฮยอี้ผานไม่สนใจจะเก็บงำอีกต่อไปแล้วตอนนี้เขากำลังโกรธสุดๆ หากต้องสู้ตายกับเยฉีจริงๆ เขาก็ไม่สนแล้ว!

            ครึ้ม!

            ระฆังโบราณสีทองปรากฏขึ้นด้านหลังของเฮยอี้ผานไอปราณสีดำที่ดุร้ายก็แผ่ออกมาเต้นกระหน่ำรอบกายเขายิ่งไปกว่านั้นคือการเปลี่ยนแปลงทางรูปลักษณ์เขาแพะสองอันงอกเงยออกมาจากหน้าผากทั้งผิวกายยังเปลี่ยนเป็นสีทองแดง นี่ก็คือพลังของผู้สืบทอดรุ่นเยาว์เหล่านี้ความแข็งแกร่งของพวกเขาไม่ได้มีแค่ระดับการฝึกฝนที่สูงส่งแต่สิ่งสำคัญก็คือสายเลือดของพวกเขาอยู่ในระดับสูง!

            “อสูรโทสะ?ความหยาบคายเช่นนี้จั่วซ่งก็ยังสามารถสืบทอดมาจนถึงรุ่นนี้ได้”

            เย่ฉีกล่าวเสียงเย็นในใจพลางนึกย้อนไปปีนั้นที่เขาลงไปเที่ยวเล่นในนรกปีนั้นหากเขาจำไม่ผิดจั่วซ่งสมควรเป็นเจ้านรกชั้นที่หนึ่งหากไม่พูดถึงความแข็งแกร่งแล้วนับเอาแค่ศักดิ์ฐานะอย่างเดียวก็นับว่าเจ้าครองนรกชั้นที่หนึ่งนั้นเป็นรองแค่ราชันนรกเท่านั้น

            เฮยอี้ผานชะงักไปเล็กแต่ก็ไม่คิดอะไรมากเรื่องสายเลือดของเขาและชื่อของบรรพบุรุษนั้นไม่ใช่ความลับแน่นอนว่ารวมถึงนิสัยเย่อหยิ่งของพวกเขาด้วยย้อนไปก่อนหน้านี้เย่ฉีนั่งบนที่นั่งชั้นสูงการจะรู้เรื่องเหล่านี้ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

            “ตอนนี้ปล่อยให้เจ้าพูดไปก่อนอีกเดี๋ยวเจ้าก็จะพูดไม่ได้อีกแล้ว!”

            บอกตามตรงแม้ว่านิสัยของพวกเขาสายเลือดอสูรโทสะจะไม่ดีนักแต่หากวัดเพียงความยโสโอหังนั้นเขาคิดว่าเด็กชายตรงหน้ายังเหนือกว่าพวกเขาเสียอีกเฮยอี้ผานเรียกระฆังทองออกมาทั้งยังปลดปล่อยสายเลือดย่อมไม่คิดจะพูดคุยให้เสียเวลาในฐานะผู้นำทัพรุ่นเยาว์ย่อมมีสติปัญญาไม่ต่ำตม ขอเพียงเขาสามารถกดดันเย่ฉีได้สักเล็กน้อยก็จะทำให้โอหยางเก๋อกับเตียวผิงจะต้องลงมือแน่

            ทว่าน่าเสียดายที่เย่ฉีคงไม่ปล่อยให้เป็นเช่นนั้น

            สายเลือดอสูรโทสะขึ้นชื่อเรื่องกายเนื้อที่แข็งแกร่งผิวหนังทองแดงของพวกเขายังถูกห่อหุ้มด้วยปราณนรกชั้นหนึ่งด้วยปราณนรกสีดำเหล่านี้เกิดจากไอวิญญาณและความตายในนรกหลอมรวมกันแม้จะไม่บริสุทธิ์เท่าปราณฟ้าดินแต่ก็ทรงพลังไม่น้อยเย่ฉีมองเฮยอี้ผานพุ่งเข้ามาพลางครุ่นคิดเล็กน้อยบุตรธิดาขุมอำนาจใหญ่เหล่านี้ล้วนอาบชำระกายด้วยโลหิตเทพยิ่งเผ่าอสูรโทสะยิ่งโดดเด่นในด้านกายเนื้อเขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่ากายสมบูรณ์แบบของเขาที่ผสานสายเลือดมังกรจากมรดกนิกายเข้าไปจะทรงพลังแค่ไหน

            ดาบสายพิรุณในมือที่เตรียมจะฟันออกไปชะงักค้างอยู่ก่อนที่เย่ฉีจะฉีกยิ้มกว้างตอนนั้นสู้กับหุ่นดินอ๋องเป็นเพราะพลังต่างกันเกินไปจึงยากจะคาดเดาตอนนี้เจอเฮยอี้ผานแล้วไม่ใช่ว่าเป็นตัวทดสอบที่ดีหรอกหรือ?

            ดาบสายพิรุณถูกเก็บกลับไปแววตาของเย่ฉีที่มองเฮยอี้ผานพลันฉายแววดุร้ายขึ้นมากายเนื้อของเขาคล้ายปะทุออกด้วยพลังบางอย่างแม้จะเป็นเพียงร่างกายของเด็กสิบขวบที่ไร้กล้ามเนื้อแต่พลังที่อัดแน่นอยู่ภายใต้ผิวกายละเอียดอ่อนนั้นกลับทรงพลังจนน่าตกใจ

            “เข้าคิดจะทำอะไร?จะวัดพลังกายเนื้อกับเฮยอี้ผานงั้นรึ?”

            “ช่างเย่อหยิ่งกินไปแล้วในการจัดอันดับของสมาคมสำนักศึกษานั้นความแข็งแกร่งกายเนื้อของเฮยอี้ผานอยู่ในร้อยอันดับแรกเลยนะ!”

            หลิวฉางกับเอี้ยนลี่มองดูอย่างตกใจส่วนพวกโอหยางเก๋อกับเตียวผิงก็เตรียมจะลงมือแล้ววัดกันแค่กายเนื้อทั้งสองคนยังด้อยกว่าเฮยอี้ผานอยู่ขั้นหนึ่งอีกทั้งตั้งแต่ต้นเย่ฉีก็ใช้ดาบมาตลอดดังนั้นพลังกายเนื้อของเขาก็ไม่น่าจะเหนือกว่าเฮยอี้ผานหรอกกระมัง?ด้วยความเย่อหยิ่งเช่นนี้สุดท้ายเขาจะต้องแพ้ภัยตัวเองแน่!

            ขณะที่โอหยางเก๋อกับเตียวผิงเตรียมลงมือนั้นหมัดของเฮยอี้ผานกับเย่ฉีก็เข้าปะทะกันแล้วเพียงหมัดต่อหมัดแต่กลับสร้างแรงระเบิดมหาศาลส่งเสียงราวกับยิงปืนใหญ่หมัดเล็กๆของเย่ฉีชนเข้ากับหมัดสีทองแดงของเฮยอี้ผานทั้งยังมีชั้นแสงสีฟ้าห่อหุ้มหมัดของเฮยอี้ผานไว้บางๆด้วยภาพร่างทั้งสองนิ่งค้างอยู่เช่นนี้ราวกับทำให้กาลเวลารอบกายหยุดนิ่ง

            ไม่มีใครคาดคิดว่าหมัดของเฮยอี้ผานที่ผสานจิตวิญญาณหมัดขั้นลึกล้ำจะถูกหมัดเพียวๆ ของแย่ฉีหยุดเอาไว้ได้!

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re ที่คุณอ่าน