ในมหาพันภพอันกว้างใหญ่มีดวงดาวมากมายนับพันดวงกระจายกันออกไปตามตำแหน่งของตน โดยในแต่ละดวงดาวก็มีสิ่งชีวิตที่แตกต่างกันออกไปแต่สิ่งนึงที่แบ่งแยกผู้คนออกอย่างชัดเจนก็คือ “พลังยุทธ์” นี่คือพื้นฐานในการดำรงชีวิตของเหล่าสิ่งมีชีวิตในมหาพันภพแห่งนี้ ทุกผู้ทุกคนต่างปีนป่ายเพื่อให้ตัวเองได้ไปยืนอยู่จุดสูงสุดของมนุษย์แล้วก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไป…
ดาวเคราะห์เว่ยจิ๋ง ทวีปัฟ้า
อาณาจักรฟ้าครามเป็ 1 ใน 2 อาณาจักรของทวีปัฟ้ามีทัศนียภาพรายล้อมไปด้วยูเาและพื้นที่โล่งกว้างแบ่งออกเป็ 32 เมืองย่อยในแต่ละเมืองก็ยังมีการแบ่งมาตรฐานของเมือง ยิ่งเมืองนั้นมีความเจริญและผู้ฝึกตนระดับสูงมากเท่าไหร่คุณภาพชีวิตของประชากรที่อาศัยก็จะดีตามไปด้วย
ชานเมืองซานผิงเมืองลำดับสุดท้ายของอาณาจักรฟ้าคราม ท่ามกลางแสงแดดสว่างจ้ายามเวลากลางวันมีร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังลากรถเกวียนของเขาไปตามถนนอย่างเชื่องช้า ภายในรถเกวียนเองก็ประกอบไปด้วยฟืนจำนวนนึงและสมุนไพรอีกเล็กน้อยเพื่อที่จะนำไปขายต่อยังในเมือง ระหว่างทางที่ลากรถเกวียนไปก็จะพบกับไร่นาตลอดสองข้างทางพร้อมกับมีเสียงะโจากผู้คนที่อยู่ในท้องนา
“เฮ้! ถังเว่ย จะนำฟืนไปขายอย่างั้นหรือ?”
ชายหนุ่มหรือถังเว่ยก็คือทหารรับจ้างที่ข้ามมิติมาโผล่ยังโลกใบนี้นั้นเองหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นเขาก็สามารถรอดออกมาจากหุบเขาลึกที่มีหิมะปลคลุมตลอดทั้งปีได้ ก่อนที่จะได้ผู้าุโนิรนามผู้นึงช่วยเอาไว้และได้มาลงหลักปักฐานอยู่ ณ เมืองซานผิงแห่งนี้
“ใช่ขอรับ…หลังจากนั้นก็จะแวะไปรับเหล่าน้องๆของข้าที่สถาบัน”
ถังเว่ยกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยนในตอนแรกที่มาถึงยังโลกใบนี้ในครั้งแรกเขาไม่คุ้นชินกับคนที่นี่เลยสักนิดเดียว ไม่ว่าจะเป็การสำเนียงการพูด การใช้ชีิวิต มันต่างจากสถานที่ที่เขาจากมาอย่างเห็นได้ชัด แถมในตอนนี้เขาเองก็ยังเป็ผู้นำครอบครัวแล้วแต่ไม่ใช่ฐานะคนเป็พ่อแต่คือพี่ชาย….เมื่อเดินลากเกวียนมาได้สักพักก็เริ่มที่จะมองเห็นประตูเข้าเมืองแล้วเผยให้เห็นทหารยามสองคนที่กำลังยืนเฝ้าประตูอยู่
“ลุงอู๋ ลุงจาง สวัสดียามบ่าย…”
ถังเว่ยรู้จักกับยามสองคนนี้มาเป็เวลานานแล้วทำให้เขาค่อนข้างจะสนิทกับทั้งสองคนเป็พิเศษ แถมในบ้างครั้งเหล่าน้องๆของเขาก็มักจะแวะมาหาท่านลุงทั้งสองคนนี้บ่อยครั้ง
"โอ้?ถังเว่ย…นำฟืนมาขายอย่างงั้นหรือเแสดงว่า่นี้ธุรกิจของเ้ากำลังเป็ไปด้วยดีสินะ"
อาชีพหลักของถังเว่ยในตอนนี้ก็คือชาวนาวทว่าในบางทีเองเขาก็รับงานพิเศษประเภทอื่นไปด้วยนั้นก็คือรับจ้างสารพัด ไม่ว่าจะเป็ผ่าฟืน หาปลา กวาดบ้าน ให้อาหารสัตว์เลี้ยง หรือทำความสะอาดกำแพงเมือง เขารับงานพวกนี้ทั้งหมด ทำให้ทุกคนในเมืองกล่าวขานเรียกเขาว่า
[ถังเว่ยสารพัดประโยชน์]
ไม่ว่าจะเป็คำขอแบบไหนถังเว่ยก็จะรับเอาไว้ทั้งหมดไม่ว่าค่าตอบแทนจะสูงหรือน้อยเพียงไหน เพราะค่าเหล่าเรียนของเหล่าน้องๆรวมถึงค่าใช้จ่ายอย่างอื่นนั้นเยอะมาก ถังเว่ยจึงได้สละการเรียนรู้ของตนเองละทำงานหาเลี้ยงครอบครัวแทน ทำให้ทุกคนในเมืองซานผิงต่างเอ็นดูและยอมรับในความทรหดของถังเว่ย
“ถ้าเช่นนั้นดูเหมือนข้าต้องไปส่งของให้ลูกค้าก่อนแล้ว เมื่อเสร็จธุระข้าจะแวะมาหาพวกท่านอีกครั้ง”
เขาค่อยๆลากเกวียนขนาดใหญ่ของเขาผ่านเข้าประตูเมืองไปทิ้งไว้เพียงลุงอู๋และลุงจางที่ยังคงมองไล่หลังไป
“ช่างเป็เด็กที่ดีอะไรอย่างงี้ น่าเสียดายถ้าเกิดเขาเดินเข้าสู่เส้นทางของผู้ฝึกยุทธ์ล่ะก็…”
เมื่อคุณได้เดินสายทางของผู้ฝึกยุทธ์เส้นทางของการก้าวหน้าก็จะเปิดออกไม่ว่าจะเป็ เงินทอง อำนาจ ทุกสิ่งล้วนได้มาอย่างง่ายดายขอเพียงแค่คนผู้นั้นแข็งแกร่งเท่านั้น การจะกำหนดชะตาชีวิตของตนเองจึงไม่ใช่เื่ยากอีกต่อไป
“ช่วยไม่ได้ล่ะนะการมีน้องอีก 4 คนคงทำให้เขาแบกภาระอะไรหลายๆอย่าง แต่ข้าว่าก็ดีแล้วล่ะข้าไม่อยากให้เด็กที่มีนิสัยดีแบบเขาต้องไปเจอกับโลกอันโหดร้ายเช่นนั้นเลย…”
ลุงอู๋และลุงจางยังคงพูดคุยกันต่อไปทางด้านของถังเว่ยเองก็ลากเกวียนมาถึงร้านที่เขาต้องนำฟืนมาส่งแล้วระหว่างทางเองก็ยังคงมีชาวบ้านออกมาทักทายเขาตลอดเวลา
“เถ้าแก่ฟืนที่ท่านสั่งข้าข้านำมาส่งแล้วนะ”
ถังเว่ยได้ะโเรียกของตัวของเถ้าแก่ที่เป็เ้าของร้านที่เขายืนอยู่ก่อนจะมีชายร่างท้วมเดินออกมาจากในร้าน
"ถังเว่ยนี่เองยังงานเร็วเหมือนเคยเลยนะ เอานี่ค่าตอบแทนของเ้า"
เขารับเงินตอบแทนมาก่อนที่จะขนฟืนทั้งหมดลงจากเกวียนและกล่าวกับเถ้าแก่เ้าของร้าน
“เถ้าแก่ก็กล่าวเกินไป…การทำให้ลูกค้าพอใจเป็หน้าที่ของข้าอยู่แล้ว คติของข้าก็คือทุกงานล้วนสำคัญเหมือนกันหมด”
เถ้าแก่ฟังคำพูดของถังเว่ยก็ยิ้มออกมาอย่างเอ็นดูและกล่าวอีกประโยคว่า
“จริงสิปีนี้เ้าอายุเท่าไหร่แล้วอย่างงั้นรึ?”
“20 ปีพอดีขอรับ”
เถ้าแก่เองก็พยักหน้าด้วยความเศร้าใจเขารู้ดีว่าอายุของถังเว่ยนั้นเลยการบ่มเพาะที่ดีที่สุดมาแล้วแต่เขาก็จะไม่ปิดโอกาสของถังเว่ย โอกาสที่เด็กในเมืองซานผิงแห่งนี้ควรจะได้รับ
“1 อาทิตย์ต่อจากนี้จะมีคนจากสถาบันผู้ฝึกยุทธ์จาก 10 เมืองอันดับแรกมารับผู้เยาว์ที่ดูมีพร์ั้แ่อายุ 12-22 ปี ข้าหวังเ้าเองก็จะเข้าร่วมด้วย”
ถึงอายุของถังเว่ยจะเลย่ที่ดีที่สุดของการเริ่มฝึกยุทธ์ไปทว่าขอเพียงแค่ได้เข้าไปศึกษาในสถาบันผู้ฝึกยุทธ์ของ 10 เมืองอันดับแรกสวัสดิการที่เขาจะได้รับจะต้องดีกว่าการรับจ้างอยู่แต่ภายในเมืองซานผิงแห่งนี้
“ข้าต้องขอบคุณสำหรับความหวังดีของท่านด้วยแต่ว่าข้าไม่ได้สนใจเกี่ยวกับเื่นั้นข้ายังมีน้องๆให้ดูแลอีกอย่างนึงชีวิตของข้าเองก็สบายดีอยู่แล้ว…”
ในชีวิตก่อนเขาผ่านการฆ่าฟันมามากมายกลิ่นคาวเื กลิ่นของดินปืน หรือแม้กระทั่งงานลอบสังหารเขาทำทุกอย่างมาหมดแล้วพอมาในชีวิตนี้เขาเองก็อยากจะใช้ชีวิตแบบคนธรรมดารับจ้างทั่วไปและมีครอบครัวที่แสนอบอุ่นนั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา
“ถ้าเช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวแล้วยังมีสมุนไพรที่ต้องไปส่งอีกหลายที่”
พลันคำพูดของเขาจบถังเว่ยก็ได้ลากเกวียนไปก่อนจะหายลับไปจากสายตาของเถ้าแก่
“ข้าคงไม่สามารถบังคับเ้าได้จริงๆสินะ…”
ใช้เวลาไม่นานถังเว่ยก็สามารถที่จะส่งสมุนไพรตามคำขอที่ได้รับเอาไว้อย่างรวดเร็วในตอนนี้ภารกิจสุดท้ายของเขาก็คือไปรับน้องๆและกลับบ้านก็เท่านั้น โดยสถาบันที่น้องๆของถังเว่ยศึกษาอยู่ก็เป็สถานบันที่ดีที่สุดในเมืองซานผิงแห่งนี้แล้ว แต่ราคาของมันก็ไม่ได้ถูกเลยแม้แต่น้อยมันมีมูลค่าสูงถึง 10 เหรียญทองแดงต่อเดือน นี้จึงเป็เหตุหลักที่ถังเว่ยไม่เกี่ยงที่จะรับงาน เมื่อเขาเดินมาถึงประตูทางเขาของสถาบันได้ไม่นานเหล่านักเรียนก็เริ่มจะทยอยออกมาจากภายในสถาบันแล้วถังเว่ยเองก็พยายามสาดสายตาของเพื่อที่จะคนที่เขา้าจะมารับ ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะมีเสียงเรียกของเด็กสาวตัวน้อยจากทางด้านหลังของเขา
“ท่านพี่…ข้าคิดท่านจังเลย!”
ถังเว่ยค่อยๆหันหลังไปก่อนจะพบกับเด็กสาวตัวน้อยหน้าตาน่ารักผูกโบสีม่วงเอาไว้ทั้งสองข้างมีเส้นผมสีดำเข้มทั้งศีรษะดวงตากลมโตของนางเองก็น่าเอ็นดูฉบับของเด็กสาววัย 10-11 ปี
“เราพึ่งจะเจอกันครั้งสุดท้ายก็คือเมื่อเช้านี้เองไม่ใช่หรือซูลี่(พลังอำนาจอันงดงาม)”
เขากล่าวพร้อมกับมองนางด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน
“เพราะว่าท่านตามใจน้องเล็กมากจนเกินไปยังไงล่ะท่านพี่ถึงทำให้นางติดท่านแบบนี้”
“เ้าเองก็อยากให้ท่านพี่ตามใจเ้าบ้างไม่ใช่หรือซิงเยียน (สวยงามและสนุกสนาน)”
ตามมาด้วยเด็กชายและเด็กหญิงที่อายุอานามราว 14-15 ปี
“หุบปากของเ้าซะ!เฟยหรง(โบยบินสู่เกียรติยศ)เ้าเองก็เหมือนกันนั้นแหละ”
เมื่อถังเว่ยเห็นพวกเขาทะเลาะกันก็ได้แต่ขำแห้งๆออกมาสองพี่น้องคู่นี้ยังคงเหมือนเดิมสามารถที่จะทะเลาะกันได้ทุกทีทุกเวลาเสียจริง
“แล้วเ้าล่ะร้องไห้ทำไมหรือเ้าตัวเล็ก?"
ถังเว่ยได้ก้มลงไปกล่าวกับเ้าตัวเล็กที่เกาะอยู่บริเวณต้นขาของเขา หน้าตาของร่างเล็กนี้คล้ายกับซูลี่เป็อย่างมากเพียงแต่ว่าเขาเป็ผู้ชายนั้นเอง
“ฮึกท่านพี่…ซูลี่แย่งขนมของข้าที่ท่านทำให้ข้าเมื่อเช้านี้…”
เขากล่าวออกมาทั้งน้ำตาทำให้ถังเว่ยต้องอุ้มเขาขึ้นมาไว้ในอ้อมกอดก่อนจะกล่าวปลอบโยนเขาเบาๆ
“โอ๋ๆไม่เป็ไรนะข้ายังทำขนมไว้อีกเยอะเพราะฉะนั้นเ้าหยุดร้องไห้ได้แล้ว”
ทันทีที่ได้รับการปลอบจากพี่ชายของตนเด็กหนุ่มตัวน้อยก็หยุดการร้องไห้ของตนก่อนจะซุกเข้าไปที่บริเวณอกของถังเว่ย
“อ่ะฟางหรง!(เกียรติยศอันหอมหวาน)เ้าขี้โกงนี่วันนี้ข้ายังไม่ได้ให้ท่านพี่อุ้มข้าเลยแท้ๆ”
ซูลี่ก็มีท่าทีไม่ยินยอมเล็กน้อยเมื่อนางเห็นว่าถังเว่ยอุ้มฟางหรงไว้คนเดียวสร้างความเหนื่อยใจให้กับถังเว่ยไม่น้อยก่อนที่เขาจะใช้มืออีกข้างนึงอุ้มตัวของซูลี่ขึ้นมา
“พวกเ้าเลิกทะเลาะกันได้เสียทีได้เวลากลับบ้านกันแล้ว เฟยหรงช่วยข้าลากเกวียนกลับด้วย”
“อะไรกันท่านพี่เกวียนของท่านมันหนักจะตาย-”
ทว่าก่อนที่เฟยหรงจะกล่าวจนจบปรโยคก็มีสายตาอันอาฆาตจ้องมองมาที่ตัวของเขาเสียทันที
“ถ้าเ้าไม่ทำก็ไม่ต้องกินข้าวเย็น….”
เพียงแค่คำพูดประโยคเดียวของถังเว่ยก็ทำให้เฟยหรงลืเื่ที่กล่าวออกมาสักครู่ไปจนหมด และรีบลากเกวียนออกไปด้วยความเร็วที่สุดเท่าจะที่เป็ไปได้
“เอาล่ะซิงเยียนเราก็กลับบ้านกันเถอะ"
ได้ยินเสียงเรียกเรียกของถังเว่ยเด็กสาวที่มีนามว่าซิงเยียนก็ไม่รอช้าที่มาจับบริเวณชายเสื้อของถังเว่ยทันที ก่อนที่พี่น้องตระกูลถังทั้งหมดจะเดินหายออกไปจากด้านหน้าของสถาบัน
“นั้นก็กลับบ้านกันเถอะ”