ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 40 โทสะ

           ทางทิศตะวันออก แสงสีแดงโผล่พ้นขอบฟ้าตามมาด้วยแสงทองผ่องอำไพ ดวงอาทิตย์ลอยสูงเหนือเทือกเขาไท่หังซานสาดแสงอรุโณทัยเรืองรอง

            บนเขาและในป่าผลไม้นอกสวนมีหมอกบางๆ ปกคลุม เมื่อกระทบกับแสงตะวันพลันเกิดเหลือบสีไล่เรียงกันไป

            ยังเช้าตรู่อยู่เลย แต่หลินนั่วอีมาถึงแล้ว

            ฉู่เฟิงทักทายไปคำหนึ่ง หากอีกฝ่ายวางหูไปเสียก่อน

            ในเมื่อวางหูไปแล้ว เขาจึงออกไปที่สวน เงยหน้ารับแสงตะวันอาบแสงสีทองยามเช้า เริ่มฝึกการหายใจแบบพิเศษ เช้าเย็นไม่เคยขาด

            ความรู้สึกมหัศจรรย์บางอย่างเกิดขึ้นเขารู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในเรือนกระจก ทั้งยังเหมือนกับแช่อยู่ในน้ำร้อน อะไรบางอย่างแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย

            หัวใจฉู่เฟิงกระตุกวูบ รู้สึกคุ้นเคยอยู่หน่อยๆ หากก็รู้สึกแปลกๆ อยู่ในที

            เขานึกไปถึงตอนที่อยู่ที่ภูเขาคุนหลุนนึกไปถึงต้นไม้พิสดารที่หยั่งรากอยู่บนยอดเขาสำริด ดอกไม้ที่เบ่งบานสี่กลีบดอกที่ร่วงหล่นใส่มือของเขา หลังจากนั้นเขารู้สึกอยู่บ่อยๆถึงสายไออุ่นบางๆ ที่ไหลเวียนในร่างกาย บางเบาเสียจนบางทีก็ไม่อาจสัมผัสได้

            ตอนนี้ กระแสอุ่นเช่นนั้นปรากฏขึ้น ทว่าชัดเจน เหมือนกับว่ามันแข็งแรงขึ้น

            เขารู้สึกทั่วร่างเบาสบาย กระแสอุ่นหลั่งไหลจากหัวจรดเท้า ประหนึ่งผืนดินแห้งผากได้รับความชุ่มชื้นจากสายฝนเทกระหน่ำจึงรีบซึมซับอย่างรวดเร็ว

            ร่างกายฉู่เฟิงตั้งแต่หัวจรดเท้าอบอุ่นจนร้อน อารมณ์ จิตใจอิ่มเอมอย่างยิ่ง

            พอเขาลืมตาขึ้นก็เป็นภาพอันน่ามหัศจรรย์ผิวกายของเขาเหมือนกับมีผ้าสีทองบางๆ คลุมอยู่ทั่วร่าง บางอย่างยิ่ง เบาอย่างยิ่ง

            เพราะอย่างนี้นี่เอง เขาจึงมีความรู้สึกเช่นนั้น

            เสร็จสิ้นการฝึกหายใจ เขาก้มลงมองดูก็พบว่าออร่าสีทองบางลงจนแทบจะมองไม่เห็น สุดท้ายก็ซึมหายเข้าไปในผิวกายไม่อาจมองเห็นแม้เพียงนิดเดียว

            ฉู่เฟิงรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง เขาเงยหน้ามองไปยังภูเขาที่ห่างออกไปสามารถเห็นกระรอกตัวหนึ่งที่กำลังกระโดดโลดเต้นอยู่บนต้นไม้เก่าแก่บนยอดเขานั้นได้อย่างชัดเจน

            มันเป็นความคมชัดของสายตาที่น่าตกตะลึง!

            พร้อมกันนั้น เขายังได้ยินเสียงกระพือปีกของผึ้งที่อยู่ไกลๆ ตอนที่มันพุ่งเข้าชนกลีบดอกไม้ขนาดเสี้ยววินาทีที่มันหยุดชะงักเขายังอุตส่าห์ได้ยิน

            เหมือนกับว่าเขาได้ตะกายออกมาจากห้องขังที่ปิดสนิทพลันได้สูดอากาศอันสดชื่น ฉู่เฟิงรู้สึกว่า สมองปลอดโปร่งแจ่มใสประสาทสัมผัสทั้งห้าเฉียบคมว่องไว

            โลกทั้งใบเหมือนกับเต็มไปด้วยสีสัน มีชีวิตชีวาเป็นเพราะสัมผัสของเขารับรู้ได้มากกว่า ไวกว่าเมื่อก่อนมากมาย

            หวงหนิวก็อยู่ในสวนด้วย มันฝึกหายใจเสร็จพร้อมกันกับเขาจึงได้เห็นภาพนั้นเข้าพอดี สีหน้าพลันเปลี่ยนไป มันจ้องฉู่เฟิงไม่วางตา

            ฉู่เฟิงกลับไม่ทันสังเกตมัน เขากำลังมองดูการเปลี่ยนแปลงของตัวเองจากนั้นเริ่มทำการทดสอบ

            เสียงฟึ่บดังขึ้น เขาหายตัวไปจากจุดที่ยืนอยู่ตอนแรกแล้วไปโผล่ในป่าผลไม้นอกสวน ความเร็วเพิ่มขึ้น จับเวลาคร่าวๆ แล้วในระยะร้อยเมตรใช้เวลาหนึ่งจุดสามวินาที

            ส่วนพละกำลัง เพิ่มขึ้นอย่างมาก

            ความแข็งแกร่งทางกายภาพยิ่งเพิ่มขึ้นมหาศาล

            การหายใจแบบพิเศษเผยให้เห็นความน่าสะพรึงกลัวของมันแล้วมันสามารถเปลี่ยนแปลงกายเนื้อ ด้วยประสิทธิภาพเช่นนี้มันช่างน่ามหัศจรรย์อย่างยิ่ง

            พละกำลัง ความเร็ว ประสาทสัมผัส ทุกด้านล้วนเพิ่มขึ้นเหมือนกับเป็นวิวัฒนาการอย่างหนึ่ง

            “วิธีหายใจแบบนี้มีที่มายังไงเหรอ?” ฉู่เฟิงถามหวงหนิว

            น่าเสียดาย หวงหนิวปิดปากเงียบ แต่ไหนแต่ไรมันไม่เคยเอ่ยถึงที่มาของวิธีหายใจนี้ วันนี้ก็ไม่มียกเว้น

            แต่ว่า มันเขียนตัวอักษรให้สองคำ

            “เกสรดอกไม้ ตัวเร่งปฏิกิริยา!”

            เพราะอย่างนี้ ถึงได้ใช้เวลานานอย่างนั้นหรือ? ร่างกายของฉู่เฟิงพัฒนามาถึงขั้นนี้ประสิทธิภาพที่สูงอย่างยิ่งนั้นทำให้หวงหนิวประหลาดใจจะแย่แล้ว

            มันเดาว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับกลีบดอกไม้สี่กลีบที่ละลายในมือเขาเมื่อตอนที่อยู่ที่ภูเขาสำริดนั่น

            ตามความเข้าใจของหวงหนิว การหายใจแบบนี้แม้จะไม่ธรรมดาและพิสดารอย่างยิ่งทว่า หากต้องการฝึกให้สำเร็จอย่างหมดจด ก็จำเป็นต้องมี “ตัวเร่งปฏิกิริยา”

            เมื่อรับประทานอาหารเช้าที่ประกอบจากเนื้อสัตว์ป่าเป็นหลักแล้วฉู่เฟิงก็รอคนมารับ

            คราวนี้เป็นหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่ง มีรอยกระอยู่ประปรายบนปลายจมูกนอกเหนือจากนี้แล้ว ก็เรียกได้ว่าสวยเลยทีเดียวยังไม่ทันเอ่ยอะไรเธอก็ยิ้มให้ก่อนแล้ว ช่างผูกมิตรได้รวดเร็วเสียจริง

            รถที่เธอขับมาสีดำสนิท ดูใหญ่โตเทอะทะ แผ่นเหล็กอย่างหนาติดกระจกรุ่นล่าสุดที่พัฒนาออกมาให้แข็งแรงเป็นพิเศษ

            มันเป็นรถกันกระสุน ท่าทางจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว แต่ไหนแต่ไรมาเทียนเสินเซิงอู้ก็เป็นเช่นนี้ เก็บรายละเอียดทุกเม็ด แม้แต่ส่งคนออกมาทำงานง่ายๆยังจัดเตรียมเสียเลิศหรู

            “คุณฉู่ เชิญค่ะ” หญิงสาวเปิดประตูรถให้เขา

            ฉู่เฟิงเหม่อเล็กน้อย ก็ตั้งแต่ที่หลินนั่วอีโทรหาเขาเมื่อเช้าแจ้งว่าจะส่งคนมารับ เขาก็เฝ้าแต่ครุ่นคิดบางเรื่อง

            “คุณฉู่?” หญิงสาวที่อยู่ด้านข้างเอ่ยเสียงนุ่มนวลพลางยิ้ม

            “ขอโทษครับ มัวแต่คิดอะไรเพลิน คุณกลับไปก่อนเถอะผมมีเรื่องด่วนบางอย่างต้องจัดการ ตอนเที่ยงผมจะไปหาเอง” ฉู่เฟิงตอบ

            หญิงสาวเกิดอาการไปไม่เป็น ตอบว่า“แต่ว่าคุณหลินสั่งให้ฉันมารับคุณไปพบนะคะ”

            ฉู่เฟิงส่ายศีรษะ ปฏิเสธ บอกเธอว่า ที่นี่ห่างจากตัวอำเภอไม่ไกลเท่าไหร่ตอนเที่ยงเขาจะรีบไปหาเอง ขอให้เธอกลับไปก่อน

            หญิงสาวท่าทางจนปัญญา เธออยากจะโทรหาหลินนั่วอีแต่ลังเลอยู่ครู่ก็ตัดสินใจว่ากลับไปก่อนค่อยว่ากัน เพราะหลินนั่วอีงานชุกมากเธอกำลังวุ่นวายกับเรื่องที่เขาไท่หังซาน วันนี้เป็นเพราะมีนัดหมายกับคุณฉู่จะเข้าพบได้ก็ช่วงมื้อกลางวัน

            “หวังว่าฉันจะระแวงเกินไปนะ” ฉู่เฟิงมองรถสีดำคันนั้นขับออกไป

            “หวงหนิว เฝ้าบ้านดีๆ นะ!”

            จากนั้น เขาก็ออกตัว เขาใช้เส้นทางเดินในป่าข้างทางที่พาไปสู่อำเภอเมืองไม่ใช้ถนนใหญ่ ด้วยความเร็วของเขา ถ้าวิ่งเต็มที่จริงๆ ก็ไม่ช้ากว่ารถคันนั้นหรอก

            ในความเป็นจริงก็คือ ถนนนั้นขรุขระอย่างยิ่ง ถูกตัดขาดไปหลายช่วงบางช่วงเป็นหลุมเป็นบ่อ จะอย่างไรก็ขับเร็วไม่ได้

            ฉู่เฟิงตามไปห่างๆ ด้วยร่างกายที่แข็งแรงจนน่าตกใจให้อย่างไรก็ไม่เหน็ดเหนื่อย

            ห่างออกไปได้สามสิบกว่าเมตร ทางข้างหน้าก็ยิ่งทุรกันดารรถสีดำชะลอความเร็วลง

            ทันใดนั้น ก็มีเสียงระเบิดดังลั่น ทำลายความเงียบสงบมันเป็นเสียงระเบิดจากอาร์พีจีที่เล็งอย่างแม่นยำพุ่งเข้าใส่รถลีมูซีนสีดำ

            พลังโจมตีรุนแรง เสียงระเบิดน่าหวาดกลัว รถทั้งคันลอยขึ้นไปกลางอากาศต่อให้เป็นรถกันกระสุน แต่ตอนนี้กระจกแตกร้าวกระจุยกระจายรถบิดเบี้ยวไปโดยสิ้นเชิง

            ตึง!

            ลีมูซีนสีดำร่วงลงพื้นแล้วระเบิด เปลวเพลิงควันไฟพวยพุ่งหินบนพื้นปลิวกระจาย ฝุ่นฟุ้งตลบอบอวล

            “ตูม!”

            วินาทีต่อมา ก็มีเสียงระเบิดดังขึ้นอีก จรวดพุ่งเข้าใส่รถอีกครั้งแม่นอย่างกับจับวาง รถทั้งคันกระจายไม่มีชิ้นดี

            ต่อให้เป็นรถกันกระสุน จะอย่างไรก็มีขีดจำกัดจรวดอาร์พีจีสองลูกนี้เกินความสามารถของรถกันกระสุนไปไกลแล้ว

            ห่างออกไป ฉู่เฟิงหน้านิ่งเป็นน้ำแข็ง เรื่องที่เขากังวลเกิดขึ้นจนได้นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าจะเล่นใหญ่ถึงเพียงนี้!

            เรื่องอย่างนี้ยังทำได้ลงคอ ฉวยโอกาสที่หลินนั่วอีส่งคนมารับเขาลงมือจู่โจมเอาชีวิตเขากลางทาง!

            “เลวจริงๆ!” ลูกนัยน์ตาฉู่เฟิงฉายแววสังหารเสียใจแทนเด็กสาวเคราะห์ร้ายคนนั้น ในใจเจ็บปวด ที่เธอมาจบชีวิตในเหตุการณ์นี้เขาเองก็มีส่วนรับผิดชอบที่ไม่อาจช่วยชีวิตเธอได้

            แต่ว่า เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าผู้หญิงคนนั้นจะบ้าคลั่งถึงเพียงนี้เรื่องเลวร้ายอย่างนี้ยังทำได้ลงคอ

            ตัวเขาเองคิดแค่ว่ามีความเป็นไปได้เพียงน้อยนิดเท่านั้นป้องกันไว้ก่อนดีกว่า กลับไม่นึกว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆ!

            จากนั้น ยังมีจรวดอาร์พีจีตามมาอีกสองลูก ล้วนยิงใส่ตรงนั้นรถคันนั้นพังยับเยิน ไฟลุกท่วมรุนแรง

            เสียงระเบิดดังสนั่น ตรงนั้นเป็นทางเถื่อน สองข้างทางคือป่ารกชัฏเสียงระเบิดปานฟ้าผ่าเช่นนี้ทำลายความเงียบสงัดทั้งปวง

            “ฉันจะฆ่าแก!”

            ฉู่เฟิงโมโหสุดขีด อีกฝ่ายเกลียดชังอะไรเขานักหนากัน? ถึงกับต้องลงมือ ลงทุนลงแรงกำจัดเขาในจังหวะที่หลินนั่วอีส่งคนมารับเขา

            แต่แล้ว เขาก็เข้าใจ อีกฝ่ายกำลังกลัว กังวลว่าเรื่องจะแดงจึงคิดฆ่าเขาปิดปาก

            “ผู้หญิงคนนั้นอยู่ข้างกายหลินนั่วอีน่าจะรู้ว่าเรายังไม่ได้บอกเธอเรื่องนั้นก็เลยชิงลงมือกำจัดเราก่อนที่เรื่องจะแดงขึ้นมา”

            ฉู่เฟิงรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกลัวอย่างมาก กลัวจนหน้ามืดตามัว

            “อย่างกับหมาจนตรอก!”

            สีหน้าเขาเย็นชา เรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ แน่ ในเมื่อบีบให้เขาลงมือเองจะใครหน้าไหนก็ตามที่เกี่ยวข้อง เขาจะบดขยี้มันให้ถึงที่สุด!

            บังอาจมาแตะขีดจำกัดของเขาดีนัก!

            อำเภอเมือง ในคฤหาสน์ ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง กำลังหมุนแก้วไวน์ทรงสูงช้าๆพลางละเลียดจิบไวน์ ชายหนุ่มมีท่าทีสบายๆ ผ่อนคลาย หากหญิงสาวกลับลุกลี้ลุกลนเหมือนกำลังรอคอยอะไรสักอย่าง

            ไม่นานนัก เสียงเครื่องมือสื่อสารก็ดังขึ้น หญิงสาวรีบรับสายทันที“เป็นยังไงบ้าง?”

            “ไอ้คนธรรมดานั่นตายไปแล้ว เละไปพร้อมกับรถเลย แต่ว่าไม่เห็นมียอดฝีมือโผล่มาเลย พวกเรากำลังรออยู่”

            เมื่อได้ฟังรายงานเช่นนี้ หญิงสาวมีท่าทีร้อนรนมากกว่าเดิม เธอก็คือคนที่เคยถือเครื่องมือสื่อสารของหลินนั่วอีนั่นเองหากตอนนี้สีหน้าท่าทางกังวล

            “เก็บงำไอสังหารให้ดี...พอคนคนนี้ปรากฏตัว ฆ่ามันทันที!” เสียงของเธอสั่นน้อยๆ

            “ครับ!”

            จากนั้นก็วางสายไป

            “หวั่นชิง อย่าห่วงน่า เรื่องเล็กแค่นี้ อย่าฟุ้งซ่านเลย”ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงนั้นตอบเรียบๆ ใบหน้าขาว หล่อเหลา ให้ความรู้สึกสูงส่งเขาหมุนแก้วไวน์ในมือเล่น

            “มู่ คุณก็พูดง่ายเกินไป แต่ที่ฉันทำไปมันเรื่องใหญ่นะ เกิดนั่วอีรู้เข้าละก็...”ใบหน้าของสวี่หวั่นชิงค่อนข้างซีด

            “ไม่ต้องห่วง ถ้าเขารู้ แล้วไงล่ะเทียนเสินเซิงอู้ไม่ได้เป็นของตระกูลเขาคนเดียวสักหน่อย สกุลมู่ของผมก็มีส่วนอีกอย่าง คุณก็เป็นทั้งเพื่อนสนิท ทั้งผู้ช่วยชั้นยอดของเขาด้วย อีกไม่นานพี่สาวคุณก็จะแต่งกับอาของเขาแล้ว ยังมีอะไรต้องห่วงอีกล่ะ? แต่ถึงนั่วอีจะรู้เรื่องก็ไม่ทำอะไรคุณหรอก”

            ชายหนุ่มปลอบใจ ใบหน้าขาวมีรอยยิ้มบางๆ อย่างไม่ใส่ใจสักเท่าไหร่

            “มู่ เรื่องนี้จะว่าไปก็เพราะฉันช่วยคุณนะ จนมันบานปลายอย่างนี้คุณรับผิดชอบไหวหรือ?” สวี่หวั่นชิงเอ่ยถาม เธอเป็นคนสวยตาเรียวแบบนัยน์ตาหงส์ หากไม่เพราะความวิตกกังวลก็ถือว่าเธอเป็นหญิงสาวที่มีเสน่ห์อย่างมาก

            “วางใจน่า เรื่องนี้ยังไงก็ไม่รั่วออกไปแน่คนของโพธิจีนส์ก็เพ่นพ่านอยู่แถวนั้น แล้วคนของเราก็ปะทะกับพวกมันบ่อยๆสุดท้ายทั้งหมดนี่...เป็นฝีมือพวกมันต่างหาก!”ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

            ต่อมาเขาส่ายศีรษะ พูดว่า “ที่จริง ผมก็แค่อยากให้หมอนั่นลำบากนิดๆ หน่อยๆเอง เอาแค่ดูท่าทีของนั่วอี แต่นึกไม่ถึงว่าคุณจะเล่นเขาถึงตาย”

            “ฉันจะไปรู้ความคิดคุณได้ยังไงกัน เรื่องไม่คาดคิดมันเกิดขึ้นได้ก็คนของคุณไปก่อกวนเขานี่ แล้วทีนี้ฉันดันไปรู้เรื่องความสัมพันธ์เก่าก่อนของเขากับนั่วอีเข้าก็อยากจะช่วยคุณสักหน่อย กลายเป็นว่าเรื่องมันบานปลายขนาดนี้”สวี่หวั่นชิงรู้สึกเสียใจเหลือจะเอ่ย

            พลาดเพียงก้าวเดียว เธอถลำลึกเข้าไปทุกทีตอนนี้รู้แล้วว่าไม่ควรยื่นมือเข้าไปเลย

            “ก็แค่กุ้งฝอยตัวเล็กๆ เท่านั้น เท่าที่ดูแล้วเขากับนั่วอีก็ไม่มีท่าทางจะไปกันได้ ผมไม่อยากให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก”ชายหนุ่มเหมือนจะหมดความอดทน เอ่ยว่า “แต่ในเมื่อคุณทำถึงขนาดนี้แล้วก็ไม่มีทางอื่น พลาดแล้วพลาดเลย ก็เก็บเขาซะ”

            “ก็เมื่อกี้ไง เขาตายแล้ว” สวี่หวั่นชิงบอกซ้ำ

            “ผมรู้แล้ว คนแบบนี้ตายไปก็ไม่กระไรนักหนา แต่ตามที่คุณบอกเขามียอดฝีมืออยู่เบื้องหลัง อย่างนั้นก็ต้องตามขุดรากถอนโคนกันแล้วล่ะ”ใบหน้าขาวของชายหนุ่มปรากฏรอยยิ้มอย่างเชื่อมั่นในตัวเอง

            “แล้วเก็บกวาดได้เรียบร้อยไหมล่ะ ควรจะรู้นะ คนของผมที่ส่งไปคราวที่แล้วน่ะมีฝีมือขนาดกำจัดยอดฝีมือในหมู่มนุษย์พิเศษได้เลยนะแต่ดันไม่มีข่าวคราวอะไรกลับมา” สวี่หวั่นชิงขมวดคิ้ว สีหน้ากังวล

            “นอกเสียจากว่าเขาจะมีฝีมือระดับเทพวัชระ อีกอย่างต่อให้เป็นเทพวัชระแห่งกลุ่มโพธิจีนส์มาเอง ก็ใช่ว่าจะรับมือได้ง่าย!” ชายหนุ่มท่าทางสบายอกสบายใจ รอยยิ้มนุ่มนวล

            “ก็หวังว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้นอีก!”

            “วางใจน่า คนของโพธิจีนส์อยู่แถวนั้นคราวนี้เป็นทางเทียนเสินเซิงอู้รับแขกเอง กำจัดเสี้ยนหนามพร้อมกับสะสางหนี้ไปในตัว ไม่อะไรนักหนาหรอก”

            ในป่า ฉู่เฟิงไม่ต่างกับเสือชีตาห์ เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบเขารู้สึกได้ถึงอันตราย เพราะที่ตรงนี้มีสภาพเหมือนปากแตรที่เปิดกว้างรอให้เขาตกลงสู่หลุมพราง

            ที่ตรงนี้กินอาณาบริเวณกว้าง เหมาะกับการซุ่มโจมตีเป้าหมายตัวเบ้งของคนในเงามืดไม่ใช่รถคันนั้นทว่าดูเหมือนกำลังรอให้ใครสักคนพุ่งออกมา

            “พวกแกคิดว่าฉู่เฟิงไม่มีน้ำยาคนที่หนุนอยู่ข้างหลังต่างหากถึงจะเก่งจริงใช่ไหมคราวนี้มาเพื่อเก็บคนคนนั้นงั้นสิ?” ฉู่เฟิงยิ้มกับตัวเองจากนั้นสีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ

            ฟุ่บ!

            ไม่นานนัก ด้วยสัมผัสอันฉับไว เขาเจอตัวมนุษย์พิเศษคนหนึ่งจึงเข้าใกล้อย่างไร้สุ้มเสียง กระบี่สั้นไวดั่งสายฟ้าสีดำสาดแสงดำมืดสู่ป่าทึบปาดผ่านคอของคนผู้นั้น สายเลือดสาดพุ่งคนผู้นั้นหันมามองด้วยแววตาหวาดหวั่น เลือดพุ่งจากคอเป็นสาย จากนั้นร่วงหล่นลงพื้น

            “นี่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นนะ บีบให้ฉันลงมือเรอะ ฉันจะเล่นกับพวกแกเองอย่าคิดว่าจะหนีรอดแม้แต่คนเดียว!”ฉู่เฟิงพูดด้วยเสียงเย็นเยียบ เขาตัดสินใจลงมืออย่างโหดเหี้ยมทั้งยังเปิดฉากล้างบาง จะฆ่าปูพรมไปจนถึงอำเภอเมืองเลย!