Age of war

    ตอนที่ 38 สงครามพันธมิตร-ทิศตะวันออก

    ***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]

    “ทุกหน่วยบุกกก----บุก...บุก...บุก (เสียงเบาลง) ก็ว่าไปนั่น ดอง~”

    *โครม!? *

    ประกายแสงอันเกรียงไกรของกองทัพภูติจำนวนสี่แสนนายได้มืดบอดลงไปในทันที

    ภูติตัวน้อยเหล่านั้นไม่หัวกระแทกต้นไม้ ก็หัวทิ่มพื้นอนาจไป

    กองทัพ (หน้าม้า) ของเหล่าภูติต่างหันมาจับจ้องเอสเทอด้วยสายตาอย่างตำหนิติเตียน

    ฉันรู้สึกได้ ว่าพวกเขาคงคิดประมาณว่า [เล่นบ้าอะไรของแก] แบบนั้น

    “ฮะ ฮะ ฮะ โทษที โทษทีนะดอง~ ก็แบบว่า ไม่เห็นจะต้องจริงจังกันขนาดนั้นเลยดอง~ ผ่อนคลายกันดีกว่านะดอง~”

    “เอสเทอ เธอนี่นะ...ดิก~”

    เจ้าคลั่งไฟ [ดีลอนนิก] หันมาบ่นพึมพำใส่ฉัน

    เอาน่า~ แค่ล้อเล่นนิดเดียวเองดอง~

    “เอสเทอ หวังว่าเจ้าจะมีเหตุผลดี ๆ ที่มาเล่นมุขในเวลาแบบนี้นะยัน~ ถึงฉันจะเข้าใจสาเหตุที่เธอหยุดทัพตอนนี้ แต่ถ้าไม่อธิบายให้ทุกคนฟัง เดียวก็ได้ถูกรุมประชาทัณฑ์หรอก ยัน~””

    “เออ...ค่ะ...ดอง~”

    ในตอนนั้นเองที่มีน้ำเสียงเย็นเฉียบดังมาจากทางด้านหลังของฉัน

    เธอคือภูติที่งดงามและฉลาดที่สุดของเผ่าเรา ประธานาธิบดี [ลิลลี่]

    ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดและทำไม แต่เธอบอกว่าอยากจะมาตามติดประชิดขอบสนามในสงครามครั้งนี้ด้วย

    “คือว่า หากยังจำกันได้ แผนการของฉันคือให้เผ่าพันธมิตรบุกล้อมเมืองหลวงศัตรู แล้วใช้ช่วงเวลานั้นยึดป่าทางตะวันออกกลับมาใช่มั้ยคะ? ”

    เหล่ากองทัพภูติน้อยที่น่ารักได้พยักหน้าตอบรับเธอ

    แต่เนื่องจากดูแล้วคงอธิบายยืดยาว บรรดาภูติไฮเปอร์ทั้งหลายจึงเริ่มบินเล่นไล่จับกัน บางคนก็เริ่มปั้นดินเล่นกันให้เห็นแล้ว

    ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก... (ประชด)

    “พวกเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยลงแรงโจมตีตอนนี้ รออีกสักไม่กี่วัน เดียวก็คงมีคำสั่งให้พวกกองทัพศัตรูถอนกำลังกลับไปเมืองหลวงเอง แล้วเราค่อยใช้เวลาที่การป้องกันเบาบางลง บุกยึดป่าคืนแบบสบาย ๆ กันเถอะ”

    “ออ เข้าใจละดิก~ ว่าแต่เผ่าอื่นจะไม่ว่าเรอะที่เราไปรวมตัวช้านะ? ”

    อืม… ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าโง่อย่างดีลอนนิกจะคิดประเด็นนี้ขึ้นมาได้

    “ไม่ต้องห่วงหรอก บอกไปว่า [เจอศึกที่ยากลำบาก] จะไปรวมตัวล้อมเมืองช้านิดช้าหน่อยก็ไม่มีใครรู้ความจริงหรอกนะดอง~”

    “งั้นช่วงเวลานี้? ”

    “จัดเวรเฝ้าระวังศัตรู แล้วก็มาร้องเพลงฆ่าเวลากันเถอะ! ”

    “โอ้ววว! ”



    ***ปักษาผู้เป็นไท [เปอร์ไซด์]

    “บิน บิน บิน แล้วก็บิน~”

    “ปี้!? ”

    ตอนนี้หนูกำลังถูกเจ้าหนูน้อยออกไซด์ใช้ปากคาบเสื้อคลุมที่ทำจากสาหร่ายสีเขียว แล้วพาบิน (ลาก) ไปในทิศตรงข้ามกับทางที่หนูบินมาเมื่อกี้อยู่

    “อยากลากกันแบบนี้จิ”

    “ปี้! ”

    ดูเหมือนว่าเจ้าหนูจะรู้เส้นทางบินที่ถูกต้อง และไม่ยอมเชื่อใจให้หนูบินเองละคะ

    ปัดโถ่~ แค่บินตามเฉย ๆ นะ หนูไม่มีทางหลงทิศได้หรอกค่ะ!

    “ว่าแต่สุดขอบทะเลเป็นแบบนี้นี่เอง~”

    หลังจากที่บินข้ามทะเลมาหลายวัน พอรู้ตัวอีกที หนูก็บินไปจนถึงสุดขอบโลกแล้ว

    หนูยังจดจำภาพของสุดขอบโลกได้

    ที่สุดขอบของโลกใบนี้ มันไม่มีอะไรเลย

    มันเป็นม่านสีดำสนิทซึ่งดูราวกับจะดูดทุกสิ่งทุกอย่างให้หายไปในความมืดมิดได้

    และม่านสีดำที่ว่านั้นก็กำลังหดตัวเล็กลง พร้อมกับกลืนกินทะเลและท้องฟ้าไป

    “ที่พวกแสงสว่างในวันแรกบอกว่า [จุดจบของโลก] คงหมายถึงสิ่งนี้ละมั้ง? ”

    หนูพึมพำกับตัวเอง

    “ปี้”

    “อ๊ะ แผ่นดินละ เจอแผ่นดินแล้ว~”

    หลังจากที่เห็นแต่ทะเลมาหลายวัน ในที่สุดก็ได้พบกับแผ่นดินอีกครั้ง

    เจ้าหนูออกไซด์ได้ปล่อยให้ตัวหนูเป็นอิสระจากกรามอันแข็งแกร่งของเขา

    เย่~ เป็นอิสระแล้ว~

    “~”

    ในตอนนั้นเองที่มีเสียงบางอย่างลอยดังมาจากผืนป่าข้างล่าง

    “เสียงอะไร? นี่ ไปดูกันเถอะ! ”

    “ปี้!? ”

    ว่าแล้วหนูก็บินไปตามต้นเสียงที่ว่านั้นไปในทันที



    ณ ป่าดงดิบผืนใหญ่ที่มืดมิด สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ป่าที่น่ากลัว กลับมีสถานที่ราวกับสวนสวรรค์ปรากฏอยู่

    ♪~ดิง~ ดอง~ ดิง~ ดอง~♪

    บรรดาชาวภูติขนาดเล็กที่น่ารักและร่าเริง ต่างกำลังส่องแสงเป็นประกายภายในความมืดมิดของป่าใหญ่

    พวกเขาร้องรำทำเพลง บินเล่นเริงร่า บนใบหน้าอันเยาว์วัยที่น่ารัก

    เสกสรรค์แสงสี ท่วงทำนองดนตรี และดอกไม้หลากสีสัน

    แพรวพราวดั่งประกายดาว ร่วงโรยเบิกบานทั่วนภา นั่นละสวนสวรรค์ของเหล่าภูติ

    ♪~ดิง~ ดอง~ ดิง~ ดอง~♪

    ♪~พวกเราเหล่าแฟรี่ เผ่าพันธุ์ภูติแห่งพงไพร~♪

    ♪~ผุดกำเนิดจากพงไพร ราวกับปาฏิหาริย์แห่งเทพยดา~♪

    ♪~ปกปักรักษา ผืนป่าแห่งพงไพร~♪

    เสียงกลองบรรเลงกู่ก้องเป็นจังหวะเร้าอารมณ์

    เสียงแตรขับขานควบคู่จังหวะ

    เสียงร้องของเหล่าภูตินับสี่แสนต่างสอดประสาน

    เป็นดั่งวงออเคสตร้าที่ยิ่งใหญ่สุดจะพบเห็นที่ใดในโลกได้

    “พวกเจ้าคือใคร? ”

    ♪~พวกเราคือ [ภูติ] ~♪

    “พวกเจ้าทำสิ่งใด? ”

    ♪~พวกเราร้องรำ! ~♪

    “แล้วงานการเล่า? ”

    ♪~ช่างหัวมันสิ! ~♪

    ♪~ดิง~ ดอง~ ดิง~ ดอง~♪

    ชาวปักษาหน้าตาน่ารักขนสีแดงสลับขาวได้เข้าไปร่วมร้องเพลงกับเหล่าภูติ

    ด้วยทักษะอัจฉริยะของเธอ จึงทำให้สามารถเข้าใจภาษาภูติได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่ได้ฟังเสียงร้องโต้ตอบเมื่อกี้

    ♪~สวนดอกไม้เริงร่า พงไพรสุขสันต์พวก สัตว์น้อยนอนซน สมสุขทั้งวัน~♪

    เหล่าภูติเต้นรำไปพร้อมกับแขกปักษาที่เข้ามาเยือน

    ภูติบางตัวเริ่มซุกซนแกล้งสัตว์ร้ายที่นอนกรนอยู่อย่างมิสนภัยอันตราย

    เหล่าสัตว์ต่างรำคาญพวกภูติ พวกมันได้วิ่งไล่กัดอย่างเอาเป็นเอาตาย

    แต่คงไม่อาจหันคมเขี้ยวเข้าใส่ภูติน้อยที่โบยบินได้

    เหล่าภูติหัวเราะอย่างซุกซน ต่อหน้าสัตว์ป่าที่พยายามอย่างเสียแรงเปล่านั้น

    ช่างเป็นเผ่าตัวน้อยแสบสันยิ่งนัก

    ♪~ภูติไฟ! ~♪

    ภูติส่วนหนึ่งได้เสกก้อนเพลิงขนาดเล็กเป็นแสงสีราวหมู่ดาว

    ♪~ภูติดิน! ~♪

    ภูติส่วนหนึ่งได้เสกโกเลมน่ารักสูงสองเมตรขึ้นจากดินเป็นทิวแถว

    ♪~ภูติลม! ~♪

    ภูติส่วนหนึ่งได้เสกสายลมพัดพาดอกแดนดิไลออนสีเหลืองจนปลิวว่อนขึ้นฟ้า

    ♪~ภูติน้ำ! ~♪

    ภูติส่วนหนึ่งได้เสกน้ำพุขึ้นท้องฟ้า วิ่งตัดผ่านประกายแสงอัคคี จนเกิดเป็นละอองสวยงาม

    ♪~และภูติแสง! ~♪

    ภูติกลุ่มสุดท้ายได้ส่องประกายแสง เส้นแสงเหล่านั้นวิ่งตัดผ่านละออกหมอก จนเกิดเป็นรุ้งกินน้ำที่สวยงามวาดผ่านท้องฟ้าไป

    เสียงดนตรีแห่งท้วงทำนอง [ฮิวเมอเรสค์] ที่มีชีวาได้ถูกกู่ร้องดังขึ้นไปทั่วป่าอีกครั้ง โดยมีรุ้งกินน้ำวิ่งตัดผ่านเป็นฉากหลัง

    ♪~พวกเราคือ [ภูติ] แห่งพงไพร! ~♪

    บรึ้มมม! แล้วเสียงดนตรีก็จบลงพร้อมกับเอฟเฟคระเบิดสีรุ้งที่กระจายออกไป

    “เย่! ~ สนุกจังเลย เอาอีก เอาอีก! ”

    “ฮะ ฮะ ฮะ คุณชาวปักษาเองก็ชอบใช่ไหมละดอง~ งั้นมาต่ออีกเพลง… ชาวปักษา!? ”

    “ทำไมมีชาวปักษาอยู่ที่นี่ได้!? ”

    “แว้กกก!? ”

    และเมื่อพวกภูติรับรู้การมีตัวตนของเปอร์ไซด์ พวกเขาก็แตกตื่นบินพล่านไปทั่ว

    ราวกับอาจารย์โรงเรียนอนุบาล ที่จู่ ๆ ก็เปิดประตูเข้าห้องมาไม่ให้ตั้งตัวเช่นนั้น



    ***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]

    “ (ทะ---ทำไมมีชาวปักษามาอยู่ที่นี่ได้!? หรือว่าจะมาตรวจดูความเคลื่อนไหวของพวกเราชาวภูติ! แย่แล้ว แบบนี้จะมาทำตามแผนเดิมไม่ได้แล้วดอง~!) ”

    เพราะหากพวกปักษารู้ว่าพวกเราวางแผนใช้ประโยชน์จากพวกเขาเพียงฝ่ายเดียว เผ่าต่อไปที่จะโดนรุมก็คือพวกเราเนี่ยแหละ

    แถมเมื่อกี้ยัยนี่ยังร้องเพลงด้วยภาษาเราได้ แสดงว่ามันต้องฟังภาษาเรารู้เรื่องแน่

    จะให้รู้ว่าเมื่อกี้พวกเรากำลังเล่นสนุกอยู่ไม่ได้เด็ดขาด ดอง!

    “ทุกคน [ร้องเพลงชาติ] เสร็จแล้วก็รีบเตรียมบุกโจมตีพวกอาร์โธร์โพดา เดียวนี้เลย! ”

    ดังนั้น ฉันจึงแหล่ไปว่าเมื่อกี้คือการร้องเพลงชาติไปเสีย...



    ***ปักษาผู้เป็นไท [เปอร์ไซด์]

    พวกชาวปีกแสงหยุดร้องเพลง และเริ่มจัดทัพเหมือนกับกำลังจะทำสงครามเสียอย่างงั้น

    งือ~ อยากเล่นต่ออีกงะ



    ***ชายผู้กัดไม่ปล่อย [อลูฟ]

    “อากาศดีจัง”

    ข้ากำลังนอนอาบแดดอย่างสบายอารมณ์อยู่ ณ ยอดกำแพงเนินดิน

    ที่ปราการในทิศตะวันออกนี้ มีทหารประจำการอยู่ทั้งสิ้นหนึ่งแสนนาย

    สาเหตุที่ถูกลดกำลังพลลงมาจากสองแสน เป็นเพราะว่าดินแดนแถบนี้แทบไม่มีภัยอันตรายเลย

    ศัตรูอย่างพวกปีศาจแสงก็หายเงียบไป เมืองที่ยึดได้ก็ถูกชำแหละทรัพยากรณ์จนทั่วไปแล้ว

    เรียกได้ว่าแทบไม่จำเป็นต้องวางกำลังทหารในดินแดนแถบนี้ก็ว่าได้

    ดังนั้นทัพส่วนใหญ่จึงถูกเรียกไปรวมพลเพื่อบุกทางทิศตะวันตก กับเพิ่มแนวป้องกันในทิศเหนือที่อันตรายกว่าแทน

    “น่าสงสารสเลบกับฮอร์เนส อยู่แนวหน้าด้วยกันทั้งคู่เลย”

    ข้าหัวเราะให้กับสหายขุนพลผู้โชคร้าย ก่อนที่จะเริ่มทอดตัวนอนอาบแดดต่อ

    ว่าแต่วันนี้หนาวชะมัด โลกนี้ก็ดันไม่มีพระอาทิตย์อีก แบบนี้จะเรียกว่านอนอาบแดดได้ยังไงกัน?

    ขอพระอาทิตย์แรง ๆ สักดวงหน่อยสิท่านเทพเจ้าทั้งสาม

    แล้วในตอนนั้นเอง---

    “โอ้ มีพระอาทิตย์โผล่มาตามคำขอจริง ๆ ด้วย! ”

    ที่บนฟ้าก็มีดวงอาทิตย์กำเนิดขึ้นมาหนึ่งดวง

    สงสัยเทพเจ้าทั้งสามคงรับฟังคำขอของข้าละมั้ง?

    ขอบคุณครับท่าน!

    “... ว่าแต่ร้อนไปหรือเปล่าฟะ? ”

    ข้ารู้สึกว่าอากาศมันร้อนขึ้น

    ร้อน...ร้อนเกินไปแล้วเฟ้ย!

    “เออ… มีพระอาทิตย์สองดวง? ”

    และที่บนท้องฟ้า พระอาทิตย์ที่เคยมีหนึ่งก็ได้กลายเป็นสองดวงไปแล้ว

    เออ… ดวงเดียวก็พอแล้วท่าน

    “สาม สี่ ห้า… จำนวนเพิ่มขึ้น? ”

    ลูกไฟนั้นมีขนาดใหญ่ขึ้น และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

    ไม่สิ มันไม่ใช่ลูกไป แต่เป็นมวลหินขนาดใหญ่ที่มีไฟลุกท่วมต่างหาก

    และหินท่วมไฟเหล่านั้นก็เพิ่มขึ้นจนถมทั้งท้องฟ้า

    ท้องฟ้าที่สดใสได้ถูกย้อมไปด้วยแสงสีแดงเพลิง

    และแสงสีแดงเพลิงเหล่านั้นก็กำลังทิ้งดิ่งลงมาตรงที่ป้อมปราการแห่งนี้

    “Fuc---”

    พร้อมกับเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องไปทั่ว

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน