บทที่9 แขกที่มิได้รับเชิญ
เมืองซีเก๋ง ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของแคว้นเว่ย ที่แห่งนี้ปกติเป็สถานที่ที่ไม่มีผู้คนพลุกพล่านมากนักแต่วันนี้เนื่องด้วยจะมีการจัดประชุมใหญ่ของพรรคขอทานเหนือ จึงทำให้มีผู้คนมากหน้าหลายตาแวะเวียนผ่านมาที่เมืองแห่งนี้กันอย่างเนืองแน่นเฟยหลงและลี่ซาแป๊ะเองเมื่อมาถึงเมืองซีเก๋งแห่งนี้ก็ได้หาศาลเ้าเก่าๆ หลังหนึ่งหลับนอนพอถึงวันเวลาตามกำหนดการประชุมพวกมันทั้งสองก็ต่างเร่งรีบเดินทางไปยังสถานที่นัดหมายเพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปเบียดเสียดกับผู้คนมากนักเมื่อไปถึงสถานที่นัดหมายพวกมันก็นั่งลงยังลานว่างแห่งหนึ่งซึ่งก็มีเหล่าขอทานหลายชีวิตนั่งรออยู่ก่อนแล้วขณะที่กำลังนั่งรอภายใต้เสียงสนทนาอันอึกทึกคึกโครมของเหล่าขอทานจำนวนมาก ลี่ซาแป๊ะพลันเอ่ยปากอธิบายลักษณะการปกครองของพรรคขอทานเหนือให้เฟยหลงฟัง
“่ที่รอเวลาอยู่นี้ข้าจะอธิบายเื่ราวเกี่ยวกับพรรคให้เ้าฟังอย่างคร่าวๆอันพรรคขอทานเหนือนั้น มีการปกครองโดยแบ่งออกเป็ หนึ่งประมุข สี่ผู้าุโ เจ็ดผู้คุมกฎและสิบสามหัวหน้าสาขา ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดแน่นอนคือประมุขพรรค ส่วนผู้ที่มีอำนาจรองลงมาก็คือผู้าุโผู้คุมกฎ และหัวหน้าสาขา ตามลำดับ ข้าลี่ซาแป๊ะรองหัวหน้าสาขาที่สิบสาม รักษาการแทนหัวหน้าสาขาที่สิบสาม”
“ท่านเป็ถึงรองหัวหน้าสาขาเชียวรึ แล้วทำไมถึงได้นั่งรวมกับเหล่าขอทานในพรรคทั่วไปเช่นนี้”
“ขอบอกเ้าตามตรง สาขาสิบสามคือหน่วยข่าวกรองของพรรค ถ้าเปรียบดั่งทหารก็คงเป็ทหารชั้นเลวที่ไม่ถูกนับหน้าถือตาดั่งเช่นสาขาอื่นพวกข้าจึงไม่ได้ถูกวางไว้ในจุดที่สำคัญนัก ขนาดที่ตำแหน่งหัวหน้าสาขาเราว่างลง ยังถูกลืมเลือนจนถึงบัดนี้ยังปล่อยให้ข้ารักษาการแทนอยู่เลย”
“แล้วพวกท่านต้องทนอยู่ในฐานะเช่นนี้ตลอดไปหรือ”
“เพียงนี้ก็นับว่าประเสริฐแล้ว คนของสาขาที่สิบสามมีจำนวนน้อยนิด ทั้งยังไม่มีผู้ฝึกญาณแม้แต่คนเดียวมีตำแหน่งให้ดำรงอยู่ก็ดีไม่น้อยแล้วมิใช่รึ”
“นั่นก็จริงของท่าน”
“อ้อ ข้าลืมบอกเ้าเื่หนึ่ง เ้าเห็นธงพวกนั้นหรือไม่”
ลี่ซาแป๊ะชี้นิ้วไปยังธงทิวสีเขียวเข้มที่ผูกติดกับเสาโดยมีจำนวนทั้งสิ้นสิบสามเสาธงจากนั้นกล่าวต่อ
“ธงเ่าั้คือธงประจำสาขา มีั้แ่สาขาที่หนึ่งถึงสาขาที่สิบสาม ตัวอักษรที่ปักอยู่บนธงนั้นจะบ่งบอกว่าแต่ละธงเป็ธงของสาขาอะไรที่ติดตั้งเรียงรายไว้เช่นนั้นก็เพราะเพื่อให้ผู้ที่เข้าพรรคมาใหม่ๆ ได้เลือกสาขาที่้าสังกัดอยู่…เฟยหลงถึงแม้เป็ข้าที่พาตัวเ้ามาแต่การตัดสินใจทั้งหมดล้วนเป็ของเ้าห้ามเกรงใจข้าเป็อันขาด เ้าเป็ผู้ที่มีฝีมือพอตัวหากเลือกสังกัดสาขาที่หนึ่งถึงสามรับรองอนาคตในพรรคของเ้าจะรุ่งเรืองยิ่งข้าเห็นในพร์เ้าข้าก็อยากเห็นอนาคตของเ้าเช่นกัน”
“ขอบคุณท่านที่ชี้แนะ”
เฟยหลงรู้สึกสำนึกในน้ำใจของชายขอทานผอมสูงเบื้องหน้ายิ่ง แต่อนาคตหรือชื่อเสียงในพรรคอันใดมันกลับหาได้สนใจไม่หนึ่งเดียวที่มันตั้งใจไว้ในการเข้าร่วมพรรคขอทานเหนือในครั้งนี้ เพียงเพราะงานประลองที่ตำหนักเทพสรรพวุธเท่านั้น
“ท่านประมุขมาถึงแล้ว” เสียงะโก้องกังวานทั่วลานชุมนุมปรากฏชายชราหลังงองุ้ม ผมเพล้าหนวดเคราสีเทาแซมขาวยาวรุงรัง ท่านสวมชุดคลุมสีเทาหม่นซึ่งมีรอยปะชุนอยู่รอบกายที่มือขวาถือไม้เท้าค้ำเดินมายังเก้าอี้ใหญ่ตรงตำแหน่งสูงสุดของงานชุมนุมนี้ ชายชราผู้นี้มิใช่ประมุขพรรคขอทานเหนือแล้วจะเป็ใครด้านหลังของท่านตามมาด้วยผู้าุโอีกสี่คน ผู้คุมกฎเจ็ดคน และหัวหน้าสาขาอีกสิบสองคนพวกมันต่างนั่งลงบนเก้าอี้ที่ลดหลั่นกันไปตามอำนาจในพรรค ลี่ซาแป๊ะพลันสะกิดเฟยหลงและชี้นิ้วไปยังตำแหน่งคนเ่าั้แล้วกล่าว
“ผู้ที่อยู่ตรงกลางตำแหน่งสูงสุดคือประมุขพรรคขอทานเหนือเรา ท่านมีนามว่า ปั๊กลอเอี้ยงถัดลงไปคนแรกที่สวมชุดคลุมสีเทาเข้ม รูปร่างอ้วนท้วนนั่น คือผู้าุโใหญ่นาม จางเสิ่นคงถัดมาชายที่สวมชุดคลุมสีดำ รูปร่างผอมสูงนั่นคือผู้าุโรอง จางหานคง ถัดไปอีกชายที่มีใบหน้างองุ้มนั่นคือผู้าุโสาม ลี้อิมเฮี้ยง สุดท้ายผู้ที่มีศีรษะล้านเลี่ยนนั่นคือผู้าุโสี่หลี่ปั๊กเย้า”
“และถัดๆ ลงไปอีกก็คงเป็เจ็ดผู้คุมกฎและสิบสองหัวหน้าสาขาสินะ”
“เ้ากล่าวได้มิผิด ขาดเพียงหัวหน้าสาขาสิบสามของข้าที่ยังไม่ได้ถูกแต่งตั้งนั่นเอง”
เฟยหลงจ้องมองไปยังเหล่าผู้มีอำนาจของพรรคและเหล่าสมาชิกทั้งหมดที่มาชุมนุมกันในวันนี้ พบว่าพรรคขอทานเหนือเป็พรรคที่มีขนาดใหญ่อยู่มิใช่น้อยเพียงกวาดสายตาประเมินจำนวนคนคร่าวๆ คงไม่ต่ำกว่าสามพันถึงสี่พันคนแล้วขณะที่เฟยหลงกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นชายชราประมุขพรรคขอทานเหนือ ปั๊กลอเอี้ยง พลันกล่าวขึ้น
“ที่ข้าเรียกพวกเ้ามาประชุมในวันนี้พวกเ้าก็คงพอทราบกันทุกผู้แล้ว ข้าก็มิอยากเอ่ยอะไรให้เสียเวลาอีกเอาเป็ว่าเื่แรก คือเื่การรับคนเข้าพรรคใหม่เอาล่ะพวกเ้ากว่าร้อยชีวิตที่้าเข้าสู่พรรคขอทานเหนืออันเกรียงไกรเราก็จงอย่ารอช้าจงวิ่งเข้าสู่เสาธงทิวประจำสาขาด้านหน้า เลือกสังกัดที่พวกเ้า้าเถอะ”
เฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ!!!สิ้นเสียงกล่าวของประมุขพรรค เหล่าผู้คนกว่าร้อยชีวิตที่้าจะเป็ส่วนหนึ่งในพรรคขอทานเหนือต่างส่งเสียงโห่ร้องเฮโลเข้าไปยังสาขาที่ตนเอง้าแน่นอนว่าสาขาที่ถูกเลือกมากที่สุดย่อมเป็สาขาที่หนึ่งถึงห้าและสาขาที่เหลือต่างมีจำนวนคนที่ลดหลั่นกันไปขาดเพียงตรงเสาธงสาขาที่สิบสามที่ยังว่างเปล่าโล่งเตียนไม่มีแม้ซักผู้ที่จะเหลือบแลหรือย่างกายเข้าใกล้
“โห เ้าดูสาขาที่หนึ่งสิมีจำนวนคนที่้าเข้าร่วมมากโขทุกๆ ปี”
“ใครเขาก็ต้องเลือกสังกัดที่มีเกียรติภูมิอันดับหนึ่งกันทั้งนั้น”
“แต่ว่าสาขาที่สอง และสามก็มิได้น้อยหน้าสาขาที่หนึ่งนะ”
“เ้าดูสิ สาขาสิบสองข้ามีคนน้อยที่สุดเลย”
“สาขาเ้ายังดีที่มีผู้เข้าร่วมเ้าลองมองสาขาข้างๆ สิ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า สาขาของพวกลูกเต่าทั้งหลายยังจะมีใครอยากเข้าร่วม”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
เสียงหัวเราะเฮฮาดังขึ้นทั่วบริเวณโดยรอบลานชุมนุมเมื่อพบว่าสาขาสิบสามหาได้มีผู้ใดเหลือบแลสนใจใยดีและก็เป็เช่นนี้เกือบทุกปี จนถือเป็เื่ตลกประจำพรรคไปแล้วแต่ท่ามกลางเสียงหัวเราะเฮฮาของเหล่าผู้คนปรากฏมีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งได้ไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเสาธงของสาขาที่สิบสามบุรุษหนุ่มผู้นี้กลับเป็เฟยหลงเอง เสียงหัวเราะพลันหยุดชะงักไปทุกสายตาต่างจ้องมองมายังเฟยหลงเป็จุดเดียวจากนั้นเสียงหัวเราะที่หยุดชะงักไปชั่วครู่พลันะเิดังขึ้นยิ่งกว่าเมื่อครู่หลายเท่า
“เ้าหนุ่มนั่นมันคงสติเลอะเลือนไปแล้ว”
“มิใช่มันสติเลอะเลือน ข้าจำได้ว่ามันผู้นี้คือผู้ที่เศษสวะลี่ซาแป๊ะพาตัวมาคงกลัวเสียหน้าเหมือนทุกปีจึงไปนำตัวพวกเศษสวะเช่นเดียวกันมาร่วมสังกัดด้วย”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เ้าอย่ากล่าววาจาต่อได้ไหมข้าหัวเราะจนจะขาดใจตายอยู่แล้ว”
ท่ามกลางเสียงหัวเราะเฮฮาประมุขพรรคขอทานเหนือก็กล่าวขึ้น จนทำให้ทั่วลานชุมนุมเงียบสนิทไป
“เอาล่ะๆ เมื่อพวกเ้าเลือกสังกัดสาขาเสร็จสิ้นแล้วก็ให้พวกเ้ารับแหวนหัวสุนัขของแต่ละสาขาไปซึ่งแหวนนี่จะเป็สัญลักษณ์ประจำตัวพรรคขอทานเหนือเราพวกเ้าทุกคนจงจดจำเอาไว้ให้ดีแหวนนี่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อพรรคของเราเปรียบได้ดั่งว่า กระบี่อยู่คนอยู่ กระบี่หายคนตาย แหวนนี้ก็เช่นกันพวกเ้าทุกคนเข้าใจหรือไม่”
“ทราบบบบบบ แล้ววววววว”
“ดี”
เมื่อพิธีการรับคนเข้าพรรคเสร็จสิ้นเรียบร้อยทุกผู้คนต่างแยกย้ายกลับเข้าไปประจำที่ ลี่ซาแป๊ะที่นั่งหน้าบึ้งรับฟังคำถากถางของผู้อื่นอยู่พลันกล่าวขึ้นกับเฟยหลง
“เ้าคิดดีแล้วหรือที่เลือกอยู่สาขาข้า”
“ข้าคิดไม่ดีตรงไหน”
“เ้านี่จริงๆ เลยน๊า ทำให้ข้าแปลกใจได้อยู่เรื่อย”ลี่ซาแป๊ะหัวเราะออกมาแห้งๆ
...................
“เอาล่ะเื่ต่อไปที่ข้าจะกล่าวนี้ก็คือเื่งานประลองที่จะจัดขึ้นในอีกสามเดือนข้างหน้าที่ตำหนักเทพสรรพวุธงานประลองนี้พวกเ้าก็ทราบว่าสิบปีมีหนึ่งครั้ง แต่ครั้งนี้จะพิเศษกว่าทุกปีเนื่องด้วยรางวัลชนะเลิศในการประลองในครั้งนี้คือ กระบี่ไตรอาชา์......”
ฮืออออ ฮาเสียงแตกตื่นใของผู้คนต่อรางวัลในการประลองในครั้งนี้ เพราะกระบี่ไตรอาชา์ถือว่าเป็อาวุธชั้นตำนานที่บนโลกนี้มีเพียงหนึ่งร้อยชิ้นเท่านั้น
“และรางวัลอีกอย่างสำหรับผู้ชนะการประลองในครั้งนี้คือ..........บุตรีเพียงหนึ่งเดียวของเ้าตำหนักเทพสรรพวุธ”
ฮืออออออออออออออ ฮา ฮือออออออออ ฮาเสียงตื่นตระหนกใของผู้เข้าร่วมชุมนุมในครั้งนี้ดังขึ้นสนั่นกว่าเมื่อครู่มากนักหากนับ กระบี่ไตรอาชา์ เป็รางวัลที่สุดแห่งปฐีแล้วบุตรีของเ้าตำหนักเทพสรรพวุธกลับเป็รางวัลที่เหนือยิ่งกว่านักนับเป็รางวัลฟ้าประทานก็ยังได้เพราะนอกจากคำล่ำลือที่ว่านางมีความงามปานล่มเมืองแล้วนางยังเป็ถึงบุตรีของเ้าตำหนักเทพสรรพวุธผู้ที่มีอำนาจสูงสุดของแคว้นมากกว่าจักรพรรดิเสียอีก หากพูดว่าได้เป็บุตรเขยมันดียิ่งกว่าขึ้น์ชั้นฟ้าก็ไม่ถือว่าเป็คำพูดที่เกินเลยไปนัก
“เงียบ.....แน่นอนว่างานประลองในครั้งนี้มีรางวัลที่ยอดเยี่ยมยิ่งรออยู่เช่นนั้นข้าจึงจำเป็ต้องคัดเลือกผู้เยาว์ที่มีอายุไม่เกินสามสิบปีที่แข็งแกร่งที่สุดของพรรคไปแต่เพื่อมิให้เป็การเอนเอียงเข้าข้างผู้ใดข้าจะขอจัดการประลองคัดเลือกขึ้น ณลานชุมนุมนี้ ผู้ที่คิดว่าตนเองมีความสามารถพอโปรดก้าวมาข้างหน้าเพื่อรับการคัดเลือก”
ประมุขพรรคขอทานเหนือกล่าวจบพลันปรากฏบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งก้าวออกมาด้านหน้า มันผู้นี้มีอายุราวยี่สิบหกปีเศษรูปร่างกำยำสูงใหญ่ ผมหยักศก ใบหน้าคมเข้ม ที่แท้มันก็คือศิษย์เอกของประมุขพรรคและเป็บุตรชายของหัวหน้าสาขาที่หนึ่ง นาม หวงโจวเหยียน มันเป็ผู้เยาว์ที่มีฝีมือเป็อันดับหนึ่งของพรรคเป็ผู้ฝึกญาณวิถีเชน และตอนนี้มันก็ก้าวถึงระดับสัจญาณ(ด่านหยั่งรู้สี่ประการ) ขั้นที่สี่แล้วผู้เยาว์ที่เหลือเมื่อเห็นมันเดินออกมาความฮึกเหิมในใจกลับลดหายไปหมดสิ้นเพราะมีแต่ผู้ที่ตาบอดเท่านั้นจึงจะกล้าท้าสู้กับมัน แต่อย่างว่าโลกนี้กลับมีคนตาบอดอยู่มากมายเหล่าผู้ที่พึ่งเข้าพรรคมาใหม่ๆ ต่างก้าวออกไปเพื่อทดสอบดูแต่แล้วก็เหมือนเอาไม้ซีกไปงัดท่อนซุง พวกมันต่างพ่ายแพ้อย่างราบคาบและถูกหวงโจวเหยียนหยามหยันจนแทบเอาหัวมุดแผ่นดินหนี หวงโจวเหยียนพลันกล่าวขึ้น
“มีมดปลวกตัวใดที่ยังมิรักชีวิตอีก”
ผู้ที่ถูกมันหยามอัปยศต่างขบเคียวเขี้ยวฟันอย่างเครียดแค้นแต่พวกมันก็ทำอะไรชายหนุ่มเบื้องหน้านี้ไม่ได้จริงๆ จึงจำเป็ต้องก้มหน้ามองพื้นอย่างเ็ปใจหัวหน้าสาขาที่หนึ่งอันเป็บิดาของหวงโจวเหยียนได้แต่หัวเราะกระหยิ่มยิ้มย่องลำพองในตัวบุตรชายอันเป็ที่รักต่างจากประมุขพรรคซึ่งเป็อาจารย์ของมันที่ได้แต่ส่ายหัวทอดถอนใจแล้วท่านก็กล่าวขึ้น
“ยังมีผู้ใดคิดท้าประลองอีกหรือไม่”
ผ่านไปพักหนึ่งยังไม่มีผู้ใดกล้าก้าวเท้าออกมาประมุขพรรคจึงกล่าวขึ้น “เช่นนั้นข้าขอประกา...........”
คำว่า ประกาศ ยังไม่สิ้นสุดเฟยหลงพลันก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้าอย่างเนิบช้าสายตาของทุกผู้ต่างต้องจ้องมองมาที่มันเป็จุดเดียวอีกครั้ง
“มีใครถีบมันออกไปหรือไม่”
“ใช่เ้าคนมาใหม่ที่เสียสติเลือกสาขาสิบสามหรือไม่”
“ใช่ๆ พวกเศษสวะที่ลี่ซาแป๊ะพามา”
“ข้าจะสงสารหรือสมเพชมันดีเนี่ย”
“มันคงเสียสติเกินเยียวยาไปแล้ว”
ทุกผู้คนที่เห็นเฟยหลงก้าวเดินออกไปคราแรกต่างส่งเสียงหัวเราะลั่น แต่ตอนหลังพอคิดว่าสภาพที่มันต้องได้รับคงไม่ต่างจากกลุ่มคนแรกๆที่ท้าประลอง พวกมันก็อดรู้สึกสมเพชเวทนามันมิได้หวงโจวเหยียนเห็นเช่นนั้นก็กล่าวว่า
“เศษสวะที่พึ่งเข้าสังกัดสาขาสิบสามหากเ้ายังรักตัวกลัวตายก็จงหลบหางไปเสีย ข้าจะให้โอกาส.......”
ฟิ้วววว หวงโจวเหยียนยังกล่าวมิจบพลันมีเงาร่างสายหนึ่งพุ่งเข้ามาด้านข้างของเฟยหลง เฟยหลงััถึงผู้มาได้แต่ต้นหากชายหนุ่มมิได้สนใจปล่อยให้เงาร่างนั้นพุ่งเข้าหาผู้มากลับเป็บุรุษรูปร่างเตี้ย แต่ล่ำสันมันพุ่งเข้ามาคว้าร่างเฟยหลงขึ้นแล้วทุ่มลงยังพื้น จากนั้นใช้เท้าซ้ายเหยียบลงบนหน้าอกของเฟยหลงไว้ปากก็กล่าวขึ้น
“ศิษย์พี่ สวะเช่นนี้ไม่จำเป็ต้องถึงมือท่านผู้น้องจินถง สั่งสอนให้แล้ว”
“เฮอะใครให้สวะเช่นเ้าสอดมือยุ่งเกี่ยว แต่ก็เอาเถอะข้าจะได้มิเปลืองแรง”
ผู้คนเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งสมเพชเฟยหลงเพราะแม้แต่ศิษย์ทั่วไปอย่าง จินถง มันยังมิอาจเอาชนะได้เมื่อเป็เช่นนี้ประมุขพรรคจึงกล่าวขึ้นแต่คำพูดยังมิทันออกจากปากพลันมีเสียงหนึ่งกล่าวสอดแทรกขึ้น
“นี่หรือผู้เยาว์ที่นับเป็ยอดยุทธ์แห่งพรรคขอทานเหนือสมแล้วๆ”
ปรากฏบุรุษสองผู้เดินเคียงข้างกันมาหนึ่งอายุราวหกสิบหกปีเศษ ร่างสูงใหญ่ดั่งชายฉกรรจ์ผมสีขาวถูกเกล้าไว้อย่างเป็ระเบียบ มันสวมชุดคลุมสีน้ำตาลเข้มขลิบทองอีกหนึ่งคือผู้เยาว์อายุประมาณยี่สิบห้าปี รูปร่างผอมบาง ใบหน้าขาวซีด สวมชุดคลุมเช่นเดียวกับชายชราต่างแค่จำนวนขลิบสีทองที่อยู่บนชุดประมุขพรรคขอทานเหนือเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวขึ้น
“มิคิดว่า ผู้าุโใหญ่แห่งป้อมปราการทวนทองจะมาเป็เกียรติถึงที่นี่”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เราผู้าุโเพียงผ่านทางมาแต่ศิษย์ของเราผู้นี้กลับนึกสนุกคิดชมดูการประลองของผู้เยาว์พรรคขอทานเหนือท่าน”
“คารวะท่านทั้งหลาย ข้า ไป๋หู่ ศิษย์ผู้าุโใหญ่แห่งป้อมปราการทวนทองข้านึกเลื่อมใสในพี่หวงโจวเหยียนยิ่งที่สามารถเอาชัยต่อผู้อ่อนแอเหล่านี้ได้ช่างเป็ยอดฝีมือที่พอจะเป็ไม้ประดับแห่งงานประลองที่จะจัดขึ้นเสียจริง”
คำกล่าวของไป๋หู่บุรุษหนุ่มผู้มาทำให้คนในพรรคขอทานเหนือต้องหัวคิ้วกระตุก โดยเฉพาะหวงโจวเหยียนและผู้ที่เป็บิดา บิดาของมันจึงะโขึ้น
“เด็กน้อยเ้าช่างกล่าววาจาสามหาวยิ่งนัก”
หวงโจวเหยียนพลันกล่าวต่อจากบิดา
“หากข้าเป็เพียงไม้ประดับเช่นนั้นคงต้องขอคำชี้แนะจากตัวเต็งอย่างเ้าแล้ว”
“ข้านั้นหาได้เป็ตัวเต็งอันใดไม่เพราะผู้ที่ร่วมประลองแท้จริงคือพี่ชายข้า ไป๋หลง ผู้เป็ศิษย์เอกของท่านประมุขป้อมฯข้ายังไม่ใช่คู่มือของมัน แต่สำหรับท่านข้าขอรับคำชี้แนะ”
ประเภทอาวุธ
- ชั้นเลว
-ชั้นพื้นฐาน
-ชั้นดี
-ชั้นเลิศ (หมื่นอาวุธชั้นเลิศ)
- ชั้นหายาก (พันอาวุธชั้นหายาก)
-ชั้นตำนาน (ร้อยอาวุธแห่งตำนาน)
-ชั้นา (เจ็ดอาวุธา)
สกุลเงิน
-ฮั่วเป่ย
-เผิง (200 ฮั่วเป่ย เท่ากับ 1เผิง)