THe Superman

    ตอนที่ 151 ท้าทาย

    “ พวกนายรออยู่นี่ อย่าเข้ามาก็พอ ที่เหลือปล่อยฉันเอง ! ” หยางหลิวพูด แล้ววิ่งเข้าไปปะทะกับอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

    “ หยางหลิว !!! ” ว่านเซี่ยง และหลัวโก่วตะโกนชื่อหยางหลิวออกมาพร้อมกัน

    “ เฮ้ย ! หยางหลิวอย่าใจร้อน ! ” ฉางเฟิงก็ตะโกนออกมาด้วยความรู้สึกกังวลใจมากในวินาทีเดียวกันนี้ เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าฝ่ายตรงข้ามมีจำนวนคนมากกว่า และแต่ละคนก็ดูน่ากลัวมากด้วย ทว่าหยางหลิวกลับใจร้อนวิ่งเข้าไปต่อสู้ฝ่ายตรงข้ามซะอย่างนั้น !
    “ หยางหลิวอย่า... ” วินาทีเดียวกันที่ฉางเฟิงตะโกน กู๋เจ๋อก็กำลังจะตะโกนห้ามหยางหลิวเช่นเดียวกันด้วยความเป็นกังวลอย่างมาก

    แต่พอกู๋เจ๋อเห็นฉากที่หยางหลิวพุ่งเข้าไปปะทะกับอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว และดูชำนาญเช่นนี้ มันก็ทำให้กู๋เจ๋อนึกไปถึงเรื่องเมื่อวันนั้นที่เขาทำตัวหาเรื่องหยางหลิว และได้รับบทเรียนจนสลบไป

    ดังนั้นกู๋เจ๋อจึงมั่นใจว่าหยางหลิวคงรู้ตัวดีว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ นั่นทำให้กู๋เจ๋อจึงเลือกที่จะเงียบ และไม่ส่งเสียงอะไรออกมาอีก เขาเพียงจ้องมองหยางหลิว และรอดูการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างสงบ

    ซึ่งในขณะนี้จะเห็นได้ว่าฝ่ายตรงข้ามยังไม่ทันเข้ามาใกล้พวกเพื่อนหยางหลิวเลย แต่หยางหลิวกลับใช้เวลาไม่ถึงวินาทีพุ่งเข้าไปถึงตัวพนักงานเสิร์ฟที่กำลังง้างถาด และกำลังวิ่งเข้ามาอยู่

    “ ตุ้บ ! ” เสียงหนัก ๆ ของหมัดหยางหลิวต่อยเข้าไปที่ท้องของชายคนนั้นอย่างจัง พนักงานเสิร์ฟคนนั้นถึงกับเข่าทรุดลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นอย่างกะทันหัน เขาพยายามจะส่งเสียงร้องออกมา แต่เขาก็พบว่าไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะส่งคำพูดใด ๆ ออกมาเลย สิ่งที่พนักงานเสิร์ฟคนนี้ทำได้ก็แค่ใช้มือกุมที่ท้องด้วยสีหน้าทรมานอย่างเจ็บปวด

    เห็นได้ชัดว่าหยางหลิวไม่ได้เอาจริง ไม่อย่างนั้นเขาคงสลบจากความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสไปแล้ว

    นอกจากพนักงานคนนี้ยังมีคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หยางหลิวอยู่ด้วย ซึ่งก็คือพนักงานเสิร์ฟชายอีกสองคนยืนอยู่ใกล้ ๆ และในเสี้ยววินาทีต่อมา หยางหลิวก็จัดการชายทั้งสองคนนั้นด้วยหมัดที่มีความรวดเร็วสูงมากจนมองตามแทบไม่ทัน

    ทั้งสามคนถูกจัดการเพียงแค่หนึ่งหมัดเท่านั้น และพวกเขาทั้งสามคนไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ไม่เจ็บปวดอย่างทรมาน ซึ่งมันก็ได้สร้างความน่าหวาดกลัวต่อคนทั้งหมดที่อยู่ในภัตตาคารห้าดาวแห่งนี้

    เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครอยากจะเชื่อว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกลางภัตตาคารห้าดาวสุดหรู

    แต่อย่างไรก็ตามหยางหลิวก็ได้จัดการคน 3 คน จากทั้งหมดสิบกว่าคนในชั่วพริบตา

    จางต๋าที่เป็นคนสั่งให้จัดการหยางหลิว ก็เบิกตากว้างอ้าปากค้างอยู่อย่างนั้นด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อเกินบรรยาย !

    จางต๋าไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีคนที่แข็งแกร่งขนาดนี้อยู่จริง ๆ เขารู้สึกคิดผิดอย่างมหันต์ที่ไม่ระวังการกระทำของตนเอง ต้องบอกเลยว่าครั้งนี้เขาพลาดไปจริง ๆ

    ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้ที่จางต๋ากำลังรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป อย่างกะทันหันหยางหลิวก็ใช้สายตาเย็นชาจ้องมาที่จางต๋าอย่างฉับพลัน

    จางต๋าถึงกับขนลุกซู่ ใบหน้าของเขาซีดยิ่งกว่าไก่ต้ม !

    “ ช่วยฉันด้วย !! พวกแกมาช่วยฉันเร็วเข้า !!!! ” จางต๋าตะโกนออกมาอย่างหวาดกลัว เขารู้สึกกลัวจริง ๆ ที่จะต้องเผชิญหน้ากับหยางหลิว

    ในความคิดของจางต๋า เขาเชื่อว่าภาพลักษณ์เทพบุตรของหยางหลิวแท้จริงก็เป็นแค่ฉากบังหน้า ความจริงแล้วข้างในนั้นมันมีปีศาจที่ดุร้ายสุดแสนอำมหิตซ่อนตัวอยู่ข้างใน ซึ่งพร้อมจะทำร้ายเขาได้ทุกเมื่อ

    “ ช่วย...ช่วยฉัน ! ช่วยฉันเร็วสิโว้ย !!! ” จางต๋ายังคงตะโกนไม่หยุด ที่บริเวณด้านหน้าหยางหลิวก็ยังจ้องมองจางต๋าอย่างเย็นชามากขึ้นไปกว่าเดิม

    แต่ถึงจางต๋าจะตะโกนไปอย่างนั้น ทว่าใครกันเล่าจะกล้าก้าวออกมาเผชิญหน้าต่อกรกับคนที่มีทักษะการต่อสู้ที่สุดยอดแบบนี้ พวกเขาก็เป็นแค่พนักงานเสิร์ฟธรรมดา เงินเดือนที่ได้รับก็แสนต่ำต้อย ใครกันอยากจะเอาชีวิตเข้าไปแลกเพียงเงินเดือนอันแสนน้อยนิด ? สู้อยู่ห่าง ๆ แล้วเอาตัวรอดไว้จะไม่มีดีกว่าหรือ ?

    ทว่าสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หยางหลิวไม่มีทีท่าว่าจะโจมตีอีกต่อไป เขาไม่แม้แต่จะขยับเข้าไปใกล้จางต๋าแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่หยางหลิวพูดออกมานั้นกลับทำให้ทุกคนในร้านจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เบิกกว้างอย่างประหลาดใจ“ นายเป็นคนทำอาหารพวกนี้ถูกไหม ? ฉันจะบอกให้ว่าทำไมฉัน และเพื่อนถึงบอกว่าอาหารของนายมันห่วย !! ”

    หยางหลิวเลือกไม่โจมตีด้านร่างกายของจางต๋าก็จริง แต่คราวนี้เขากลับใช้วาจาโจมตีเรื่องอาหารแทนซะอย่างนั้น“ ข้อแรกเห็นกันชัด ๆ ว่ารสชาติอาหารที่ทำมันไม่ได้เรื่องแม้แต่น้อย ” หยางหลิวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอันดัง ยิ่งบรรยากาศแบบนี้ไม่มีใครกล้าที่จะซุบซิบนินทาอะไรด้วย ความน่าเกรงขามของหยางหลิวจึงเพิ่มมากขึ้นผิดกับภาพลักษณ์อย่างยิ่ง

    “ ข้อสองการปรุงอาหารของแกมันโหลยโท่ยห่วยแตกสิ้นดี ! ความเข้ากันได้ของมันต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ! เครื่องปรุงที่แกเลือกใส่เข้ามาก็ผสมกันอย่างมั่วซั่ว และมันก็ทำให้อาหารไร้ค่า ! แค่ใช้วัตถุดิบที่ดีหน่อย แค่นี้ก็เอามาขายในราคาแพงแล้ว เฮอะ ! กระจอกสิ้นดี ! ” หยางหลิวยังคงพูดต่อไป ส่วนคนที่เหลือก็ฟังหยางหลิวอย่างเงียบ ๆ

    “ ข้อสุดท้ายฉันจะไม่พูดอะไรมาก เอาเป็นว่าแค่อาหารที่ฉันทำ ต่อให้อาหารพื้น ๆ อย่างข้าวผัด มันยังอร่อยกว่าของแกนับสิบนับร้อยพันเท่า ! ” และสุดท้ายหยางหลิวก็ได้กล่าวปิดท้ายด้วยการดูถูกดูแคลนจางต๋า ทำให้บนใบหน้าของจางต๋าที่ซีดอยู่นั้น กลายเป็นแดงด้วยความอับอาย !

    คำที่หยางหลิวพูดวิจารณ์มา ไม่ใช่คำวิจารณ์ที่เต็มไปด้วยการให้ความรู้ ให้คำแนะนำแม้แต่น้อย แต่มันกลับเป็นการด่าทออย่างซึ่งหน้า ทุกคำพูดล้วนส่งออกมาเพื่อทำให้จางต๋าอับอายจนแทบคลั่ง !

    ทว่าจางต๋ากลับไม่กล้าปริปากอะไรออกมา ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่ว่าสิ่งที่หยางหลิววิจารณ์นั้นถูกต้อง หรือเป็นประโยชน์ต่อตัวจางต๋าแต่อย่างใด

    กลับกันเมื่อฟังคำวิจารณ์ของหยางหลิว ภายในใจจางต๋ารู้สึกบ้าแทบคลั่งแทบอยากจะวิ่งเข้าไปต่อยหน้าหยางหลิวสักสิบหมัด จางต๋าอยากจะปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกโกรธออกมาให้ทุกคนที่นี่ได้รับรู้ เขาอยากจะตะโกนด่าหยางหลิวกลับอย่างโกรธแค้น ...ถ้าหากไม่ใช่เพราะหยางหลิวมีฝีมือในการต่อสู้ที่แข็งแกร่งมากแม้กระทั่งสามคนยังเอาไม่อยู่ ป่านนี้จางต๋าคงไม่ยอมให้โอกาสหยางหลิวพูดแม้แต่ครึ่งคำด้วยซ้ำไป

    เหมือนหยางหลิวจะรู้ว่าจางต๋าไม่พอใจ และรู้สึกขัดแย้งกับหยางหลิวจากการวิจารณ์เมื่อครู่

    ดังนั้นหยางหลิวจึงแสยะยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ แถมภายในใจก็ยังลอบหัวเราะจางต๋าอีกที่จางต๋าตกลงไปในแผนการของเขาแล้ว จากนั้นหยางหลิวจึงพูดขึ้นว่า“ เอาอย่างนี้ ถ้าแกไม่เชื่อ เรามาพิสูจน์กันดูไหมล่ะ ? ”

    ด้วยประโยคนี้ของหยางหลิว มันทำให้จางต๋าหันมามองหยางหลิวด้วยความสับสนเล็กน้อย และถามขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ว่า“ พิสูจน์...? พิสูจน์อะไร ? ” จางต๋ารู้สึกว่ามันมีอะไรทะแม่ง ๆ และมีอะไรลับลมคมในอยู่ แต่ด้วยความรู้สึกหงุดหงิดภายในใจ บวกกับความเจ็บใจที่ไม่สามารถตอบโต้หยางหลิวได้ เขาจึงไม่ลังเลที่จะถามออกไป

    “ แน่นอน แกเป็นเชฟ ฉันก็เป็นเชฟ เราจะตัดสินด้วยการทำอาหาร ! ” หยางหลิวพูดอย่างไม่สะทกสะท้านใด ๆ ภายในวินาทีนั้นคนรอบข้างต่างตกตะลึง

    ไม่มีใครคาดคิดว่าหยางหลิวจะเป็นเชฟจริง ๆ หลังจากที่ได้เห็นว่าเขามีทักษะการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม พูดก็พูดเชฟเป็นหนึ่งในอาชีพที่ต้องอาศัยฝีมือการทำอาหารที่ละเอียดลออ พิถีพิถันอย่างมาก ทั้งยังต้องมีประสบการณ์ในการทำอาหารอยู่หลายปีหรือหลายสิบปี ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันขัดกับภาพลักษณ์เย็นชา และโหดเหี้ยมที่หยางหลิวแสดงให้เห็นเมื่อครู่อย่างยิ่ง

    แถมไม่มีใครคาดคิดด้วยว่าที่หยางหลิวพูดมาทั้งหมด เขาต้องการจะท้าจางต๋าแข่งทำอาหาร ทั้ง ๆ ที่จางต๋ามีประสบการณ์ในการทำอาหารมากกว่าหยางหลิวเกือบ 2-3 เท่าเสียอีก แม้แต่เพื่อนของหยางหลิวก็ได้แต่มองตาปริบ ๆ และวิตกกังวลอย่างมาก

    “ ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆ ” จางต๋าหัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจ เขารู้ดีเลยว่าเจ้าหนูตรงหน้าหยิ่งผยองมากเกินไป ดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสดีที่เขาจะได้กู้หน้ากลับคืนมาอย่างง่ายดาย

    และถ้าหากจางต๋าชนะเรื่องการทำอาหารจริง ๆ เรื่องที่เขากลัวหยางหลิวเมื่อครู่ ก็สามารถอธิบายได้ว่าเขามีอาชีพหลักคือเชฟ ไม่ใช่นักมวย หรือนักต่อสู้อะไรทำนองนั้น ดังนั้นเขาจึงไม่ถนัดในการเผชิญหน้าด้วยการต่อสู้นั่นเอง“ ตกลง ! แข่งกันตอนนี้เลยเป็นยังไง ? ”

    “ แน่นอน ! แต่ฉันมีเงื่อนไข ” หยางหลิวพูดในเชิงเห็นด้วย แต่เขายังไม่ได้ตอบตกลงว่าจะแข่งทันทีเพราะเขาต้องการพูดอะไรบางอย่างก่อน

    “ เจ้าหนู ! อย่าบอกนะว่าแกปอดแหกซะแล้ว !? กลัวอย่างนั้นเรอะ ! เฮอะ ! ไม่เป็นไร ฉันจะรอฟัง ! ” จางต๋าแสดงนิสัยเย่อหยิ่งอีกครั้ง เมื่อเป็นการแข่งขันทำอาหารตัวเขาเองก็มีความมั่นใจมากที่จะได้รับชัยชนะ

    “ เอาอย่างนี้ก็แล้วกันมาพูดเรื่องกติกากันก่อน กติกาก็ง่าย ๆ ทำอาหารให้เสร็จภายในเวลา 1 ชั่วโมง ส่วนเรื่องการตัดสินแพ้ชนะจะใช้คนที่อยู่ในร้านนี้ทั้งหมดมาโหวตว่าให้ใครชนะด้วยการนับคะแนน จะใช้กระดาษเขียนแล้วค่อยนับก็ได้ไม่มีปัญหา ส่วนเรื่องที่แกจะให้ลูกน้องของแกมาโหวตให้ทั้งหมดก็ได้ฉันไม่ถือ แต่แน่นอนว่าเมื่อมีการแข่งขันก็ต้องมีการเดิมพัน เอาอย่างนี้ถ้าฉันแพ้ฉันจะจ่ายค่าอาหารมื้อนี้เป็น 2 เท่า แต่ถ้าฉันชนะ ค่าอาหารมื้อนี้แกต้องเป็นคนจ่ายเอง และที่ฉันพูดไปเมื่อกี้ว่าอาหารห่วย ๆ ของแก แค่ข้าวผัดฉันก็เอาชนะได้ง่าย ๆ ดังนั้นในการแข่งขันครั้งนี้ฉันจะทำข้าวผัดให้แกดูว่ามันอร่อยกว่าของแกยังไง !!! ” หยางหลิวพูดพร้อมชี้นิ้วท้าทายฝ่ายตรงข้ามอย่างมั่นใจในตัวเองสูงมาก

    “ ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ” จางต๋าได้ยินคำพูดของหยางหลิว เขาก็หัวเราะออกมาเหมือนคนบ้า เขารู้สึกว่าหยางหลิวเป็นเด็กหนุ่มที่มีอารมณ์ขันมากเหลือเกิน

    จางต๋าไม่รู้เลยว่าหยางหลิวไปเอาความมั่นใจโง่ ๆ แบบนี้มาจากไหน ? กะอีแค่ข้าวผัดจะเอาอะไรไปสู้เขาได้ ? มันช่างเป็นเรื่องตลกเสียเหลือเกิน !

    ก่อนหน้านี้จางต๋านึกว่าหยางหลิวเป็นเด็กหนุ่มที่หยิ่งผยองมาก และมั่นใจในฝีมือของตัวเองมากเกินไป แต่เขาไม่นึกเลยว่าหยางหลิวจะเป็นแค่ไอ้บ้าคนหนึ่งก็เท่านั้น

    และถ้าหากจางต๋าชนะ ค่าอาหารวันนี้หยางหลิวต้องจ่ายเป็นสองเท่าอีกด้วย ซึ่งมันก็ทำให้เขาสะใจมากขึ้นไปอีก ดังนั้นจางต๋าจึงตอบตกลงในทันทีว่า

    “ ได้สิไอ้หนู ! เรามาเริ่มกันเลย ! ”