***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]
“ทุกหน่วยบุกกก----บุก...บุก...บุก (เสียงเบาลง) ก็ว่าไปนั่น ดอง~”
*โครม!? *
ประกายแสงอันเกรียงไกรของกองทัพภูติจำนวนสี่แสนนายได้มืดบอดลงไปในทันที
ภูติตัวน้อยเหล่านั้นไม่หัวกระแทกต้นไม้ ก็หัวทิ่มพื้นอนาจไป
กองทัพ (หน้าม้า) ของเหล่าภูติต่างหันมาจับจ้องเอสเทอด้วยสายตาอย่างตำหนิติเตียน
ฉันรู้สึกได้ ว่าพวกเขาคงคิดประมาณว่า [เล่นบ้าอะไรของแก] แบบนั้น
“ฮะ ฮะ ฮะ โทษที โทษทีนะดอง~ ก็แบบว่า ไม่เห็นจะต้องจริงจังกันขนาดนั้นเลยดอง~ ผ่อนคลายกันดีกว่านะดอง~”
“เอสเทอ เธอนี่นะ...ดิก~”
เจ้าคลั่งไฟ [ดีลอนนิก] หันมาบ่นพึมพำใส่ฉัน
เอาน่า~ แค่ล้อเล่นนิดเดียวเองดอง~
“เอสเทอ หวังว่าเจ้าจะมีเหตุผลดี ๆ ที่มาเล่นมุขในเวลาแบบนี้นะยัน~ ถึงฉันจะเข้าใจสาเหตุที่เธอหยุดทัพตอนนี้ แต่ถ้าไม่อธิบายให้ทุกคนฟัง เดียวก็ได้ถูกรุมประชาทัณฑ์หรอก ยัน~””
“เออ...ค่ะ...ดอง~”
ในตอนนั้นเองที่มีน้ำเสียงเย็นเฉียบดังมาจากทางด้านหลังของฉัน
เธอคือภูติที่งดงามและฉลาดที่สุดของเผ่าเรา ประธานาธิบดี [ลิลลี่]
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดและทำไม แต่เธอบอกว่าอยากจะมาตามติดประชิดขอบสนามในสงครามครั้งนี้ด้วย
“คือว่า หากยังจำกันได้ แผนการของฉันคือให้เผ่าพันธมิตรบุกล้อมเมืองหลวงศัตรู แล้วใช้ช่วงเวลานั้นยึดป่าทางตะวันออกกลับมาใช่มั้ยคะ? ”
เหล่ากองทัพภูติน้อยที่น่ารักได้พยักหน้าตอบรับเธอ
แต่เนื่องจากดูแล้วคงอธิบายยืดยาว บรรดาภูติไฮเปอร์ทั้งหลายจึงเริ่มบินเล่นไล่จับกัน บางคนก็เริ่มปั้นดินเล่นกันให้เห็นแล้ว
ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก... (ประชด)
“พวกเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยลงแรงโจมตีตอนนี้ รออีกสักไม่กี่วัน เดียวก็คงมีคำสั่งให้พวกกองทัพศัตรูถอนกำลังกลับไปเมืองหลวงเอง แล้วเราค่อยใช้เวลาที่การป้องกันเบาบางลง บุกยึดป่าคืนแบบสบาย ๆ กันเถอะ”
“ออ เข้าใจละดิก~ ว่าแต่เผ่าอื่นจะไม่ว่าเรอะที่เราไปรวมตัวช้านะ? ”
อืม… ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าโง่อย่างดีลอนนิกจะคิดประเด็นนี้ขึ้นมาได้
“ไม่ต้องห่วงหรอก บอกไปว่า [เจอศึกที่ยากลำบาก] จะไปรวมตัวล้อมเมืองช้านิดช้าหน่อยก็ไม่มีใครรู้ความจริงหรอกนะดอง~”
“งั้นช่วงเวลานี้? ”
“จัดเวรเฝ้าระวังศัตรู แล้วก็มาร้องเพลงฆ่าเวลากันเถอะ! ”
“โอ้ววว! ”
***ปักษาผู้เป็นไท [เปอร์ไซด์]
“บิน บิน บิน แล้วก็บิน~”
“ปี้!? ”
ตอนนี้หนูกำลังถูกเจ้าหนูน้อยออกไซด์ใช้ปากคาบเสื้อคลุมที่ทำจากสาหร่ายสีเขียว แล้วพาบิน (ลาก) ไปในทิศตรงข้ามกับทางที่หนูบินมาเมื่อกี้อยู่
“อยากลากกันแบบนี้จิ”
“ปี้! ”
ดูเหมือนว่าเจ้าหนูจะรู้เส้นทางบินที่ถูกต้อง และไม่ยอมเชื่อใจให้หนูบินเองละคะ
ปัดโถ่~ แค่บินตามเฉย ๆ นะ หนูไม่มีทางหลงทิศได้หรอกค่ะ!
“ว่าแต่สุดขอบทะเลเป็นแบบนี้นี่เอง~”
หลังจากที่บินข้ามทะเลมาหลายวัน พอรู้ตัวอีกที หนูก็บินไปจนถึงสุดขอบโลกแล้ว
หนูยังจดจำภาพของสุดขอบโลกได้
ที่สุดขอบของโลกใบนี้ มันไม่มีอะไรเลย
มันเป็นม่านสีดำสนิทซึ่งดูราวกับจะดูดทุกสิ่งทุกอย่างให้หายไปในความมืดมิดได้
และม่านสีดำที่ว่านั้นก็กำลังหดตัวเล็กลง พร้อมกับกลืนกินทะเลและท้องฟ้าไป
“ที่พวกแสงสว่างในวันแรกบอกว่า [จุดจบของโลก] คงหมายถึงสิ่งนี้ละมั้ง? ”
หนูพึมพำกับตัวเอง
“ปี้”
“อ๊ะ แผ่นดินละ เจอแผ่นดินแล้ว~”
หลังจากที่เห็นแต่ทะเลมาหลายวัน ในที่สุดก็ได้พบกับแผ่นดินอีกครั้ง
เจ้าหนูออกไซด์ได้ปล่อยให้ตัวหนูเป็นอิสระจากกรามอันแข็งแกร่งของเขา
เย่~ เป็นอิสระแล้ว~
“~”
ในตอนนั้นเองที่มีเสียงบางอย่างลอยดังมาจากผืนป่าข้างล่าง
“เสียงอะไร? นี่ ไปดูกันเถอะ! ”
“ปี้!? ”
ว่าแล้วหนูก็บินไปตามต้นเสียงที่ว่านั้นไปในทันที
ณ ป่าดงดิบผืนใหญ่ที่มืดมิด สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ป่าที่น่ากลัว กลับมีสถานที่ราวกับสวนสวรรค์ปรากฏอยู่
♪~ดิง~ ดอง~ ดิง~ ดอง~♪
บรรดาชาวภูติขนาดเล็กที่น่ารักและร่าเริง ต่างกำลังส่องแสงเป็นประกายภายในความมืดมิดของป่าใหญ่
พวกเขาร้องรำทำเพลง บินเล่นเริงร่า บนใบหน้าอันเยาว์วัยที่น่ารัก
เสกสรรค์แสงสี ท่วงทำนองดนตรี และดอกไม้หลากสีสัน
แพรวพราวดั่งประกายดาว ร่วงโรยเบิกบานทั่วนภา นั่นละสวนสวรรค์ของเหล่าภูติ
♪~ดิง~ ดอง~ ดิง~ ดอง~♪
♪~พวกเราเหล่าแฟรี่ เผ่าพันธุ์ภูติแห่งพงไพร~♪
♪~ผุดกำเนิดจากพงไพร ราวกับปาฏิหาริย์แห่งเทพยดา~♪
♪~ปกปักรักษา ผืนป่าแห่งพงไพร~♪
เสียงกลองบรรเลงกู่ก้องเป็นจังหวะเร้าอารมณ์
เสียงแตรขับขานควบคู่จังหวะ
เสียงร้องของเหล่าภูตินับสี่แสนต่างสอดประสาน
เป็นดั่งวงออเคสตร้าที่ยิ่งใหญ่สุดจะพบเห็นที่ใดในโลกได้
“พวกเจ้าคือใคร? ”
♪~พวกเราคือ [ภูติ] ~♪
“พวกเจ้าทำสิ่งใด? ”
♪~พวกเราร้องรำ! ~♪
“แล้วงานการเล่า? ”
♪~ช่างหัวมันสิ! ~♪
♪~ดิง~ ดอง~ ดิง~ ดอง~♪
ชาวปักษาหน้าตาน่ารักขนสีแดงสลับขาวได้เข้าไปร่วมร้องเพลงกับเหล่าภูติ
ด้วยทักษะอัจฉริยะของเธอ จึงทำให้สามารถเข้าใจภาษาภูติได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่ได้ฟังเสียงร้องโต้ตอบเมื่อกี้
♪~สวนดอกไม้เริงร่า พงไพรสุขสันต์พวก สัตว์น้อยนอนซน สมสุขทั้งวัน~♪
เหล่าภูติเต้นรำไปพร้อมกับแขกปักษาที่เข้ามาเยือน
ภูติบางตัวเริ่มซุกซนแกล้งสัตว์ร้ายที่นอนกรนอยู่อย่างมิสนภัยอันตราย
เหล่าสัตว์ต่างรำคาญพวกภูติ พวกมันได้วิ่งไล่กัดอย่างเอาเป็นเอาตาย
แต่คงไม่อาจหันคมเขี้ยวเข้าใส่ภูติน้อยที่โบยบินได้
เหล่าภูติหัวเราะอย่างซุกซน ต่อหน้าสัตว์ป่าที่พยายามอย่างเสียแรงเปล่านั้น
ช่างเป็นเผ่าตัวน้อยแสบสันยิ่งนัก
♪~ภูติไฟ! ~♪
ภูติส่วนหนึ่งได้เสกก้อนเพลิงขนาดเล็กเป็นแสงสีราวหมู่ดาว
♪~ภูติดิน! ~♪
ภูติส่วนหนึ่งได้เสกโกเลมน่ารักสูงสองเมตรขึ้นจากดินเป็นทิวแถว
♪~ภูติลม! ~♪
ภูติส่วนหนึ่งได้เสกสายลมพัดพาดอกแดนดิไลออนสีเหลืองจนปลิวว่อนขึ้นฟ้า
♪~ภูติน้ำ! ~♪
ภูติส่วนหนึ่งได้เสกน้ำพุขึ้นท้องฟ้า วิ่งตัดผ่านประกายแสงอัคคี จนเกิดเป็นละอองสวยงาม
♪~และภูติแสง! ~♪
ภูติกลุ่มสุดท้ายได้ส่องประกายแสง เส้นแสงเหล่านั้นวิ่งตัดผ่านละออกหมอก จนเกิดเป็นรุ้งกินน้ำที่สวยงามวาดผ่านท้องฟ้าไป
เสียงดนตรีแห่งท้วงทำนอง [ฮิวเมอเรสค์] ที่มีชีวาได้ถูกกู่ร้องดังขึ้นไปทั่วป่าอีกครั้ง โดยมีรุ้งกินน้ำวิ่งตัดผ่านเป็นฉากหลัง
♪~พวกเราคือ [ภูติ] แห่งพงไพร! ~♪
บรึ้มมม! แล้วเสียงดนตรีก็จบลงพร้อมกับเอฟเฟคระเบิดสีรุ้งที่กระจายออกไป
“เย่! ~ สนุกจังเลย เอาอีก เอาอีก! ”
“ฮะ ฮะ ฮะ คุณชาวปักษาเองก็ชอบใช่ไหมละดอง~ งั้นมาต่ออีกเพลง… ชาวปักษา!? ”
“ทำไมมีชาวปักษาอยู่ที่นี่ได้!? ”
“แว้กกก!? ”
และเมื่อพวกภูติรับรู้การมีตัวตนของเปอร์ไซด์ พวกเขาก็แตกตื่นบินพล่านไปทั่ว
ราวกับอาจารย์โรงเรียนอนุบาล ที่จู่ ๆ ก็เปิดประตูเข้าห้องมาไม่ให้ตั้งตัวเช่นนั้น
***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]
“ (ทะ---ทำไมมีชาวปักษามาอยู่ที่นี่ได้!? หรือว่าจะมาตรวจดูความเคลื่อนไหวของพวกเราชาวภูติ! แย่แล้ว แบบนี้จะมาทำตามแผนเดิมไม่ได้แล้วดอง~!) ”
เพราะหากพวกปักษารู้ว่าพวกเราวางแผนใช้ประโยชน์จากพวกเขาเพียงฝ่ายเดียว เผ่าต่อไปที่จะโดนรุมก็คือพวกเราเนี่ยแหละ
แถมเมื่อกี้ยัยนี่ยังร้องเพลงด้วยภาษาเราได้ แสดงว่ามันต้องฟังภาษาเรารู้เรื่องแน่
จะให้รู้ว่าเมื่อกี้พวกเรากำลังเล่นสนุกอยู่ไม่ได้เด็ดขาด ดอง!
“ทุกคน [ร้องเพลงชาติ] เสร็จแล้วก็รีบเตรียมบุกโจมตีพวกอาร์โธร์โพดา เดียวนี้เลย! ”
ดังนั้น ฉันจึงแหล่ไปว่าเมื่อกี้คือการร้องเพลงชาติไปเสีย...
***ปักษาผู้เป็นไท [เปอร์ไซด์]
พวกชาวปีกแสงหยุดร้องเพลง และเริ่มจัดทัพเหมือนกับกำลังจะทำสงครามเสียอย่างงั้น
งือ~ อยากเล่นต่ออีกงะ
***ชายผู้กัดไม่ปล่อย [อลูฟ]
“อากาศดีจัง”
ข้ากำลังนอนอาบแดดอย่างสบายอารมณ์อยู่ ณ ยอดกำแพงเนินดิน
ที่ปราการในทิศตะวันออกนี้ มีทหารประจำการอยู่ทั้งสิ้นหนึ่งแสนนาย
สาเหตุที่ถูกลดกำลังพลลงมาจากสองแสน เป็นเพราะว่าดินแดนแถบนี้แทบไม่มีภัยอันตรายเลย
ศัตรูอย่างพวกปีศาจแสงก็หายเงียบไป เมืองที่ยึดได้ก็ถูกชำแหละทรัพยากรณ์จนทั่วไปแล้ว
เรียกได้ว่าแทบไม่จำเป็นต้องวางกำลังทหารในดินแดนแถบนี้ก็ว่าได้
ดังนั้นทัพส่วนใหญ่จึงถูกเรียกไปรวมพลเพื่อบุกทางทิศตะวันตก กับเพิ่มแนวป้องกันในทิศเหนือที่อันตรายกว่าแทน
“น่าสงสารสเลบกับฮอร์เนส อยู่แนวหน้าด้วยกันทั้งคู่เลย”
ข้าหัวเราะให้กับสหายขุนพลผู้โชคร้าย ก่อนที่จะเริ่มทอดตัวนอนอาบแดดต่อ
ว่าแต่วันนี้หนาวชะมัด โลกนี้ก็ดันไม่มีพระอาทิตย์อีก แบบนี้จะเรียกว่านอนอาบแดดได้ยังไงกัน?
ขอพระอาทิตย์แรง ๆ สักดวงหน่อยสิท่านเทพเจ้าทั้งสาม
แล้วในตอนนั้นเอง---
“โอ้ มีพระอาทิตย์โผล่มาตามคำขอจริง ๆ ด้วย! ”
ที่บนฟ้าก็มีดวงอาทิตย์กำเนิดขึ้นมาหนึ่งดวง
สงสัยเทพเจ้าทั้งสามคงรับฟังคำขอของข้าละมั้ง?
ขอบคุณครับท่าน!
“... ว่าแต่ร้อนไปหรือเปล่าฟะ? ”
ข้ารู้สึกว่าอากาศมันร้อนขึ้น
ร้อน...ร้อนเกินไปแล้วเฟ้ย!
“เออ… มีพระอาทิตย์สองดวง? ”
และที่บนท้องฟ้า พระอาทิตย์ที่เคยมีหนึ่งก็ได้กลายเป็นสองดวงไปแล้ว
เออ… ดวงเดียวก็พอแล้วท่าน
“สาม สี่ ห้า… จำนวนเพิ่มขึ้น? ”
ลูกไฟนั้นมีขนาดใหญ่ขึ้น และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
ไม่สิ มันไม่ใช่ลูกไป แต่เป็นมวลหินขนาดใหญ่ที่มีไฟลุกท่วมต่างหาก
และหินท่วมไฟเหล่านั้นก็เพิ่มขึ้นจนถมทั้งท้องฟ้า
ท้องฟ้าที่สดใสได้ถูกย้อมไปด้วยแสงสีแดงเพลิง
และแสงสีแดงเพลิงเหล่านั้นก็กำลังทิ้งดิ่งลงมาตรงที่ป้อมปราการแห่งนี้
“Fuc---”
พร้อมกับเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องไปทั่ว