ราชันหมื่นอักขระ

    จารึกที่ 97 : ห้องเรียนอักขระ

    จารึกที่ 97 : ห้องเรียนอักขระ : บทเรียนจากซากปรักหักพัง


    ลึกเข้าไปในเส้นทางลับใต้เหมืองร้าง


    กาลเวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่ง ณ สถานที่แห่งนี้


    แสงไฟจาก 'ไข่มุกราตรี' ของเฟิงอี้หราน สาดส่องกระทบกับผนังหินศิลาแลง เผยให้เห็นโถงถ้ำขนาดมหึมาที่ถูกเจาะและตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง เสาหินต้นยักษ์นับสิบต้นตั้งตระหง่านค้ำยันเพดานถ้ำเอาไว้ แต่ละต้นแกะสลักลวดลายมังกรพันเกลียวที่ดูดุดันและทรงพลัง แม้จะถูกกาลเวลากัดกร่อนจนเลือนรางไปบ้าง แต่กลิ่นอายแห่งความขลังและความยิ่งใหญ่ในอดีตกาลยังคงอวลอยู่ในอากาศที่นิ่งสนิท


    ฝุ่นละอองหนาเตอะปกคลุมพื้นห้องราวกับพรมสีเทา ทุกย่างก้าวของ อาเจีย, หลินชิงเสวี่ย และ เฟิงอี้หราน ทิ้งรอยเท้าลึกไว้บนพื้น ส่งเสียงสะท้อนก้องไปในความเงียบงันที่หนักอึ้งราวกับขุนเขา


    "ที่นี่มัน... คืออะไรกันแน่?" เฟิงอี้หรานกระซิบเสียงแผ่ว เหมือนกลัวว่าจะไปปลุกวิญญาณบรรพชนให้ตื่นขึ้น "ดูจากสถาปัตยกรรมแล้ว มันเก่าแก่กว่ายุคก่อตั้งราชวงศ์เสียอีก"


    หลินชิงเสวี่ยเดินสำรวจไปตามชั้นหนังสือหินที่เรียงรายอยู่ริมผนัง นางใช้นิ้วปาดฝุ่นออกเบาๆ


    "คัมภีร์พวกนี้... ผุพังไปหมดแล้ว ทันทีที่แตะต้อง มันก็กลายเป็นฝุ่นผง น่าเสียดายยิ่งนัก"


    ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังสนใจกับวัตถุที่จับต้องได้ อาเจีย กลับยืนนิ่งงันอยู่หน้าเสาหินต้นหนึ่งกลางห้อง ดวงตาของเขาเหม่อลอยคล้ายคนไร้สติ แต่แท้จริงแล้ว ภายในจิตใจของเขากำลังตื่นตัวถึงขีดสุด


    "มองให้ลึกลงไป อาเจีย..." เสียงของ มู่เฉิน วิญญาณบรรพชนในพู่กัน ดังสะท้อนในห้วงความคิด "อย่ามองแค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่จงมองที่ 'เจตจำนง' ที่แฝงอยู่ในรอยสลักเหล่านั้น"


    ภายใต้การชี้แนะของมู่เฉินและเนตรอักขระ อาเจียมองเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น


    บนเสาหินที่ดูธรรมดานั้น มีเส้นสายสีทองจางๆ ไหลเวียนอยู่ มันคือ 'แม่แบบอักขระ' พื้นฐานของสำนักหมื่นอักขระในยุคโบราณ


    "นี่คือบทเรียนแรก..." มู่เฉินกล่าวสอนราวกับอาจารย์ผู้เคร่งครัด "การผสานอักขระ... เจ้าเห็นไหม? เส้นสายที่ขัดแย้งกันระหว่างธาตุน้ำและไฟ ถูกเชื่อมโยงด้วย 'จุดเชื่อมต่อแห่งความว่างเปล่า' เพียงจุดเดียว ทำให้มันดำรงอยู่ร่วมกันได้"


    อาเจียพยายามจดจำรูปแบบเหล่านั้นอย่างบ้าคลั่ง สมองของเขาแล่นเร็วรี่ราวกับกำลังคำนวณกำไรขาดทุน


    'ถ้าข้าเอาหลักการนี้ไปใช้กับยันต์ระเบิด... ข้าสามารถลดยันต์ชนวนลงได้ครึ่งหนึ่ง แต่เพิ่มแรงระเบิดได้สองเท่า! ประหยัดต้นทุนไปได้โข!'

    "อาเจีย? เจ้าทำอะไรอยู่?" เสียงเรียกของหลินชิงเสวี่ยดึงสติเขากลับมา


    อาเจียสะดุ้งโหยง รีบปรับสีหน้าให้ดูโง่งมทันที "เอ่อ... ข้ากำลังดูว่าเสาต้นนี้... ทองคำที่ปิดทองมันลอกไปหมดหรือยังน่ะขอรับ! แหม เสียดายจริงๆ คนโบราณนี่ไม่รู้จักรักษาของเลย!"


    หลินชิงเสวี่ยส่ายหน้าด้วยความระอา "ในหัวเจ้ามีแต่เรื่องเงินทองหรืออย่างไร? รีบมาทางนี้ คุณชายเฟิงเจอแท่นบูชาบางอย่างด้านในสุด"

    อาเจียรีบเดินตามไป (โดยแอบส่งสัญญาณให้ เจ้าสัว และ เจ้าถุงเงิน คอยระวังหลัง)


    ที่ด้านในสุดของโถง มีแท่นหินหยกขาวตั้งอยู่ บนแท่นนั้นว่างเปล่า ไร้สมบัติล้ำค่า มีเพียงกล่องไม้ใบเล็กๆ ที่ดูเก่าคร่ำคร่าวางอยู่โดดเดี่ยว


    "กล่องนี่..." เฟิงอี้หรานตาเป็นประกาย มือไม้สั่นระริก "ไม้ดำพันปี... แค่เนื้อไม้ก็ค่าควรเมืองแล้ว! ข้างในต้องมีโอสถทิพย์หรือเคล็ดวิชาสุดยอดแน่ๆ!"


    "ช้าก่อน!" หลินชิงเสวี่ยร้องเตือน "อย่าเพิ่งแตะต้อง! โบราณสถานระดับนี้มักมี..."


    กริ๊ก!


    คำเตือนมาช้ากว่าความโลภของเฟิงอี้หราน มือของคุณชายตระกูลเฟิงได้หยิบกล่องไม้นั้นขึ้นมาแล้ว เสียงกลไกเล็กๆ ดังขึ้นเบาๆ แต่ในความเงียบสงัด มันกลับดังสนั่นราวกับเสียงฟ้าผ่า


    บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที ลมหายใจแห่งความตายแผ่ซ่านออกมาจากทุกทิศทาง


    "ข้าว่า... ข้าทำเรื่องยุ่งแล้วใช่ไหม?" เฟิงอี้หรานหน้าซีดเผือด หันมามองเพื่อนร่วมทีมพร้อมรอยยิ้มแห้งๆ


    อาเจียตบหน้าผากตัวเองดัง แปะ


    "เตรียมตัวจ่ายค่าคุ้มครองเพิ่มได้เลย คุณชายเฟิง... เพราะดูท่าทาง รอบนี้ราคาจะแพงหูฉี่!"