ตอนที่ 25 เผ่าโลหิตวิปลาศ
อรุณรุ่งมาเยือนสาดแสงส่องผ่านช่องหน้าต่างข้างเตียงลี่เหอหาได้ซ่อนตัวภภายในห้วงนิรันดร์อีกต่อไปนางนั่งข้างกายหลานเทียนที่ยังคงหลับตาพริ้มอยู่อย่างสงบเงียบและเมื่อยามหลานเทียนตื่นลืมตาสิ่งแรกที่เห็นก็เป็ใบหน้าที่งดงามเปื้อนยิ้มของลี่เหอที่จ้องมองเขาอยู่เช่นทุกครั้ง
“อรุณสวัสดิ์นายท่าน”ลี่เหอกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“อืม”หลานเทียนยันตัวลุกขึ้นพร้อมพยักหน้ารับการได้นอนหลับเต็มอิ่มเช่นนี้ไม่ค่อยเกิดได้บ่อยใน่เวลาที่ผ่านมานี้เท่าใดนักนับแต่ได้รับการทดสอบที่หมู่บ้านชีวิตที่สงบสุขก็เปลี่ยนไป
“เมื่อชั่วยามหนึ่งที่ผ่านมามีนางกำนัลมาเติมน้ำใส่อ่างให้ท่านแล้วส่วนทหารอารักขาท่าน ผลัดเวรไปหนึ่งกะแล้วเมื่อ สามชั่วยามที่แล้วท่านตื่นแล้วเช่นนี้ก็สมควรไปชำระล้างร่างกายให้สดชื่นเถิดข้าจะคอยอารักขาท่านอีกแรง”ลี่เหอกล่าวพลางส่งยิ้มอย่างอ่อนหวานของนางให้แก่หลานเทียนอีกครั้งหนึ่ง
หลังจากชำระล้างร่างกายจนสะอาดและเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่แล้วนั้นก็นึกถึงเื่เมื่อคืนขึ้นมาได้เื่หนึ่งที่ยังคงคาใจเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์หนึ่งอันมีนามว่าเผ่าโลหิตวิปลาสสีหน้าที่ครุ่นคิดอยู่ของเขาทำให้ลี่เหออดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม
“นายท่านมีเื่อันใด”ลี่เหอกล่าวถามด้วยความเป็ห่วง
“อืม เ้าจำเื่เมื่อคืนที่เหมยหลิน ที่หอการค้านั่นได้หรือไม่ ข้าอดสงสัยมิได้ นางกล่าวว่ามีวิธีที่จะฟื้นฟูแก่นโลหิตถึงสองทาง ทางหนึ่งคือโอสถ์คืนชีพส่วนอีกทางนั้นเกี่ยวกับโลหิตวิปลาส เหมยหลินนางเองก็ไม่ได้กล่าวถึงมันต่อเ้ารู้อะไรเกี่ยวกับมันหรือไม่ลี่เหอ” หลานเทียนขมวดคิ้วลงอย่างสงสัย
“โลหิตวิปลาสมีกล่าวถึงอยู่บ้างในภูตวิถีของข้ามันเป็สิ่งมีชีวิตเผ่าพันธ์หนึ่งที่มีชีวิตอยู่ใน่เดียวกับสัตว์อสูรเ้าพิภพทั้งสี่พวกมันมีร่างกายเหมือนกับมนุษย์ทุกประการหากแต่มีสีผิวขาวซีดราวกับซากศพพวกมันชื่นชอบโลหิตเป็อย่างมากออกหากินยามค่ำคืนเพื่อหาโลหิตสดมาดื่มกินหากแต่พวกมันสมควรจะสูญพันธุ์จนหมดสิ้นแล้วเมื่อหลายหมื่นปีก่อนสถานที่พวกมันอาศัยอยู่มักจะเป็ที่มีความหนาวเย็นปลีกวิเวก พวกมันสามารถเปลี่ยนร่างเป็สัตว์อสูรได้ลักษณะของพวกมันยามอยู่ในร่างแห่งรัตติกาลนั้นดูน่าเกรงขามและหวาดหวั่นยิ่งเขี้ยวคมแหลมดุจใบมีดสี่คู่สามารถฉีกกระชากร่างเหยื่อเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยในพริบตาพร้อมกับกรงเล็บราวพญาเหยี่ยวที่แข็งแกร่งราวทองแดง พละกำลังมหาศาลเหนืุ์เคลื่อนไหวรวดเร็วการเผชิญหน้ากับมันในยามราตรีย่อมเป็ไปไม่ได้ที่จะเอาชีวิตรอดกลับมา”นางกล่าวพลางหลับตาสำรวจภูตวิถีที่ไหลเวียนในห้วงความคิด
“แล้วใครรอดชีวิตกลับมาเล่าให้พวกเ้าฟังกัน”หลานเทียนกล่าวถามทันที
“อืมเมื่อกาลนั้นพวกมันไม่ได้เป็ปฏิปักษ์ตุ่์ั้แ่แรก ทั้งยังเป็มิตรเสียด้วยซ้ำจนกระทั่งมนุษย์ล่วงรู้ถึงความลับของพวกมัน”ลี่เหอลืมตาขึ้นและกล่าวต่อทันที
“พวกมันมีความสามารถที่สิ่งมีชีวิตที่มีปัญญาทรงภูมิทั้งหลายล้วน้าการควบคุมโลหิตโดยไร้ซึ่งข้อแม้ พวกมันสามารถควบคุมโลหิตของตนได้อย่างอิสระและสามารถส่งต่อโลหิตของตนเพื่อฟื้นฟูาแ เรียกได้ว่าเป็สิ่งมีชีวิตที่สามารถทำการรักษาได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดหากแต่ด้วยความสามารถควบคุมโลหิตนี้ก็เป็ภัยต่อพวกมันเองพวกมันถูกตามล่ามาเป็ทาสเช่นเดียวกับเผ่าภูตของข้าเดิมทีพวกมันนั้นเป็มิตรกับมนุษย์ แต่ความโลภของมนุษย์นั้นทำให้ความไว้เนื้อเชื่อใจและเป็มิตรแปรเปลี่ยนจิตใจที่บริสุทธิ์ของเหล่าโลหิตวิปลาศนั้นกลายเป็ความโกรธแค้นชิงชังต่อมวลมนุษย์อย่างยิ่งเดิมทีพวกมันนั้นล่าเพื่อดำรงชีพสังหารแต่สิ่งมีชีวิตที่ล่วงล้ำอาณาเขตและจู่โจมพวกมันก่อนเท่านั้นถึงแม้มันจะดื่มเืเป็อาหารแต่พวกมันไม่เคยสังหารสิ่งมีชีวิตใดซ้ำแล้วสัตว์บางชนิด้าให้มันดูดเืเพื่อชำระเืเสียออกจากร่าง”ลี่เหอกล่าวพร้อมกับลุกขึ้นช่วยหลานเทียนจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย
“สุดท้ายสิ่งมีชีวิตที่อันตรายก็คืุ์อยู่ดีสินะ เห้อ” หลานเทียนกล่าวพลางถอนหายใจ ด้วยสีหน้าเซื่องซึม
“อย่างน้อยนายท่านของข้าก็เป็มนุษย์ที่ประเสริฐที่สุด”ลี่เหอกล่าวพลางเผยรอยยิ้มงดงามไร้ที่ติ
“แล้วพวกมันจะฟื้นฟูแก่นโลหิตของข้าได้อย่างไร”หลานเทียนกล่าวถามต่อ
“ข้าเองก็ไม่มั่นใจแต่การควบคุมโลหิตของตัวมันเองข้าคาดว่ามันอาจจะสามารถถ่ายทอดแก่นโลหิตให้กับท่านได้โดยตรง”ลี่เหอกล่าว
“อืมข้าก็หวังว่าจะพบพวกมัน แต่พวกมันอาจจะสูญพันธุ์ไปจนหมดสิ้นแล้ว”หลานเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงผิดหวัง
“สถานที่มันถูกค้นพบครั้งสุดท้ายเป็่เวลาก่อนการก่อตั้งราชวงศ์ของอาณาจักรทั้งสี่บนมหาทวีปราวพันห้าร้อยปีก่อน สถานที่หนาวเย็นและปลีกวิเวกจากแผ่นดินใหญ่ของมหาทวีปอยู่ใกล้เรากว่าที่คิดนายท่าน สถานที่ค้นพวกพวกมันครั้งสุดท้ายคือที่ที่ท่านกำลังจะไปในไม่ช้า เกาะวิหคเหมันต์ด้วยเงื่อนไขของเกาะแห่งนั้นอาจมีความเป็ไปได้ที่มันจะหลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดซักแห่งบนเกาะนั่น”ลี่เหอกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“โชคเข้าข้างข้าจนน่ากลัวจริงๆ” หลานเทียนกล่าวพลางยิ้มอย่างเจื่อน ๆ
“แน่นอนนายท่านของข้าคือผู้ที่เป็เลิศที่สุด”หลานเทียนเมื่อได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ถึงกับทอดถอนหายใจในความเยินยอเกินขอบเขตของนาง
“นายน้อยหลานเทียนขอรับท่านตื่นแล้วหรือไม่ องค์จักรพรรดิมีรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้า”เสียงทหารยามหน้าประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงเคาะประตูสองสามที
“อ่าข้ากำลังแต่งตัวและจะออกไปเดี๋ยวนี้ ขอบใจท่านมากที่แจ้ง”หลานเทียนกล่าวพลางเรียกให้ลี่เหอกลับเข้าสู่ห้วงนิรันดร์ และผลักประตูห้องออก
“เชิญนายน้อยข้าจะนำทางอารักขาท่านไปเอง”ทหารยามทั้งสองก้มหัวเคารพและเดินนำหน้าหลานเทียนไปยังห้องพระโรงหน้าบัลลังก์
ขณะที่กำลังเดินผ่านทางแยกเพื่อเข้าไปยังเขตห้องโถงบัลลังก์นั้นก็มีอีกขบวนทหารหนึ่งแต่งกายคล้ายกับทหารอารักขาของหลานเทียนหากแต่มีผ้าผืนสีส้มพร้อมลวดลายอักษรอ่านได้ว่า “เฟิง”
“ฮึนึกว่าใครที่ใหนกล้าเดินตัดขบวนของข้า ที่แท้เป็นายน้อยอี้ของเรานี่เอง หึหึ”เฟิงมี่เตี่ยน เสนาบดีหลังค่อมหน้าเหมือนคางคกที่การพบพานครั้งแรกของหลานเทียนและตัวของมันเป็ไปด้วยความไม่ลงรอยกัน
“หลบไปพวกเรากำลังจะเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดินี่เป็ราชโองการส่งลงมาให้ตามตัวนายน้อยหลานเทียนไปเข้าเฝ้า”ทหารอารักขาผู้หนึ่งของหลานเทียนกล่าวอย่างองอาจ
“สามหาว”ทหารที่ผูกผ้าสีส้มกล่าวเสียงดังพร้อมกับปลดปล่อยจิตสังหารและพลังปราณกดดันพวกเขาทั้งสามหากแต่หลานเทียนยังคงสีหน้านิ่งเฉยราวกับไม่ได้รับผลกระทบของพลังปราณดาราเบื้องหน้า
“ไม่เป็ไรไม่เป็ไร เมื่อเป็ราชโองการ ข้าเองก็ไม่อาจจะขัดได้ในตอนนี้ ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ ฮึ เชิญนายน้อยอี้ก่อน”เฟิงมี่เตี่ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงหยิ่งผยองและประชดประชันพร้อมกับผายมือ
“เกิดเื่อะไรขึ้นพวกเ้าไร้สำนึกรึอย่างไรนี่เป็เขดพระราชฐานส่วนพระองค์กล้าปลดปล่อยจิตสังหารออกมาเชียวรึ”เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นเป็สุ้มเสียงก้องกังวาลทรงอำนาจของห้วหน้าทหารเกราะเงินราชองครักษ์ขององค์จักรพรรดิ
“โอ้ขออภัยท่านราชองครักษ์ ทหารของข้าไม่รู้ประสา”เฟิงมี่เตี่ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยันเช่นเดิมพร้อมสายตาที่แกร่งกร้าวกร้านโลก
“หึเชิญท่านหลานเทียนก่อน” ราชองครักษ์เกราะเงินแค่นเสียงก่อนเบือนหน้ามาหาหลานเทียนด้วยสีหน้าที่แปรเปลี่ยนเป็ใจดีเชิญหลานเทียนพร้อมผายมือไปยังห้องโถงบัลลังก์แม้เฟิงมี่เตี่ยนจะสงบปากลงไปแต่สายตาที่มองมายังกลุ่มของหลานเทียนก็ยังเปี่ยมไปด้วยความเหยียดหยามดูถูกและคุกคามตลอดเวลาถึงกระนั้นเื่ปะทะคารมก็จบลงด้วยดีจากการสอดมือของราชองครักษ์ต่างฝ่ายจึงหยุดการปะทะไว้เพียงเท่านี้และเดินขบวนเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิ
ณโถงบัลลังก์
“อี้หลานเทียนคารวะองค์จักรพรรดิ” หลานเทียนเมื่ออยู่หน้าโถงบัลลังก์ได้คุกเข้าลงประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมต่อบุรุษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปที่คอยหนุนหลังหลานเทียนในหลายเื่ทำให้เขาทำอะไรได้สะดวกเมื่อมีตราัที่องค์จักรพรรดิประทานให้แก่ตน
“ไม่ต้องมากพิธี..”องค์จักรพรรดิยังกล่าวไม่ทันจบประโยคดีเสนาบดีเฟิงมี่เตี่ยนก็เข้ามาพร้อมกับกองทหารราวสิบคน
“คารวะองค์จักรพรรดิ”เฟิงมี่เตี่ยนเข้ามาในโถงบัลลังก์จากนั้นก็เร่งทำความเคารพโดยเร็วถึงแม้น้ำเสียงนั้นจะไม่ได้มีความเคารพอยู่ในนั้นก็ตามทำให้ราชองครักษ์ทั้งหลายนั้นแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา
“อืมเฟิงมี่เตี่ยนเ้ามีธุระอะไรกับเรารึหากไม่ใช่เื่เร่งด่วนเ้าคงจะรู้ว่าจะเป็เช่นใด”องค์จักรพรรดิกล่าวด้วยน้ำเสียงกึกก้องทรงอำนาจ
“หากมิใช่เื่เร่งด่วนข้าน้อยย่อมมิกล้ามิกล้ารบกวนท่านอย่างแน่นอน”เฟิงมี่เตี่ยนกล่าวจบก็เดินไปข้างโถงบัลลังก์และมอบตราสารบางอย่างให้กับองค์จักรพรรดิซึ่งพระองค์นั้นได้ใช้พลังปราณดึงมันออกมาจากมือของเฟิงมี่เตี่ยนอย่างรุนแรงขนาดที่เฟิงมี่เตี่ยนเองก็ไม่คาดคิดว่าองค์จักรพรรดิจะทำเช่นนี้
“หมดธุระแล้วเ้าก็ออกไปเสีย”องค์จักรพรรดิกล่าวอย่างไม่ไยดี
“งั้นข้าน้อยผู้ต้อยต่ำขอลา” เฟิงมี่เตี่ยนเค่นเสียงพร้อมหันหลังกลับอย่างไม่พอใจทางทหารของเสนาเฟิงก็พากันเดินตามออกไปทันที
“หลานเทียนเ้าพร้อมสำหรับการประลองแล้วหรือไม่”องค์จักรพรรดิรอจนกลุ่มของตระกูลเฟิงออกไปจนหมดจึงกลับมาสนทนากับหลานเทียนทันทีด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนขึ้น
“ข้าพร้อมแล้วขอรับ”หลานเทียนตอบกลับอย่างฉะฉาน
“อืมประเสริฐ ประเสริฐ การประลองในครั้งนี้ข้ามิได้้ากดดันตัวของเ้ามากจนเกินไปเพียงต่อสู้ให้ถึงที่สุดก็เพียงพอเราย่อมไม่ถือโทษโกรธเ้าอย่างแน่นอนแค่เ้าเข้าร่วมการประลองครั้งนี้ข้าก็ดีใจมากแล้ว เอาล่ะ ชูไท่ิจงนำรายละเอียดการประลองออกมา”องค์จักรพรรดิตรัสจบ ชูไท่ิทหารที่ทดสอบหลานเทียนเมื่อครั้งอยู่ที่หมู่บ้านก็ก้าวออกมาพร้อมกับม้วนกระดาษม้วนหนึ่งจากนั้นจึงคลี่ออกแล้วอ่านออกเสียงกึกก้องไปทั่วห้องโถงบัลลังก์
“ขอรับ”ชูไท่ิขานรับทันทีและเริ่มอ่าน
“กฎการประลองสิบสองข้อ
หนึ่ง ห้ามใช้ผนึกเสริมพลังทั้งมวลรวมไปถึงโอสถฟื้นฟูใดระหว่างประลอง
สอง การต่อสู้ใช้ฝั่งละไม่เกินสามคนเท่านั้นแต่สามารถใช้เวทย์อัญเชิญได้
สาม ใช้เคล็ดเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ได้เพียงฝ่ายละหนึ่งเคล็ดเท่านั้น
สี่ ห้ามสิ่งมีชีวิตอื่นผู้ปลอมแปลงหน้าตา หรือดัดแปลงร่างกายเข้าร่วมการประลอง
ห้า ห้ามใช้สิ่งบรรจุพิษหรืออาบยาพิษในการประลอง
หก ห้ามใช้อาวุธและชุดเกราะระดับสูงกว่าปราณตนเอง
เจ็ด ห้ามใช้เคล็ดวิชาสังหารที่สามารถทำให้คู่ประลองเสียชีวิตทันที
แปด ห้ามใช้เคล็ดวิชาที่ผลาญแก่นโลหิตใดใด
เก้า ห้ามตั้งใจทำร้ายบุคคลที่สิ้นสติหรือพ้นสภาพในการต่อสู้แล้ว
สิบ ห้ามกระทำการใดที่เกิดอันตรายกับผู้ร่วมประลองฝ่ายตนเอง
สิบเอ็ดห้ามใช้เคล็ดดูดกลืนเคล็ดของอีกฝ่าย
สิบสองห้ามใช้เคล็ดวิชาที่สังเวยสิ่งมีชีวิตอย่างเด็ดขาด
กฎทั้งสิบสองนั้นมีโทษทัณฑ์ไม่เท่ากันขั้นต่ำที่สุดนั้นต้องถูกกุมขังสิบปีและพ้นสภาพคนของสำนักทันที และสูงสุดคือปะาทั้งนี้ทั้งมวลขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเ้าสำนักทั้งสี่ และเมื่อไม่นานมานี้ได้มีการเพิ่มกฎอีกหนึ่งข้อ เป็กฏพิเศษเนื่องจากเป็ปีแรกที่มีการเข้าร่วมของมหาวิหารเรา
กฎพิเศษคือทุกคนต้องผ่านการตรวจสอบระดับพลังปราณรวมไปถึงตรวจสอบโอสถเพิ่มสมรรถภาพทั้งมวลที่ตกค้างอยู่ในร่างกาย
กฎนี้ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อป้องกันทางหอโอสถใช้ยากระตุ้นรวมไปถึงมหาวิหารของเราที่มีโอสถอยู่”ชูไท่ิกล่าวเสริมต่อเล็กน้อยหลังจากร่ายกฏทั้งสิบสองข้อหลักและหนึ่งกฏพิเศษ
“เดิมทีเราเองนั้นวาดหวังจะมอบโอสถพลิกฟ้าให้เ้าเพื่อเสริมพลังทุกด้านให้เพิ่มขึ้นหากแต่กฎข้อนี้ก็เห็นเป็สิ่งที่สมควรสมเหตุสมผลทั้งยังทำให้การประลองเป็ไปด้วยความเที่ยงธรรม” องค์จักรพรรดิตรัส
“องครักษ์ออกไปให้หมดเฝ้าประตูและอารักขาบริเวณโดยรอบในระยะยี่สิบเมตร ห้ามมีสิ่งใดเล็ดรอดได้”องค์จักรพรรดิถ่ายทอดคำสั่งทันทีเหล่าองครักษ์ทั้งหมดก็เดินออกจากโถงบัลลังก์ทันที พร้อมกับแยกย้ายตั้งขบวนป้องกันล้อมรอบระยะยี่สิบเมตรอย่างแ่าทันที
“อืมค่อยเป็ส่วนตัวขึ้นมาบ้าง หลานเทียนเ้ามีพลังปราณระดับไหนแล้ว เรารู้ว่าเ้า้าปิดบังเป็ความลับหากแต่ที่นี่มีเพียงเราและตัวเ้าเท่านั้น”องค์จักรพรรดิกล่าวพลางทะยานตัวลงจากบัลลังก์มายืนเบื้องหน้าหลานเทียนอย่างสง่า
ทางหลานเทียนเองก็ใไม่น้อยหากแต่ภายในใจนั้นกลับรู้สึกว่าชายเบื้องหน้านั้นไม่ได้คิดร้ายต่อตนเองจึงปลดเคล็ดวิชาปิดบังลมปราณออกทันที
“อืมนภาขั้นกลางอย่างนั้นรึ ให้ข้าตรวจสอบเ้าได้หรือไม่”องค์จักรพรรดิตรัสถามหลานเทียน
“เอ่อย่อมได้ขอรับ”หลานเทียนกล่าวอย่างตะกุกตะกัก
“หากเ้ากังวลเราก็จะไม่ตรวจสอบเราเพียงแต่กังวลเท่านั้นว่าเ้าจะสามารถรับมือกับการประลองได้ไหวเราคาดหวังในตัวเ้าในอนาคตจะเกิดเื่บางอย่างที่แม้แต่ตัวเราเองก็ไม่อาจจะต้านทานการเปลี่ยนแปลงราวคลื่นลูกใหญ่ที่โถมกระหน่ำนั้นอืมเอาล่ะ แล้วเ้าใช้อาวุธใดอยู่ในตอนนี้” องค์จักรพรรดิตรัสต่อทันที
“ขอรับ”หลานเทียนตอบอย่างตรงไปตรงมาทันทีต่างจากก่อนหน้าที่องค์จักรพรรดิ้าใช้พลังปราณตรวจสอบร่างกายของเขา ทางองค์จักรพรรดิเห็นดังนั้นจึงแย้มพระสรวลบางออกมาอย่างใจดี
“นี่ขอรับอาวุธของข้า”หลานเทียนกล่าวพลางแสดงเกราะแขนกระดูกเต่าเหมันต์กระดองน้ำเงินที่หลอมรวมเข้ากับร่างของเขา
“เ้าถึงกับสามารถหลอมรวมร่างเข้ากับมรดกแห่งเ้าพิภพได้เชียวรึ อืม สมกับที่เราคาดหวังในตัวเ้าเสียจริงและหากมันเป็เช่นนี้ ย่อมแปลว่าคำทำนายนั่นเป็จริงแน่แท้”องค์จักรพรรดิตรัสด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“เอ่อท่านล่วงรู้ถึงสิ่งนี้…” หลานเทียนกล่าวอย่างประหม่าพร้อมสีหน้าตกตะลึง
“แน่นอนข้าคือผู้สืบทอดเจตนารมย์แห่งเต่าเหมันต์กระดองน้ำเงินรุ่นที่สี่แล้วหากแต่ตัวข้าไม่อาจผสานมันเข้ากับร่างของข้าได้เห็นที่สิ่งนี้ย่อมเป็ประโยชน์กับเ้าแน่” องค์จักรพรรดิกล่าวพลางสะบัดมือช้า ๆสร้างเสียงหวีดหวิวกรีดอากาศออกปรากฏเป็มิติพิเศษที่ถูกสร้างจากพลังปราณมหาศาลที่ฉีกกระชากมิติออกเป็มิติส่วนตัวที่มีเพียงผู้ที่เป็เ้าของเท่านั้นจะเป็ผู้เปิดมันออกได้เป็พลังที่แทรกแซงมิติของโลกนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น พลังของระดับปราณปฐมจักรพรรดิที่มีเพียงผู้เดียวในทวีปสมุทรเหมันต์เท่านั้นหลานเทียนผงะถอยหลังไปหลายก้าวโดยไม่รู้ตัวด้วยพลังที่ห่างชั้น
“ไม่ต้องกังวลไปนี่เป็มิติส่วนตัวของเราที่ใช้เก็บของสำคัญเท่านั้น”องค์จักรพรรดิที่เห็นหลานเทียนถอยห่างออกไปตรัสออกมาให้คลายกังวล หลานเทียนได้แต่พยักหน้าหงึกเท่านั้นตัวของเขาแม้จะสามารถเปิดห้วงนิรันดร์ได้นั้นเข้าใจถึงการใช้มันได้หากแต่การใช้พลังปราณฝืนเปิดมิติส่วนตัวนั้นแตกต่างจากของหลานเทียนมาก
เมื่อประตูมิติสงบลงองค์จักรพรรดิจึงเอื้อมพระหัตถ์เข้าไปภายในพลางดึงกล่องไม้กล่องหนึ่งออกมาเมื่อมันอยู่บนพระหัตถ์แล้วประตูมิติก็ปิดลงทันทีพร้อมเสียงหวีดหวิวของอากาศที่เสียดแทงแก้วหู
ภายในกล่องส่งกลิ่นอายบางอย่างออกมาอย่างน่าประหลาดแต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างมากหลานเทียนเดินไปหลานเทียนเดินไปข้างหน้าพร้อมเอื้อมมือไปัักล่องราวกับมันมีแรงดึงดูดบางอย่างที่เรียกหลานเทียนเข้าไปหา
“มันเป็ของเ้าแล้วหลานเทียน”องค์จักรพรรดิตรัสพลางยื่นออกไปให้หลานเทียน
“ขอบพระทัยฝ่าา”หลานเทียนกล่าวตอบและเปิดกล่องออกทันทีภายในปรากฏกระดูกชิ้นหนึ่งขนาดเกือบเท่าข้อมือของเขา
“สิ่งนี้คือ…” หลานเทียนกำลังจะกล่าวถามกระดูกชิ้นนั้นก็ลอยขึ้นัักับหลานเทียนและซึมหายเข้าไปร่างกายของเขากลับไม่รู้สึกต่อต้านหากแต่รู้สึกเหมือนกับว่ากระดูกชิ้นนี้เป็ของเขาั้แ่ต้น
“มันคือกระดูกปลายหางเป็ส่วนหนึ่งของเต่าเหมันต์กระดองน้ำเงิน มันจึงผสานกับเ้าได้โดยง่ายและเพิ่มความแข็งแกร่งของกระดูกของเ้าทุกส่วนส่วนเื่แก่นโลหิตที่เ้าสูญเสียไปนั้นเห็นทีเ้าจำเป็ต้องใช้โอสถ์คืนชีพแต่หากสิ่งนั้นถูกปรุงขึ้นย่อมเกิดาอย่างแน่นอน”หลานเทียนพยักหน้าเข้าใจที่องค์จักรพรรดิตรัสทันที ซึ่งข้อมูลนี้นั้นก็ตรงกับที่เหมยหลินบอกกล่าวกับเขาก่อนหน้าที่หอการค้าแมงมุมทมิฬแล้ว
“นายท่านชายผู้นี้ล่วงรู้เกี่ยวกับสัตว์เ้าพิภพมากขนาดไหนกันแน่”ลี่เหอส่งกระแสจิตถามหลานเทียน
“อืมข้าเองก็สุดจะคาด เขารู้ทุกอย่างที่เรารู้เกี่ยวกับสัตว์เ้าพิภพแม้กระทั่งกระหลอมผสานที่ต้องสูญเสียแก่นโลหิตก็ตาม”หลานเทียนส่งกระแสจิตตอบลี่เหอที่นางกำลังนอนเล่นบนเตียงอันโปรดที่หลานเทียนมอบให้อย่างสบายอารมณ์
“ขอบพระทัยฝ่าา”หลานเทียนกล่าวพลางคารวะทันทีร่างกายของเขาตอนนี้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยกระดูกหางที่ผสานเข้ากับกระดูกของหลานเทียนไปนั้นเป็การเพิ่มความแข็งแกร่งของกระดูกทั้งร่างทำให้ความแข็งแกร่งทางร่างกายของเขาเพิ่มระดับขึ้นทีละน้อย
“มรดกที่เ้าได้รับเป็มรดกแห่งการป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดมันจะพัฒนาไปตามระดับของเ้าจึงไม่จำเป็ต้องกังวลว่าจะผิดกฎการประลองอย่างแน่นอน” องค์จักรพรรดิตรัสด้วยสีหน้าภูมิใจ
“ข้ามีเื่ต้องกล่าวกับเ้าโดยตรงนั่งลงเถอะ” องค์จักรพรรดิตรัสจบก็ปรากฏเก้าอี้สองตัวถูกดึงมาจากมุมหนึ่งของห้องโถงบัลลังก์
“อืมเรารู้ว่าเ้าอาจจะสงสัยว่าเหตุใดข้าถึงให้การสนับสนุนเ้าทุกทางอย่างไม่มีข้อแม้และตามใจเ้าทุกสิ่งทั้งยังพยายามผลักดันให้เ้าพัฒนาในทุกด้านนั่นมาจากสองสาเหตุสาเหตุแรกมันเกิดจากเมื่อพันกว่าปีก่อนนั้นมีอิสตรีผู้หนึ่งเป็นักพยากรณ์ที่ทำนายได้อย่างแม่นยำจนน่าเหลือเชื่อและหนึ่งในคำทำนายของนางกล่าวไว้เป็คำทำนายหนึ่งเกี่ยวกับมหาภัยพิบัติที่จะทำลายล้างอาณาจักรทั้งสี่บนมหาทวีปในคำพยากรณ์ได้กล่าวถึงลางบอกเหตุจุดเริ่มต้นของมันไว้หกประการ
ประการแรกลูกบาศก์อำพันหมื่นปีวัตถุที่ลึกลับและแข็งแกร่งที่สุดบนโลกแตกสลายเสื่อมพลังอำนาจลง
ประการที่สองสัตว์อสูรทั่วทั้งมหาทวีปจะโกลาหลย้ายถิ่นฐานบ้างแปรเปลี่ยนนิสัยเป็ดุร้ายบ้าคลั่ง
ประการที่สามโรคระบาดจะแพร่ไปทั่วทุกสารทิศสาเหตุจากน้ำที่ปนเปื้อน
ประการที่สี่คลื่นลมจากทะเลจะรุนแรงสัตว์น้ำจะลอยตายกันมากมาย
ประการที่ห้านั้นสัตว์อสูรทะเลจะเริ่มปรากฏกายใกล้ผืนแผ่นดินมากขึ้น
และประการสุดท้ายก่อนที่หายนะที่แท้จริงมหาภัยพิบัติจะเริ่มต้นนั้นคือแผ่นดินกว่าสามในสิบส่วนของมหาทวีปจะจมลงไปในทะเลและมหาสมุทรผู้คนจะล้มตายจากเหตุการณ์นี้มากมายเหลือคณานับ”หลานเทียนถึงกับหน้าถอดสีเพราะปรากฏการณ์ที่องค์จักรพรรดิตรัสมานั้นได้เกิดขึ้นแล้วถึงสองประการองค์จักรพรรดิเองถึงแม้น้ำเสียงและกริยายังคงนิ่งสงบแต่แววตานั้นกลับดูเป็กังวลใจเป็อย่างยิ่งลี่เหอนางนั่งกอดเข่าคดคู้อยู่หลังจากได้ฟังเื่ราวทั้งหมดสีหน้าของนางนั่นบ่งบอกถึงความหวาดหวั่นสิ้นหวังและโศกาอาลัยยิ่ง