จารึกที่ 328 : วิหารไร้รูปสลักเต๋า : สมการปฐมกาลท้าทายสวรรค์
มหานาวาปราณสูญตาลอยลำอย่างเชื่องช้าและเงียบงัน ผ่านพ้นห้วงทะเลสาบสีเงินยวงที่เคยเป็นสมรภูมิแห่งความเคียดแค้นของเหล่าบรรพชน บัดนี้ คลื่นลมแห่งมิติสงบราบเรียบประดุจกระจกบานยักษ์ที่สะท้อนเพียงความว่างเปล่า
เบื้องหน้าของพวกเขา คือเป้าหมายสูงสุดที่วิหารเทพอนันตกาลพยายามปิดซ่อนไว้ด้วยชีวิตของเซียนนับแสน... 'วิหารไร้รูป'
มันมิได้ถูกก่อร่างขึ้นจากศิลา หยก ขาว หรือโลหะล้ำค่าใดๆ ทว่าสถาปัตยกรรมที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้านี้ ถูกถักทอขึ้นจาก 'อักขระสวรรค์' บริสุทธิ์นับล้านตัว!
อักษรแต่ละตัวเรืองรองด้วยแสงสีทองอ่อนจาง ลอยสลับซับซ้อนและสอดประสานกันจนเกิดเป็นรูปทรงของเสา หลังคา และบานประตู ทุกการขยับเขยื้อนของอักษรหนึ่งตัว ส่งผลให้โครงสร้างของวิหารแปรเปลี่ยนรูปทรงไปอย่างวิจิตรพิสดาร มันคือสิ่งปลูกสร้างที่มีชีวิต ขับเคลื่อนด้วยลมหายใจแห่งวัฏสงสาร!
"วิหารไร้รูป..."
เสียงฝีเท้าหนักแน่นของมู่เฉิน อดีตมหาปรมาจารย์แห่งสำนักหมื่นอักขระ ก้าวเดินมาหยุดอยู่เคียงข้างอาเจีย ร่างเนื้อที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาใหม่อย่างสมบูรณ์แบบสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม น้ำตาแห่งความปีติและรันทดใจไหลรินลงมาอาบแก้ม
"ในบันทึกโบราณของสำนัก กล่าวไว้ว่าปฐมบรรพชนมิได้ 'สร้าง' วิหารแห่งนี้ ทว่าท่าน 'ค้นพบ' มัน ณ ใจกลางของความว่างเปล่า... มันคือจุดกำเนิดของอักษรตัวแรกในเอกภพ!"
อาเจียยืนนิ่งอยู่บนหัวเรือ ลมหายใจของเขาประสานเข้ากับจังหวะการเต้นของวิหาร ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนส่งเสียงครางแผ่วเบา ราวกับทารกที่ได้พบเจอมารดาผู้ให้กำเนิด
"ความรู้ที่แท้จริง มิเคยถูกจำกัดด้วยรูปทรง..." อาเจียเอื้อนเอ่ยเสียงแผ่วเบา แววตาของเขาสาดประกายความกระหายรู้ที่ไม่อาจประเมินค่า "ท่านอาจารย์ สวรรค์เบื้องบนเรียกขานอักขระเหล่านี้ว่า 'อักขระสวรรค์' และอ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของ ทว่าแท้จริงแล้ว พวกมันกำเนิดขึ้นก่อนจะมีคำว่าสวรรค์เสียอีก"
เขาตีหน้าเศร้า ทอดถอนใจด้วยความเวทนาต่อความจองหองของเบื้องบน "พวกเขากักขังภาษาของเอกภพไว้ บีบบังคับให้สรรพชีวิตเป็นใบ้และมืดบอด เพื่อที่ตนเองจะได้เป็นผู้ผูกขาดการสื่อสารกับสัจธรรม... ช่างเป็นทรราชที่หวาดกลัวแม้กระทั่งตัวอักษร วันนี้ ข้ามิได้มาเพื่อขโมยสิ่งใด ทว่าข้ามาเพื่อ 'ปลดแอก' ถ้อยคำเหล่านี้ ให้กลับคืนสู่ริมฝีปากของมวลมนุษย์"
วาจาที่เปล่งออกมาช่างเปี่ยมไปด้วยความชอบธรรมและอหังการ! อาเจียไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความโลภที่จะครอบครองสุดยอดวิชา ทว่าเขาขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ที่จะรื้อถอนการผูกขาดของศาลสวรรค์!
"เจ้าสัว จอดเรือไว้ที่นี่ กางม่านพลังอำพรางให้มิดชิด" อาเจียหันไปสั่งการหุ่นกลศิลาพิทักษ์
"รับบัญชานายท่าน" เจ้าสัวคุกเข่าลงข้างหนึ่ง 'หัตถ์ศิลาสะบั้นสูญตา' คู่ใหม่ที่ถูกหล่อหลอมจากสสารแห่งมิติขยับประสานอินอย่างคล่องแคล่ว คลื่นความว่างเปล่าแผ่ซ่านออกไปบิดเบือนการมองเห็นและจิตสัมผัส กลืนมหานาวาปราณสูญตาให้เลือนหายไปในอากาศธาตุ
อาเจียหันไปพยักหน้าให้กลุ่มสหาย "ศิษย์พี่ปิงอวิ๋น ชิงเสวี่ย พี่มู่หลาง อี้หราน... พวกท่านเพิ่งผ่านศึกหนัก รากฐานยังบอบช้ำ จงรั้งอยู่บนเรือเพื่อบ่มเพาะและฟื้นฟูพลังเถิด ภายในวิหารไร้รูปนี้ อัดแน่นไปด้วยสัจธรรมแห่งปฐมกาล หากผู้ใดที่รากฐานเต๋าไม่สอดคล้องกับวิถีอักขระล่วงล้ำเข้าไป อาจถูกกระแสความรู้บดขยี้วิญญาณจนแตกซ่านได้"
"เข้าใจแล้ว เจ้าระวังตัวด้วย อาเจีย" หลินชิงเสวี่ยเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง นางรู้ดีว่าคำเตือนของเขาเป็นความจริง เพียงแค่มองดูตัวอักษรที่ประกอบเป็นวิหารจากระยะไกล โสตสวรรค์ของนางก็แทบจะรับข้อมูลมหาศาลไม่ไหวจนปวดร้าวไปถึงสมอง
"ข้าจะตามเจ้าเข้าไปเอง" มู่เฉินกล่าวอย่างหนักแน่น "ในฐานะบรรพชน ข้ามีหน้าที่ต้องเป็นประจักษ์พยานในการเปิดผนึกความลับนี้"
วูบ!
องค์หญิงน้อยโผล่พรวดออกมาจากพู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) นางยืนกอดอกลอยอยู่กลางอากาศ ใบหน้าเล็กๆ เชิดขึ้น "แล้วข้าล่ะ! เจ้าคิดจะทิ้งข้าไว้ข้างนอกหรืออย่างไร? ในวิหารนั่นมีสมการปฐมกาลอยู่ หากไม่มีข้าคอยช่วยจัดระเบียบโครงสร้าง เจ้าอาจจะโดนอักขระพวกนั้นทับตายก็ได้!"
"ข้ายังไม่ได้เอ่ยปากห้ามเจ้าเลย องค์หญิงน้อย" อาเจียยิ้มขำ "เชิญเสด็จเข้าไปด้วยกันเถิด"
อาเจียประสานมือรับคำอาจารย์ ก่อนจะทะยานร่างวูบเดียว ข้ามผ่านช่องว่างของมิติ ลงไปยืนอยู่เบื้องหน้า 'บานประตู' ของวิหารไร้รูป
มันไม่มีบานพับ ไม่มีลูกบิด มีเพียงม่านอักขระที่ไหลเวียนลงมาประดุจน้ำตกสีทอง อาเจียไม่ได้ใช้พลังปราณเข้ากระแทก เขาหลับตาลง ปรับสภาวะจิตเข้าสู่มหาภาวะซวี ยกมือขวาขึ้นและทาบฝ่ามือลงไปบนม่านอักขระนั้น
วูบ...
อักขระสวรรค์ไม่ได้ต่อต้าน ทว่าพวกมัน 'จดจำ' กลิ่นอายของอักขระหลิง 零 (หลิง) ที่ฝังอยู่ในสายเลือดและทารกวิญญาณของเขา ม่านอักขระแหวกออกเป็นช่องว่างอย่างนุ่มนวล ต้อนรับราชันหมื่นอักขระผู้หวนคืนสู่ต้นกำเนิด
เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ภายในวิหาร ทัศนียภาพรอบด้านกลับมิใช่โถงกว้างที่มีเสาค้ำยัน ทว่ามันคือ 'ห้วงอวกาศอันไร้ขอบเขต' !
รอบตัวของอาเจียและมู่เฉิน เต็มไปด้วยละอองแสงนับล้านล้านดวงที่ล่องลอยอยู่ เมื่อเพ่งมองให้ดี ละอองแสงแต่ละดวงคือ 'รากศัพท์' ของสรรพสิ่งในเอกภพ! มีทั้งอักขระที่แทนความหมายของ 'เวลา' 'มิติ' 'การเกิด' 'การดับ' 'ความร้อน' 'ความเย็น' พวกมันจับกลุ่มกัน ลากเส้นสายเชื่อมโยงกัน ก่อเกิดเป็นสมการแห่งชีวิตและการทำลายล้างที่หมุนเวียนไปมาไม่รู้จบ
"นี่คือ... ห้องสมุดแห่งเอกภพ!" มู่เฉินอ้าปากค้าง ร่างเนื้อของท่านสั่นสะท้านอย่างรุนแรง "ความรู้ทั้งหมดของสำนักหมื่นอักขระที่ข้าเคยร่ำเรียนมาทั้งชีวิต เทียบไม่ได้กับฝุ่นผงเพียงเม็ดเดียวในสถานที่แห่งนี้!"
"สุดยอดไปเลย!" องค์หญิงน้อยดวงตาเป็นประกายวาววับ นางลอยไปแตะละอองแสงนู้นทีนี้ทีอย่างตื่นเต้น "อักขระพวกนี้บริสุทธิ์มาก! อาเจีย! เจ้ารีบเก็บพวกมันให้หมดเลยนะ!"
อาเจียยืนนิ่งงัน ความยิ่งใหญ่ของสรรพสิ่งเบื้องหน้าทำให้เขารู้สึกตระหนักถึงความเล็กจ้อยของตนเอง ทว่าในความเล็กจ้อยนั้น เขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัว เขากลับรู้สึกเหมือนเป็นเด็กน้อยที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องหนังสือของบิดามารดา
"อักขระเหล่านี้... ไม่มีความสมบูรณ์ในตัวมันเอง" อาเจียวิเคราะห์อย่างเฉียบขาด ดวงตาแห่งความว่างเปล่ากวาดมองการรวมกลุ่มของอักษร "พวกท่านดูสิ เมื่ออักขระ 'ไฟ' ผสานกับอักขระ 'ลม' มันเกิดเป็น 'พายุเพลิง' ทว่ามันดำรงอยู่ได้เพียงชั่วครู่ก่อนจะแตกสลายไป เพราะมันขาด 'รากฐาน' ที่จะรองรับสมดุลของพวกมัน"
อาเจียก้าวเดินไปข้างหน้ากลางห้วงอวกาศจำลอง เขาเดินทะลุผ่านกลุ่มดาวอักขระนับร้อยนับพัน จนกระทั่งมาถึงใจกลางของวิหาร
ณ จุดศูนย์กลางนั้น ไม่มีอักขระสีทองคำที่วิจิตรตระการตา ไม่มีพลังทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัว มีเพียง 'แท่นศิลาสีดำสนิท' รูปทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ที่เรียบง่ายที่สุดตั้งอยู่ บนแท่นศิลานั้น ว่างเปล่า! ไม่มีคัมภีร์ ไม่มีศัสตราวุธ มีเพียง 'รอยบุ๋ม' รูปทรงกลมขนาดเท่าฝ่ามือ
"ว่างเปล่า..." มู่เฉินขมวดคิ้ว "หรือว่าวิหารเทพอนันตกาลจะชิงสิ่งของบนแท่นนี้ไปแล้ว?"
"ไม่ใช่อย่างนั้นขอรับท่านอาจารย์" อาเจียส่ายหน้า รอยยิ้มแห่งการตระหนักรู้ปรากฏบนใบหน้า "ศาลสวรรค์ไม่เคยเข้าถึงสถานที่แห่งนี้ได้ พวกเขาเพียงแค่ผนึกมันไว้จากภายนอก... สิ่งที่อยู่บนแท่นนี้ ไม่เคยสูญหาย แต่มัน 'ไม่มีรูปลักษณ์' มาตั้งแต่แรก"
อาเจียล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบเอาพู่กันนิรันดร์ออกมา พู่กันด้ามนี้คือสมบัติระดับตำนานที่สืบทอดมาจากปฐมบรรพชน อาเจียพลิกดูด้ามพู่กันหยกดำ สลับกับมองรอยบุ๋มทรงกลมบนแท่นศิลา
"พู่กันคือเครื่องมือ... ทว่าสิ่งที่ขาดหายไป คือ 'แท่นฝนหมึก' ที่ใช้หลอมรวมสรรพสิ่ง"
อาเจียไม่รอช้า เขายกพู่กันนิรันดร์ขึ้น กรีดปลายพู่กันลงบนฝ่ามือซ้ายของตนเอง เลือดสีแดงสดที่อัดแน่นด้วยปราณเซียนแท้และเจตจำนงแห่งความว่างเปล่า หยดทะลักลงไปในรอยบุ๋มทรงกลมบนแท่นศิลา!
ติ๋ง... ติ๋ง...
หยาดโลหิตมิได้ไหลเจิ่งนอง ทว่ามันถูกแท่นศิลาดำดูดซับเข้าไปอย่างตะกละตะกลาม! ทันใดนั้น แท่นศิลาที่เคยเรียบง่ายพลันสั่นสะเทือน ลวดลายอักขระสีเงินยวงปรากฏขึ้นบนพื้นผิวสีดำ มันมิใช่อักขระสวรรค์สีทองที่คุ้นเคย ทว่ามันคือ 'อักขระสูญตา' !
"การจะเข้าใจสมการแห่งปฐมกาล มิใช่การอ่านคัมภีร์... ทว่าคือการ 'ทดลอง' สร้างมันขึ้นมาด้วยตนเอง!"
อาเจียประกาศกร้าว เขาเข้าสู่โหมดของการค้นคว้าและวิจัยอย่างเต็มรูปแบบ!
"องค์หญิงน้อย! เตรียมตัวประสานแกนอักขระให้ดี ข้าจะเริ่มทดลองผสานสมการปฐมกาลแล้ว!"
"รู้แล้วน่า! ข้ากางตาข่ายวิญญาณรอรับอยู่แล้ว!" องค์หญิงน้อยตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง นางแผ่พลังวิญญาณเข้าครอบคลุมบริเวณแท่นศิลาดำเพื่อเตรียมพร้อมจัดการโครงสร้างที่อาจระเบิด
รอบๆ แท่นศิลา อักขระสวรรค์สีทองนับร้อยตัวถูกดึงดูดเข้ามา พวกมันลอยวนอยู่เหนือแท่นฝนหมึกที่เพิ่งถือกำเนิด อาเจียใช้พู่กันนิรันดร์แตะลงในหยาดโลหิตของตนที่ผสานกับพลังของแท่นศิลา จนเกิดเป็น 'น้ำหมึกแห่งวัฏสงสาร' ที่มีสีเทาลึกล้ำ
"การผสานครั้งที่หนึ่ง... เต๋าแห่งการก่อเกิด"
อาเจียตวัดพู่กัน ลากเส้นสายสีเทาเชื่อมโยงอักขระ 'ดิน' และ 'น้ำ' เข้าด้วยกันกลางอากาศ ทันทีที่เส้นหมึกสูญตาสัมผัสอักษรทั้งสอง พวกมันก็หลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์แบบ เกิดเป็นมวลโคลนที่อบอวลด้วยพลังชีวิตบริสุทธิ์!
"สำเร็จ!" มู่เฉินอุทาน "การผสานธาตุที่ขัดแย้ง โดยไม่ต้องใช้ค่ายกลสี่ทิศบังคับ! นี่คือการสร้างสรรค์จากรากฐาน!"
ทว่า อาเจียยังไม่พอใจ เขาทดลองต่อไป
"การผสานครั้งที่สิบ... เต๋าแห่งการทำลายล้างและก่อเกิด"
เขาลากเส้นหมึกเชื่อมโยงอักขระ 'ไฟ' 'ลม' และ 'สายฟ้า' เข้าด้วยกัน! ครั้งนี้ พลังงานทั้งสามต่อต้านกันอย่างบ้าคลั่ง ประกายไฟและสายฟ้าแลบแปลบปลาบ หมายจะระเบิดใส่หน้าผู้สร้าง!
"ล้มเหลว!" อาเจียขมวดคิ้ว ถอยร่นไปครึ่งก้าว ปล่อยให้กลุ่มอักขระระเบิดสลายตัวไป "น้ำหมึกแห่งวัฏสงสารเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถโอบอุ้มพลังแห่งการทำลายล้างที่รุนแรงเกินไป... ขาดสิ่งใดไป?"
"เจ้าคนบ้าเอ๊ย! บอกแล้วไงว่าอย่าเอาของร้อนมาอัดรวมกันรวดเดียว!" องค์หญิงน้อยบ่นอุบขณะรีบใช้พลังวิญญาณระงับแรงระเบิดไม่ให้ลุกลาม
เขาหลับตาลง ทบทวนความรู้จากม้วนคัมภีร์โลหิต ทบทวนการต่อสู้กับเซียนอมตะ และทบทวนรอยขีดบรรพกาลบนศิลาจารึก
"ความว่างเปล่า... มิใช่แค่เส้นเชื่อมต่อ ทว่ามันคือ 'พื้นที่'..."
อาเจียลืมตาขึ้น ดวงตาสาดประกายแห่งปัญญา เขากรีดเลือดเพิ่มลงในแท่นศิลา คราวนี้เขาไม่ได้รีบใช้พู่กันวาดเส้นเชื่อม ทว่าเขาวาดสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) ขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดก่อน!
"มหาภาวะซวี จงเป็นผืนกระดาษแห่งเอกภพ!"
เมื่อวงกลมแห่งความว่างเปล่าถูกกางออก อาเจียจึงลากเส้นหมึกสูญตาเชื่อมโยง 'ไฟ' 'ลม' และ 'สายฟ้า' อีกครั้ง! คราวนี้ เมื่อพลังทั้งสามปะทะกัน แรงระเบิดและแรงต่อต้านทั้งหมด กลับถูก 'ดูดซับ' และกระจายออกไปตามเส้นรอบวงของวงกลม ( ⦾ ) ทำให้ใจกลางของสมการยังคงเสถียรภาพอย่างสมบูรณ์!
ครืนนน!
สายฟ้าสีชาดที่แฝงด้วยพายุเพลิง ถือกำเนิดขึ้นอย่างเงียบสงบกลางอากาศธาตุ! มันเป็นพลังทำลายล้างที่ทรงอานุภาพ ทว่ากลับเชื่องประดุจสัตว์เลี้ยงในกำมือของอาเจีย!
"นี่คือ... สมการปฐมกาล!" มู่เฉินมองภาพนั้นด้วยความศรัทธา "เจ้าค้นพบวิธี 'เขียน' กฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่แล้ว อาเจีย! เจ้ามิใช่เพียงผู้ใช้อักขระอีกต่อไป ทว่าบัดนี้ เจ้าคือ 'ผู้กำหนดอักขระ' !"
การเติบโตของเด็กหนุ่ม มิได้มาจากการถูกศัตรูกดดันจนระเบิดพลังแฝง ทว่ามันเกิดจากการทดลอง การเผชิญหน้ากับความล้มเหลว การวิเคราะห์จุดบกพร่อง และการประยุกต์ใช้วิถีแห่งเต๋าอย่างถ่องแท้! เขากำลังวิวัฒนาการจากผู้ฝึกตนธรรมดา ก้าวขึ้นสู่สถานะของผู้สร้างสรรค์กฎเกณฑ์!
ทว่า ท่ามกลางความปีติของการบรรลุเต๋า... วิกฤตการณ์ระดับสวรรค์ก็กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบเชียบ!
เปรี๊ยะ... เปรี๊ยะ...
เสียงปริแตกของมิติดังลึกมาจากเบื้องบนของหุบเขาสูญตา! มันมิใช่เสียงของรอยแยกมิติธรรมดา ทว่ามันคือเสียงของ 'กฎเกณฑ์ธรรมชาติ' ที่กำลังถูกฉีกทึ้งด้วยกำลังดิบที่เหนือล้ำจินตนาการ!
"เกิดอะไรขึ้น!" อาเจียเงยหน้าขึ้นมองทะลุผ่านหลังคาของวิหารไร้รูป
"กลิ่นอายนี้..." มู่เฉินหน้าซีดเผือด ร่างเนื้อสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ "มิใช่กองทัพศาลสวรรค์... มิใช่เซียนอมตะ... ทว่ามันคือ... ตัวตนระดับ 'ราชันย์เซียน' (Immortal King) ! พวกมันสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของวิหารไร้รูป จึงตัดสินใจลงมือด้วยตนเอง!"
เบื้องนอกสุสานสัจธรรม ท้องฟ้าที่เคยมืดมิดพลันถูกฉีกออกเป็นสองซีก เผยให้เห็นดวงตาขนาดยักษ์สีทองคำม่วงที่เยือกเย็นและไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ มันคือดวงตาของราชันย์เซียน ผู้ปกครองกฎเกณฑ์เบื้องบน ที่กำลังทอดมองลงมายังหุบเขาสูญตาประดุจมองดูรังมดที่กำลังลุกไหม้!
"มดปลวกที่บังอาจแตะต้องสมการปฐมกาล..." เสียงของราชันย์เซียนดังก้องไปทั่วทั้งแผ่นดินเร้นลับอุดรทิศ เสียงนั้นไม่ได้ดังผ่านอากาศ ทว่ามันสะท้อนอยู่ในจิตวิญญาณของสรรพชีวิต! "ในนามแห่งวิหารเทพอนันตกาล... สุสานแห่งนี้ และสรรพสิ่งภายใน จะต้องถูกลบเลือนออกจากกาลเวลาอย่างถาวร!"
ฝ่ามือขนาดยักษ์ที่ถักทอจากสายฟ้าแห่งสัจธรรมสีทองคำม่วง ค่อยๆ กดทับลงมาจากฟากฟ้า! ความเร็วของมันเชื่องช้า ทว่าน้ำหนักของมันกลับมากพอที่จะบดขยี้ดวงดาวให้แหลกสลาย! อาณาเขตของสุสานสัจธรรมเริ่มพังทลาย ค่ายกลของบรรพชนที่เคยตั้งตระหง่าน บัดนี้ปริแตกเป็นเสี่ยงๆ ภายใต้แรงกดดันระดับราชันย์เซียน!
บนมหานาวาปราณสูญตา กลุ่มสหายของอาเจียต่างถูกแรงกดดันนั้นบีบคั้นจนกระอักเลือด ค่ายกลสี่ทิศระดับพื้นฐานแหลกสลายในพริบตา!
"นายท่าน! มิติรอบด้านกำลังพังทลาย! พวกเราต้องหลบหนี!" เจ้าสัวแผดเสียงเตือน หัตถ์ศิลาสะบั้นสูญตาพยายามดิ้นรนควบคุมหางเสือ ทว่านาวาทั้งลำกำลังถูกแรงดึงดูดของฝ่ามือสวรรค์ดูดกลืน!
ภายในวิหารไร้รูป อาเจียรับรู้ถึงความพินาศที่กำลังจะมาถึง เขากำมือแน่น มองดูสมการปฐมกาลที่ตนเองเพิ่งสร้างสำเร็จ สลับกับมองความหวาดกลัวของสหายเบื้องนอก
หากเขาหนีตอนนี้ ด้วยพลังของพู่กันนิรันดร์และมหาภาวะซวี เขาอาจจะรอดชีวิตไปได้เพียงลำพัง ทว่าสหายของเขา และความรู้ทั้งหมดในวิหารแห่งนี้ จะต้องถูกฝังกลบไปตลอดกาล!
"ท่านอ้างสิทธิ์เหนือลิขิตฟ้า... สั่งลบเลือนสรรพสิ่งตามอำเภอใจ..." อาเจียกัดฟันกรอด ดวงตาแห่งความว่างเปล่าสาดประกายความดุดันที่หักหาญสวรรค์! "ทว่าบัดนี้ ข้าคือผู้ถือกุญแจแห่งสมการปฐมกาล... กฎเกณฑ์ที่ท่านสร้างขึ้น ข้าจะเป็นผู้ฉีกทึ้งมันเอง!"
อาเจียไม่ได้เลือกที่จะหลบหนี เขาหันกลับมาที่แท่นศิลาดำ!
"ท่านอาจารย์! ถ่ายทอดปราณจากร่างเนื้อของท่านลงในเตาหลอม! ข้าจะใช้เวลาที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ลมหายใจนี้... 'ผสาน' วิหารไร้รูปทั้งหลัง เข้าไปในทารกวิญญาณสูญตาของข้า!"
"เจ้าบ้าไปแล้วหรือ อาเจีย!" มู่เฉินเบิกตากว้าง "วิหารแห่งนี้คือความรู้ของเอกภพ! หากเจ้ารับมันเข้าไปในจุดตันเถียนของขอบเขตวิญญาณแรกเริ่ม ร่างของเจ้าจะระเบิดเป็นจุณ!"
"นี่เจ้าเสียสติไปแล้วเรอะ!" องค์หญิงน้อยกรีดร้องลั่น "ข้าไม่มีทางยอมให้เจ้าทำอะไรโง่ๆ แบบนี้นะ! พู่กันข้าได้แหลกสลายไปพร้อมกับวิญญาณเจ้าแน่!"
"หากต้องตายเยี่ยงสุนัขที่ถูกเหยียบย่ำ ข้าขอยอมตายเพราะกลืนกินท้องฟ้าจนท้องแตกเสียดีกว่า!" อาเจียประกาศกร้าว ตีหน้าเศร้าด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่อาจสั่นคลอน "สวรรค์บีบคั้นเราจนไร้ทางถอย... นี่คือการแลกด้วยต้นทุนสูงสุด! ข้าจะใช้ตนเองเป็นภาชนะแห่งเต๋า นำความจริงทั้งหมดหนีออกไปจากการกวาดล้าง!"
อาเจียกรีดฝ่ามือทั้งสองข้างจนเลือดไหลอาบ ประทับมือลงบนแท่นศิลาดำ!
"องค์หญิงน้อย! ถึงเวลาเสี่ยงชีวิตแล้ว กางตาข่ายวิญญาณให้กว้างที่สุด!"
"โอยยย ข้าเกลียดเจ้า! ข้าเกลียดเจ้าที่สุดเลยไอ้เจ้านายงี่เง่า!" องค์หญิงน้อยหลับตาปี๋ แผดเสียงร้องด้วยความเจ็บใจ ทว่านางกลับปลดปล่อยพลังวิญญาณทั้งหมดที่มีออกมาห่อหุ้มแกนกลางของพู่กันนิรันดร์อย่างสุดกำลัง เตรียมพร้อมรับแรงกระแทกที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์!
"มหาคัมภีร์ราชันหมื่นอักขระ... สมการปฐมกาล กลืนสวรรค์ผสานวิญญาณ!"
ครืนนนนน!
อักขระสวรรค์นับล้านล้านตัวที่ประกอบเป็นวิหารไร้รูป พลันสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง พวกมันถูกเจตจำนงแห่งความว่างเปล่าของอาเจียดึงดูด หมุนวนกลายเป็นพายุอักษรสีทองคำ พุ่งทะลักเข้าสู่จุดตันเถียนของเด็กหนุ่มและพู่กันนิรันดร์ประดุจสายน้ำหลาก!
อ๊ากกกก!
อาเจียแผดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ร่างกายของเขาพองโตและปริแตก เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วแท่นศิลา ทารกวิญญาณสูญตากรีดร้องเมื่อต้องรองรับข้อมูลสัจธรรมที่มหาศาลเกินขีดจำกัด!
"กรี๊ดดดดด! ไม่ไหวแล้ว! ข้อมูลมันมากเกินไป!" องค์หญิงน้อยกรีดร้องโหยหวน ร่างโปร่งแสงของนางกระพริบถี่ยิบประหนึ่งจะแตกสลาย "ข้าต้องเข้าสู่สภาวะจำศีล... ไม่เช่นนั้นวิญญาณข้าได้แตกดับแน่ๆ! เจ้าคนบ้า ข้าขอสาปแช่งเจ้า!"
สิ้นเสียงกรีดร้อง ร่างขององค์หญิงน้อยก็เลือนหายเข้าไปในส่วนลึกที่สุดของพู่กันนิรันดร์ นางเข้าสู่ **"สภาวะจำศีลเพื่อวิวัฒนาการ (Sleep Mode)"** อย่างกะทันหัน ทิ้งให้อาเจียต้องเผชิญหน้ากับพายุสมการปฐมกาลเพียงลำพัง!
ทว่า ท่ามกลางความเจ็บปวดที่แทบจะฉีกกระชากวิญญาณ อาเจียยังคงรักษาความเยือกเย็น เขากัดฟันควบคุมอักขระหลิง 零 (หลิง) ให้ทำหน้าที่เป็น 'แฟ้มข้อมูล' จัดหมวดหมู่และบีบอัดสมการปฐมกาลเหล่านั้นเข้าสู่ส่วนลึกของมหาภาวะซวี! เขากำลังใช้การวิจัยและการจัดระบบโครงสร้าง เพื่อเอาชีวิตรอดจากพลังที่เหนือกว่า!
ในขณะเดียวกัน ฝ่ามือของราชันย์เซียนก็กดทับลงมาถึงหลังคาของวิหารไร้รูปแล้ว!
ศึกชิงไหวชิงพริบระหว่างมดปลวกผู้ถือพู่กัน และราชันย์เซียนผู้ควบคุมลิขิตฟ้า ได้เดินทางมาถึงจุดวิกฤตสูงสุด! อาเจียจะต้องกลืนกินวิหารให้สำเร็จ และนำสหายหลบหนี หรือจะถูกฝ่ามือแห่งสัจธรรมบดขยี้จนกลายเป็นเพียงเถ้าธุลีในหน้าประวัติศาสตร์!