เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    เล่มที่ 2 บทที่ 34 อัดจนหมอบราบคาบแก้ว

            กู่เฉิงรู้สึกสติหลุดร่างกายพุ่งขึ้นฟ้า เมื่อเขาได้สติคืนมาร่างกายก็กระแทกพื้นอย่างแรงและเจ็บปวดแล้ว

            “เฮ้ย เซียวเฉินเจ้า...”

            กู่เฉิงเจ็บจนส่งเสียงด่าทอ เซียวเฉินยิ้ม ลากเขาไปกระแทกพื้นต่อ

            ปึกปึก!

            พื้นถูกกระแทกเป็นหลุมขนาดใหญ่

            เสียงทึบหนักๆ ผสมกับเสียงร้องอย่างเจ็บปวดกู่เฉิงไม่ทันได้ใช้ปราณคุ้มครองกายก็ถูกเหวี่ยงขึ้นฟ้ากระแทกพื้นอย่างหนักหน่วง ต่อให้เขาเป็นขั้นเสวียนฟ้าก็ช่วยอะไรไม่ได้ยิ่งกว่านั้น เขามีความสามารถแค่ขั้นตานฟ้าเจ็ดชั้นฟ้า

            ดังนั้น กู่เฉิงทุกข์สาหัส

            ปึก!

            “อ๊า...”

            ปึก!

            “อ๊า...อ๊า...”

            ปึกปึก!

            “อ๊า...พรวด...”

            หลังจากเซียวเฉินเหวี่ยงสิบกว่าครั้งก็หยุด ทั่วร่างของกู่เฉิงเต็มไปด้วยโลหิตไม่รู้ว่ากระดูกหักไปกี่ท่อน ร่างกายไม่เหลือผิวหนังส่วนที่สมบูรณ์นอนอยู่บนพื้นเหมือนดินเหลวกองหนึ่ง

            เขาหวาดกลัวเซียวเฉินแล้ว

            มีเพียงตัวเซียวเฉินเองที่รู้ สิบกว่าครั้งนั้นตนเองไม่ได้ใช้แรงเต็มที่ไม่เช่นนั้น หากใช้แรงมังกรเถื่อนยุคกำเนิดโลก ด้วยแรงมหาศาลขนาดห้าพันชั่งอย่าว่าแต่สิบครั้งเลย ต่อให้ครั้งเดียวก็ทำให้กู่เฉิงรับไม่ไหวแล้ว

            เซียวเฉินมองกู่เฉิงแล้วย่อกายลงเอ่ยยิ้มๆ อย่างใจร้าย “กู่เฉิงยอมแพ้หรือไม่? หากไม่ยอมพวกเรามาสู้กันอีกรอบ”คนที่ยิ้มให้กู่เฉิงเหมือนไร้พิษภัย แต่ในสายตาของกู่เฉิงกลับโหดร้ายทารุณทำให้เขาหนาวเยือก

            ร่างของกู่เฉิงเอนไปด้านหลังเพื่อเว้นระยะห่างแต่เจ็บปวดไปทั้งตัวอย่างช่วยไม่ได้ ขยับเพียงนิดเดียวร่างกายก็เจ็บปวดเหมือนจะหลุดเป็นชิ้นๆ

            “ยอมแล้ว...”

            เซียวเฉินยิ้มกล่าว “ยอมรับด้วยปากหรือยอมรับด้วยใจ?”

            “ยอมรับด้วยใจ...”

            เซียวเฉินผงกศีรษะอย่างพอใจ

            จากนั้นก็มองพินิจกู่เฉิงและศิษย์ของสถานศึกษาชางหวงที่มีสีหน้าหวาดกลัวทั้งสิบกว่าคนทางด้านหลังขึ้นลงแล้วกล่าวว่า“ในเมื่อยอมแพ้ก็ต้องมีท่าทางเหมือนคนยอมแพ้สิ” ว่าแล้วเซียวเฉินก็ถูนิ้วเรียกเงิน มีท่าทางแบบหากไม่ให้อะไรสักหน่อยก็จะไม่ไป

            กู่เฉิงแทบหงายท้องหมดสติ

            ทุบตีคนแล้วยังเรียกร้องสิ่งของ มียางอายหรือไม่?

            แต่เขาไม่กล้า เพราะในใจของเขาหวาดกลัวเซียวเฉิน

            เจ้าหมอนี่เป็นคนบ้า

            ดังนั้น จึงสะบัดมือ โยนผลึกเสวียนถุงหนึ่งลอยไป คนทางด้านหลังต่างนำผลึกเสวียนและผลึกสัตว์ปริมาณมากออกมามอบให้เห็นกู่เฉิงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเซียวเฉิน อีกทั้งพวกเขาก็ไม่อยากถูกทุบตีถึงอย่างไรก็ยังมีเวลาอีกถมเถ ค่อยไปหาใหม่ได้

            เซียวเฉินตรวจสอบดูรอบหนึ่งแล้วค่อนข้างพอใจ

            เขามองกู่เฉิงแล้วเอ่ยยิ้มๆ“อย่านึกว่ามีเพียงพวกเจ้าที่ก้าวหน้าแล้วคนอื่นเป็นไอ้โง่หมด”ว่าแล้วก็หันกายเดินวางมาดจากไป

            กู่เฉิงมองเงาหลังของเซียวเฉินแล้วตาเหลือกหมดสติไป

            หลังเซียวเฉินจากไป กลุ่มคนที่อยู่ไม่ไกลนักก็ขยับกายจากไปสองคนที่เป็นผู้นำมีสีหน้าค่อนข้างสดใส

            “เซียวเฉินคนนี้ มีความสามารถอยู่หลายส่วนจริงๆ”

            ซือถูอู่ลูบคางด้วยสีหน้าหนักใจ ดวงตาเห็นได้ชัดว่าอึมครึม ทุกคนที่เขาส่งออกไปก่อนหน้านี้ไม่ได้กลับมาคาดว่าถูกเซียวเฉินกำจัดทิ้งแล้ว

            “ทำไม คิดจะลงมือด้วยตนเองหรือ?” เยี่ยเฉินเอ่ยยิ้มๆ

            เขารอวันนี้มานานแล้ว

            ซือถูอู่กับเซียวเฉิน คนหนึ่งอยู่อันดับห้าบนผังชางหวง ส่วนอีกคนอยู่อันดับเก้าแต่ความสามารถกลับไม่ธรรมดา หากสองคนปะทะกัน ใครจะแข็งแกร่งกว่า

            ซือถูอู่มองเยี่ยเฉินแล้วเอ่ยด้วยเสียงเย็นชา “เจ้ารอคอยให้ข้าปะทะกับเซียวเฉินหรือ?”

            เยี่ยเฉินกล่าว “ข้าเพียงอยากดูว่า ระหว่างพวกเจ้าใครแข็งแกร่งกว่ากันเท่านั้น”

            “ฮึ เขายังไม่คู่ควรจะนำมาเปรียบเทียบกับข้า”

            …

            ฟุ่บฟุ่บ!

            จู่ๆ ด้านหลังของเซียวเฉินก็มีเงาร่างโผล่ออกมาหลายสาย สีหน้าของเซียวเฉินเปลี่ยนเป็นหนักใจในพริบตาเพราะสองคนที่เป็นหัวหน้าคือซือถูอู่และเยี่ยเฉิน

            คนหนึ่งอยู่อันดับห้า ส่วนอีกคนอยู่อันดับเจ็ดบนผังชางหวง

            ล้วนเป็นชนชั้นอำมหิต!

            “เซียวเฉิน ไม่เลวเลยนี่ จัดการคนสองกลุ่มของข้าได้” ซือถูอู่ยิ้มเย็นเยียบแววตาทำให้คนใจเต้นรัว เยี่ยเฉินที่อยู่ด้านข้างกอดอก มีท่าทางว่าจะได้ชมเรื่องสนุก

            เซียวเฉินมองซือถูอู่โดยไม่เกรงกลัวเช่นกัน

            “นั่นเพราะคนของเจ้าเป็นได้แค่เศษสวะเท่านั้น”

            ใบหน้าของซือถูอู่มีรอยยิ้มมากขึ้น “ถ้าอย่างไรให้ข้าลองลงมือด้วยตนเอง?”

            เซียวเฉินขมวดคิ้ว

            “ซือถูอู่ เจ้ารู้หรือไม่คนที่อยู่อันดับห้าบนผังชางหวงรังแกศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสถานศึกษาอย่างข้าคิดว่ามีเหตุผลหรือไม่? หรือเจ้าหน้าไม่อาย?”

            เขาไม่ได้กลัวซือถูอู่ หากมีกำลังวังชาเต็มที่ เขาย่อมไม่หลบๆ ซ่อนๆแต่ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งสิ้นเปลืองพลังไป แถมยังสู้กับกู่เฉิง เสียพลังไปมหาศาลหากประมือกับซือถูอู่ตอนนี้ เขาต้องพ่ายแพ้แน่นอน

            ซือถูอู่มีสีหน้าอึมครึม

            “เดิมทีข้าไม่คิดจะแตะต้องเจ้า แต่เจ้ากลับไม่รู้จักดีชั่ว”ซือถูอู่เอ่ยเสียงเย็นชา “ข้างกายมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์ไม่ใช่ที่ซึ่งใครๆก็สามารถยืนได้”

            เซียวเฉินยิ้ม ดวงตาฉายแววเยาะหยัน

            “แล้วเจ้าคิดว่าเจ้าคู่ควรหรือ?”

            “แน่นอน” พูดถึงตรงนี้ สีหน้าของซือถูอู่ก็เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิ“ความสำเร็จในอนาคตของข้าไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างเจ้าจะมองเห็นได้ข้างกายมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์ในวันหน้าต้องเป็นของข้าซือถูอู่ตลอดกาลไม่ใช่เจ้าเซียวเฉิน”

            “ขอมอบให้สองคำ หึหึ!”

            สีหน้าของซือถูอู่มืดครึ้ม มองเซียวเฉินและเอ่ยช้าๆ “เซียวเฉินตัดแขนซ้ายของตนเองทิ้งเสีย จากนั้นคุกเข่าลง รับรองกับข้าว่าจะไม่ปรากฏตัวต่อหน้ามู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์ตลอดกาลแล้วข้าจะให้เจ้ามีชีวิตรอดกลับไป”

            เซียวเฉินยื่นมือซ้ายออกมา จากนั้นไพล่แขนขวาไว้ด้านหลัง เอ่ยกับซือถูอู่ว่า“แขนของข้าอยู่ตรงนี้ หากเจ้าสามารถก็เข้ามาได้อย่างเต็มที่ข้าจะเล่นสนุกเป็นเพื่อนเจ้า หากทำไม่ได้ก็ไสหัวไปเสีย!”

            “ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำจริงๆ”

            “นั่นสิ นึกว่ามีความสามารถเล็กน้อยก็สามารถท้าทายเบื้องหน้าซือถูอู่ได้เป็นพวกไม่รู้จักตายจริงๆ”

            “ข้าเดิมพันว่า เซียวเฉินไม่เพียงถูกตัดแขน แต่ยังต้องตายที่นี่ด้วย”

            “ข้าคิดว่าเจ้าพูดได้ถูกต้อง”

            คนที่อยู่ด้านหลังของซือถูอู่ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ดวงตาที่มองเซียวเฉินเต็มไปด้วยแววดูแคลน กล้าท้าทายซือถูอู่คงรำคาญในการมีชีวิตอยู่แล้ว

            “นึกว่ามีความสามารถอยู่บ้างก็กล้ามากำเริบเสิบสานต่อหน้าข้าหรือ? วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้เจ้ารู้ว่า อยู่ต่อหน้าความสามารถของข้าท่าดีทีเหลวของเจ้าก็แค่เรื่องขำขัน!” ซือถูอู่สืบเท้ามาแต่ละย่างก้าว แสงเสวียนบนร่างเรืองโรจน์เพิ่มขึ้นหนึ่งส่วน

            จากนั้น กลิ่นอายแกร่งกร้าวก็ปรากฏขึ้นบนร่างของซือถูอู่เสื้อของเขาลุกไหม้ในพริบตา เผยให้เห็นกล้ามเนื้ออันงดงามและแข็งแกร่ง ต่อมามีเกล็ดปกคลุมบนแขน

            แขนกลายเป็นพวกกรงเล็บมังกร

            เซียวเฉินยิ้ม “ล่ำสันจริงๆ เหมือนวัวเลยเพียงแต่ไม่รู้ว่าจะทนต่อการถูกทุบตีได้หรือไม่”เซียวเฉินใช้แรงมังกรเถื่อนยุคกำเนิดโลกทำให้ร่างของเขามีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแขนทั้งสองข้างมีเส้นเลือดปูดโปน

            “ลิ้มรสกรงเล็บมังกรปฐพีของข้าเสีย”

            ซือถูอู่ใช้กรงเล็บตะปบ เซียวเฉินไม่ล่าถอยกลับรุกคืบ ต่อยออกหนึ่งหมัดแสงเสวียนปรากฏขึ้น

            ตูม!

            เสียงดังสนั่น เซียวเฉินล่าถอยติดๆ กัน บนฝ่ามือมีรอยกรงเล็บสามสาย โลหิตซึมออกมานิดๆกายเนื้อของเซียวเฉินในเวลานี้ผ่านการหล่อหลอมจากนิรวาณขั้นหนึ่งในคัมภีร์หงสาบรรพกาลนิรวาณแล้วจึงเปลี่ยนเป็นแข็งแกร่งสุดๆ ทว่าซือถูอู่ถึงกับกรีดกายเนื้อของเขาได้ เห็นได้ชัดถึงระดับความแข็งแกร่งของกรงเล็บ

            อีกทั้งกำปั้นของตนเองเมื่อครู่ก็ใช้แรงเต็มที่แล้วเรี่ยวแรงมหาศาลขนาดห้าพันชั่งถึงกับทำร้ายซือถูอู่ไม่ได้?

            แขนข้างนั้นของเขาแปลกประหลาด!

            ส่วนร่างกายของซือถูอู่สะเทือนจนถอยหลังไปหลายก้าวทันที เพิ่งทรงกายได้แขนทั้งสองข้างเจ็บปวดและหนึบชาอย่างยิ่ง สายตาที่มองเซียวเฉินแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมต้องรู้ก่อนว่ากรงเล็บของเขาปกติสามารถตัดแขนคนได้ไม่ใช่แค่ทิ้งรอยกรงเล็บไว้สามสายธรรมดาๆ แบบนั้น

            เรื่องนี้ทำให้ซือถูอู่ต้องมองเซียวเฉินเสียใหม่

            ถึงอย่างไรกายเนื้อแข็งแกร่งระดับนี้ก็ไม่ด้อยไปกว่าผู้เข้มแข็งขั้นเจ็ดชั้นฟ้าและถึงขั้นเป็นไปได้ว่าโดดเด่น

            “เจ้าหมอนี่ มีความสามารถอยู่บ้างจริงๆ”

            ซือถูอู่ยิ่งคิด ความบ้าคลั่งในดวงตายิ่งรุนแรง

            “คราวนี้ สนุกแล้ว”

            เยี่ยเฉินมองคนทั้งสอง ดวงตาหรี่เป็นเส้นเล็กๆ “เซียวเฉินคนนี้ เหนือความคาดหมายของข้าถึงกับต้านทานวิชาที่สาบสูญ หัตถ์มังกรปฐพีของซือถูอู่ได้ ดูเบาเขาเกินไปจริงๆ”