ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 98 ฉีหวางเฟย ยังกระหายหรือไม่?

            หลงเซี่ยวอวี่ยื่นนิ้วที่มีข้อกระดูกปูดโปนออกมาสะบัดเบาๆจอกชาบนโต๊ะหินห้าจอกก็เหลือเพียงจอกเดียว ใบอื่นๆ นั้นสลายกลายเป็นผุยผงหายวับไปในกำลังภายในอันดุดันเพียงฝ่ามือเดียว

            ไม่รู้ว่าเขาไปแตะโดนกลไกอันใดเข้าได้ยินเพียงเสียง ‘ตึง’เบาๆเดิมพื้นที่เป็นกระจกใสก็พลันเปลี่ยนเป็นพื้นหยกสีขาวเปล่งประกายดั่งหิมะสะท้อนแสงระยิบระยับ กระจ่างใส

            มู่จื่อหลิงเดาว่าหมอนั่นต้องอยู่ที่ชั้นสองแน่

            ดังนั้นนางจึงวิ่งออกไปนอกศาลาสองสามเมตรม้วนกระโปรง ดีดปลายเท้ากระโดดขึ้นสูง ยืดคอ ลอบมองลับๆ ล่อๆ

            คิดจะดูสถานการณ์ในศาลาชั้นสองแต่จะทำอย่างไรข้างบนก็ถูกผ้าม่านปิดไว้อย่างแน่นหนา มองไม่เห็นสิ่งใด

            มู่จื่อหลิงสองมือป้องปากตะโกนไปที่ศาลาชั้นสอง “ท่านอ๋อง ท่านอ๋อง ท่านอยู่ข้างบนหรือ?”

            “ท่านอ๋องหลงเซี่ยวอวี่...ท่านอยู่ข้างบนหรือไม่...”

            มู่จื่อหลิงตะโกนเรียกอยู่หลายครั้งก็ไม่เห็นว่าข้างบนจะมีความเคลื่อนไหวในขณะที่นางกำลังจะยอมแพ้ จากไปด้วยความผิดหวัง

            ผ้าม่านชั้นสองก็ถูกมือเรียวยาวแยกออกอย่างช้าๆมู่จื่อหลิงเงยหน้าขึ้นไปมองตามสัญชาตญาณเงาร่างผอมสูงก็สะท้อนเข้ามาอยู่ในม่านสายตา

            หลงเซี่ยวอวี่สวมใส่อาภรณ์สีขาวที่มีลวดลายสีเข้มอันน่าหลงใหลขับเน้นร่างที่สูงโปร่งของเขา นัยน์ตาลุ่มลึกงดงาม ลึกเสียจนไร้จุดสิ้นสุดดำขลับราวหยดหมึก

            บุคลิกที่สูงศักดิ์สง่างามเช่นนั้นความประกายเจิดจรัสเช่นนั้น ทอรัศมีโชติช่วงราวกับเทพเซียนเพียงมองแวบแรกก็ทำให้คนย้ายสายตาไปไม่ได้อีก

            แต่ว่ามู่จื่อหลิงกลับไม่มีอารมณ์มาชื่นชมเลยสักนิด

            แม้ว่านางจะไม่ได้เห็นใบหน้านี้ทุกวันใบหน้านี้ต่อให้มองยังไงก็ไม่เบื่อ แต่ในตอนนี้อารมณ์นางขุ่นมัว แน่นอนว่ามีภูมิคุ้มกันต่อฉากที่สวยงามนี้โดยอัตโนมัติทั้งแข็งแกร่งจนร้อยพิษไม่กล้ำกราย

            มู่จื่อหลิงสูดลมหายใจเข้าลึกแอบตำหนิเงียบๆ เจ้าหมอนี่อยู่ข้างบนให้นางตะโกนอยู่ภายใต้แสงแดดอันแผดเผาเป็นครึ่งวัน ทั้งร้อนทั้งกระหาย

            เจ้าหมอนี่ทำไมไม่ขานรับน่าโมโหจริงๆ

            ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้คนขุ่นมัวยิ่งนัก

            มู่จื่อหลิงฉีกรอยยิ้มที่สดใสออกมาอ่อนหวานราวกับดอกไม้ ยอบกายน้อยๆ “ท่านอ๋อง ขออภัยด้วยเพคะ รบกวนท่านแล้วหม่อมฉันมาเพื่อถามว่าเล่อเทียนอยู่ที่ใด ถามแล้วก็จะไป”

            ในใจขุ่นมัวก็ขุ่นมัวแต่ยามนี้มีเรื่องต้องขอร้องผู้อื่น นางมิอาจแสดงออกมาได้ต่อให้ไม่มีเรื่องต้องขอร้องเขา นางก็ไม่กล้าแสดงอารมณ์ขุ่นมัวของตนออกมาต่อหน้าเจ้าคนเอาแน่เอานอนไม่ได้ผู้นี้!

            ท้าทายอำนาจของฉีอ๋องมิใช่การรนหาที่ตาย แกว่งเท้าหาเสี้ยนหรือ?

            หลงเซี่ยวอวี่ก้มลงมามองมู่จื่อหลิงที่ยืนอยู่กลางแดดร้อนแรงหน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อ ใบหน้าถูกแดดเผาจนแดงเรื่อทว่าบนใบหน้ากลับมีรอยยิ้มประหนึ่งดอกไม้ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “มานี่”

            มานี่? ไปที่ศาลาชั้นสองนั่นหรือ?

            ล้อเล่นแล้ว! นางเหาะไม่ได้! จะไปยังไง?

            “ท่านอ๋องเพียงบอกหม่อมฉันมาว่าเล่อเทียนอยู่ที่ใดหม่อมฉันก็ไม่รบกวนท่านมากแล้ว” ใบหน้าของมู่จื่อหลิงยังคงมีรอยยิ้มเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก มือป้องบังแสงแดด

            “มานี่!” หลงเซี่ยวอวี่เอ่ยเสียงเย็นดูท่าจะอารมณ์ไม่ดีแล้ว

            หมอนี่ ดุนัก!

            เมื่อเผชิญหน้ากับหลงเซี่ยวอวี่เช่นนี้มู่จื่อหลิงก็ไม่กล้าอวดดีอีกต่อไป ใจแข็งในเดิมทีนั้นครู่เดียวก็พ่ายแพ้แล้วเท้าก้าวเข้าไปอย่างไม่รู้ตัว

            มู่จื่อหลิงเดินไปใกล้ศาลาทีละก้าวไม่รอให้นางเงยมองคนที่อยู่ด้านบน

            จู่ๆ หลงเซี่ยวอวี่ก็ทะยานกายลงมากลางอากาศยื่นแขนเรียวยาวตวัดรัดเอวคอดบางของมู่จื่อหลิงเอาไว้ ปลายเท้าแตะพื้นแผ่วเบาและทะยานขึ้นไปในศาลาอีกครั้ง

            หลงเซี่ยวอวี่ปล่อยมู่จื่อหลิงที่ยังคงตกตะลึงออกเดินไปนั่งบนเก้าอี้หินอ่อนด้านข้างอย่างไม่สนใจใคร

            เขาหิ้วกาน้ำชาหยกบนโต๊ะขึ้นมาเทน้ำชาสีอ่อนลงไปในจอกชาที่มีอยู่เพียงหนึ่งเดียวจิบหลายครั้ง ด้วยสีหน้าท่าทางพึงพอใจ

            ดวงตามู่จื่อหลิงเลื่อนลอยมองศาลาชั้นบนอันลึกลับที่นางอยากขึ้นมาโดยตลอดอย่างอึ้งตะลึง

            หากพูดที่นี่นั้นแยกออกมาจากข้างนอกเป็นอีกโลกหนึ่งก็ไม่เกินจริง

            หรูหรางดงาม ดูมีระดับ!

            ผ้าม่านสีขาวราวหิมะที่ทอจากเส้นไหมแท้นิ่มลื่นเสาหลักหินหยกสีขาวยังมีผลึกหิน มรกต และไข่มุกโมรานานาชนิดฝังทอประกายระยิบระยับ พื้นหยกสีขาวเปล่งประกายใสส่องสะท้อนคน

            จุดที่สำคัญที่สุดคือที่ไม่ร้อนแผดเผาเหมือนข้างนอกเลยแม้แต่นิดตรงกันข้ามกลับทำให้คนสบายไปทั้งตัว อารมณ์แจ่มใส รู้สึกสดชื่นเย็นสบาย

            มู่จื่อหลิงแอบมองหลงเซี่ยวอวี่ที่นั่งดื่มชาอย่างสบายๆในใจก็เริ่มว่าร้ายขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ เจ้าหมอนี่ฟุ่มเฟือยจริงๆศาลาแห่งหนึ่งยังทำหรูหราเสียขนาดนี้ ช่างรู้สึกเสพสำราญเหลือเกิน!

            เมื่อครู่นางอยู่ข้างนอกโดนแดดแผดเผาจนแทบสิ้นชีวิตตะโกนจนปากคอแห้ง หมอนี่กลับดีนัก นั่งดื่มชาอย่างสบายใจไร้กังวลอยู่ที่นี่

            เมื่อเปรียบกันแล้วน่าโมโหนัก!

            มู่จื่อหลิงจ้องมองหลงเซี่ยวอวี่ที่ดื่มชาอย่างสำราญใจด้วยดวงตาเป็นประกายอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายในริมฝีปากที่แห้งผากของตน นางกระหายนัก อยากดื่มสักคำ

            “ท่านอ๋องตอนนี้บอกหม่อมฉันได้แล้วหรือยังว่าเล่อเทียนอยู่ที่ใด?” มู่จื่อหลิงจวนจะร้องไห้ พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่สบตาบังคับให้ตนเองไม่มองหลงเซี่ยวอวี่อีก

            ถ้ามิใช่เพราะรู้ว่าฉีอ๋องนั้นมีความประพฤติเช่นใดนางคงสงสัยว่าเจ้าหมอนี่ตั้งใจทรมานผู้อื่นใช่หรือไม่

            หลงเซี่ยวอวี่จิบชาอย่างสง่างามน้ำเสียงเย็นใส “ไม่รีบ”

            เจ้าไม่รีบ แต่ข้ารีบช่วยคน!

            “เช่นนั้นท่านอ๋องเรียกหาผู้น้อยมีเรื่องอื่นหรือไม่?” มู่จื่อหลิงถามอย่างอดทน

            นางคิดว่าเจ้าหมอนี่คงไม่พานางมาที่นี่อย่างไร้เหตุผลกระมังคงมีเรื่องใดต้องการถามนาง

            “ไม่มี” หลงเซี่ยวอวี่วางจอกชาหยกขาวในมือลงครู่หนึ่ง จึงถามอย่างเฉยชา “สืบเรื่องหลงเซี่ยวหนานได้ความอันใดแล้ว?”

            “หม่อมฉันสืบได้ว่ากู่ปรสิตนั้นเป็นแมวที่แพร่มาให้องค์ชายห้ายามนี้แมวขาวตายแล้ว ใต้เท้าเสิ่นกำลังนำคนไปค้นหาที่ภูเขาด้านหลัง...” มู่จื่อหลิงชะงักไปกลืนน้ำลายในปากที่แห้ง พูดต่อไปว่า “เพียงแต่ที่หาครั้งนี้ไม่ใช่แมวขาว หม่อมฉันสงสัยว่าแมวขาวจะถูกสัตว์ร้ายลากไปกินเป็นอาหารดังนั้น...”

            “ดื่มไหม?” หลงเซี่ยวอวี่ยกชาขึ้นมาจิบหนึ่งอึกตัดบทคำพูดยืดยาวของมู่จื่อหลิงอย่างเฉยเมย

            “ดื่ม” มู่จื่อหลิงตอบรับอย่างอึ้งๆเผลอมองจอกชาในมือหลงเซี่ยวอวี่อย่างไม่ตั้งใจ เดาะลิ้นในริมฝีปากที่แห้งผากของตน

            นี่มิใช่คำพูดไร้สาระหรือยืนอยู่ใต้แดดของพระอาทิตย์ดวงเบ้อเริ่มมาครึ่งค่อนวันยังตะโกนเรียกอยู่นานสองนานอีก จะไม่หิวน้ำหรือ นางกระหายจะตายแล้ว

            หลงเซี่ยวอวี่ไม่พูดสิ่งใดเทน้ำชาจนเต็มจอกอย่างสง่างาม ยกจอกชาลุกขึ้นเดินมาตรงหน้ามู่จื่อหลิงอย่างช้าๆ

            มู่จื่อหลิงคิดว่าหลงเซี่ยวอวี่ต้องการเทน้ำชาให้นางดื่มนางเพิ่งเห็นว่าบนโต๊ะนั่นมีจอกชาแค่จอกเดียวแม้จะแปลกใจว่าเหตุใดจึงมีแค่จอกเดียว แต่ตอนนี้ก็ไม่ได้ไปครุ่นคิดแล้ว

            แม้จอกชาใบนี้หลงเซี่ยวอวี่จะดื่มมาก่อนแต่เมื่อคืนพวกเขาก็จูบกันไปแล้ว จอกชาแก้วเดียวยังจะเป็นอันใดอีก ยิ่งไปกว่านั้นนางก็หิวน้ำจนจะตายแล้วฉีอ๋องยังไม่รังเกียจ แล้วนางจะรังเกียจไปทำไม

            เพียงชั่วพริบตาดวงตามู่จื่อหลิงก็สว่างวาบเป็นประกาย เตรียมจะยื่นมือไปรับ...

            ใครจะรู้ว่าภายใต้ดวงตาเปล่งประกายของนางหลงเซี่ยวอวี่จะเงยศีรษะดื่มน้ำชาใสเข้าไปในปากไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว

            มือของมู่จื่อหลิงที่ยกขึ้นจึงชะงักอยู่กลางอากาศด้วยเหตุนี้นางมองจอกชาที่ว่างเปล่าใบนั้นอยากจะร้องไห้ก็ไร้น้ำตา

            โง่เง่า มีวิธีปั่นหัวคนเช่นนี้ด้วยหรือจะรังแกกันเกินไปแล้ว

            เสียชีพได้อย่าเสียศักดิ์!

            มู่จื่อหลิงพลันระงับอารมณ์ในใจที่พุ่งขึ้นมาทันทีกำหมัดแน่น เตรียมจะเดินไปที่โต๊ะหินอ่อนหยิบน้ำชาทั้งกาหยกขาวขึ้นมาดื่มตรงๆ อย่างไม่แยแส

            เพียงแต่มู่จื่อหลิงยังไม่ทันก้าวไปสักก้าวแขนเรียวเล็กก็ถูกหลงเซี่ยวอวี่ดึงไว้จากนั้นก็เซถลาเข้าไปในอ้อมอกของหลงเซี่ยวอวี่

            ไม่รอให้มู่จื่อหลิงมีการตอบสนองหลงเซี่ยวอวี่ก็บังคับท้ายทอยของนางไว้ด้วยมือข้างเดียว ทำให้นางอยู่นิ่งๆ อย่างแผ่วเบาและเงาดำสายหนึ่งก็ครอบนางไว้

            หลงเซี่ยวอวี่โน้มตัวลงมาริมฝีปากบางเย็นเฉียบปิดทับกลีบปากที่ทั้งอ่อนนุ่มและแห้งผากของมู่จื่อหลิง

            “อุ๊บ...หลงเซี่ยว...”มู่จื่อหลิงเพิ่งอ้าปาก น้ำชาเย็นชืดก็ถูกกรอกเข้าไปอึกใหญ่

            หลงเซี่ยวอวี่กักร่างของมู่จื่อหลิงไว้อย่างแน่นหนาทำให้นางขยับเขยื้อนไม่ได้ปลายลิ้นชอนไชริมฝีปากที่ทั้งอ่อนนุ่มและแห้งผากของนางอย่างแผ่วเบาราวกับอสรพิษ

            จูบที่ทั้งเย็นเยียบและคลั่งไคล้ม้วนเข้าไปอย่างดุดัน เผด็จการแต่กลับไม่สูญเสียความอ่อนโยน

            เพียงครู่เดียวริมฝีปากที่แห้งผากก็ชุ่มชื้นขึ้นมานางขยับลำคอเล็กน้อยตามจิตใต้สำนึก จากนั้น น้ำชาเย็นชืดก็ไหลลงไปในกระเพาะนางทั้งหมด

            ชั่วขณะนี้มู่จื่อหลิงก็ลืมที่จะดิ้นรน สูญเสียสติสัมปชัญญะไปในทันทีน้ำเย็นชืดเพียงอึกเดียวดูเหมือนจะบรรเทาริมฝีปากที่แห้งมาแต่เดิมของนางไม่ได้

            นางอยากได้น้ำชาเย็นชืดมากกว่านี้มาคลายความแห้งผาก

            กลีบปากที่เย็นเฉียบและแผ่วเบาของหลงเซี่ยวอวี่ปัดป่ายราวกับขนนก ขยับไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า อ้อยอิ่งไม่สิ้นสุด

            สัมผัสเย็นเยียบพ่นลมหายใจร้อนผ่าว น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ “ฉีหวางเฟย ยังกระหายหรือไม่?”

            ......

            มู่จื่อหลิงที่ไร้เรี่ยวแรงอยู่ในอ้อมกอดหลงเซี่ยวอวี่เปิดตาขึ้นในทันใด

            สายตาสองคู่สอดประสานใบหน้าเลอโฉมทั้งสองอยู่ใกล้กันนักใกล้จนสามารถรับรู้ได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวที่พ่นออกมา รินรดใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา

            “ท่าน...ท่าน...” มู่จื่อหลิงพิงหลงเซี่ยวอวี่เบิกตาทั้งสองข้างกว้าง เอ่ยคำว่า ‘ท่าน’ อย่างติดๆ ขัดๆ อยู่นานสองนานก็พูดต่อไปไม่ออก

            เมื่อครู่นี้พวกเขาทำอะไร?

            นาง นางกินน้ำชาในปากของหลงเซี่ยวอวี่และเมื่อครู่ตนเองก็ยังดื่มด้วยความเพลิดเพลินด้วย?

            ช่าง ช่าง ช่างขายหน้านักมารดาเถอะ!

            เจ้าหมอนี่เป็นอะไรไปกันแน่เมื่อวานพูดว่าไม่เสียเปรียบ เอาเปรียบนางไปเปล่าๆหนึ่งครั้ง ครานี้นางยืนดีๆไม่แตะต้องเขาเสียหน่อย

            สิ่งใดคือรู้ว่าฉีอ๋องเป็นคนเช่นใดกัน? นางในตอนนี้ไม่รู้เลยแม้แต่นิดเจ้าคนเอาแน่เอานอนไม่ได้ ขึ้นๆ ลงๆ ผู้นี้

            เจ้าหมอนี่จะต้องเจตนาเป็นแน่เปลี่ยนเป็นกินเต้าหู้ [1] นางหนักกว่าเดิมอีกจะน่ารังเกียจเกินไปแล้ว

            แต่ทว่า...

            หลงเซี่ยวอวี่ปล่อยมู่จื่อหลิงอย่างช้าๆจับให้นางยืนตรงๆ สีหน้าเคร่งขรึม พูดอย่างจริงจัง “ฉีหวางเฟย เจ้าจำไว้ เปิ่นหวางไม่มีนิสัยดื่มชาร่วมจอกกับผู้อื่น!”

            ไม่มีนิสัยดื่มชาร่วมจอกกับผู้อื่น?

            เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือ?

            ไม่มีนิสัยดื่มชาร่วมจอกก็เลยป้อนน้ำชานางปากต่อปาก?

            นี่มันร้ายแรงยิ่งกว่าใช้จอกชาร่วมกันเสียอีก

            เจ้าคนน่ารังเกียจ!

            ในใจมู่จื่อหลิงโมโหจนจะตายแล้วกำหมัดแน่น ข่มความโกรธในใจที่ไม่สามารถปล่อยออกมาได้

            นางคิดว่านางจะต้องบ้าไปแล้วแน่ๆถึงได้วิ่งมาหาหลงเซี่ยวอวี่

            กุ่ยหยิ่งไม่บอกนางว่าเล่อเทียนอยู่ที่ใดกุ่ยเม่ยก็คงจะบอกนางได้กระมัง อย่างน้อยกุ่ยเม่ยคงจะพูดง่ายกว่า

            ----------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] กินเต้าหู้หมายความว่า ลวนลาม แต๊ะอั๋ง

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730